ข่าว
100 year

ขวางโละผบ.เหล่าทัพ พ้นจากเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 ม.ค. 2563 05:01 น.
SHARE

กรรมาธิการตั้งข้อสังเกต ใช้งบกลาโหมต้องคุ้มค่า และไม่สร้างความขัดแย้ง

“บิ๊กตู่” ขอเริ่มปีใหม่ 63 อย่างมีสติ “ชวน” อวยพรคนไทยชนะอุปสรรค-ปัญหา ปลื้มใช้เวทีรัฐสภาแก้ปัญหาได้เพียบ “ทักษิณ” ร่วมอวยพรให้คนไทยมีภูมิต้านทานวิกฤติเศรษฐกิจ สภาฯวางคิวถก พ.ร.บ.งบประมาณฯ 8-9 ม.ค. กมธ.ท้วงติงกองทัพใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า พท.ห่วงเปิดรับฟังความเห็นปมแก้ รธน.ทุกภาคอาจช้าเกินไป รองหัวหน้า อนค.มองถ้าแก้ รธน.ไม่ได้ ไม่ปฏิวัติก็ประชาชนลุกฮือ ดันแก้ ม.256 นำร่อง ตามด้วยม.279 “เทพไท” หนุน “ชวน” ไม่เอา ผบ.เหล่าทัพเป็น ส.ว. “เสรี” ระบุจ้องโละ ผบ.เหล่าทัพ เตือน ส.ว.หลงกลระวังล้มทั้งกระดาน “สมเจตน์” ฉะ “ธนาธร” มุ่งแก้แค้นส่วนตัว

การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ 2563 เต็มตัว โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะเต็มไปด้วยความร้อนแรง ล่าสุดนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ออกมาเตือน ส.ว.อย่าหลงกลประเด็นแก้ไขโควตา ผบ.เหล่าทัพที่เข้ามาเป็น ส.ว.โดยอัตโนมัติ เพราะอาจเป็นการล้ม ส.ว.ทั้งกระดาน

“บิ๊กตู่” ขอเริ่มปีใหม่อย่างมีสติ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 0.37 นาที ลงเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ส่วนตัว สวัสดีปีใหม่คนไทยว่า “สวัสดีปีใหม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกคนปีใหม่นี้ผมขออวยพรให้ทุกท่านและครอบครัว จงมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในการทำงานในทุกด้านๆ และในปีใหม่ 2563 นี้เริ่มปีใหม่อย่างมีสติ มีกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็งให้กับตัวเองและครอบครัว คนรอบข้าง และพร้อมกันร่วมมือนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยังยืน ผมในฐานะนายกฯและรัฐบาล จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อพี่น้องประชาชนและทุกคน” ก่อนหน้านี้ช่วงเช้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์เฟซบุ๊กเนื่องในวันปีใหม่ว่า สวัสดีปีใหม่ 2563 พี่น้องประชาชนทุกท่าน “ปีใหม่นี้ ขออวยพรทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความสำเร็จสมหวังทุกประการ”

“ชวน” ให้พรคนไทยชนะอุปสรรค

ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา กล่าวอวยพรปีใหม่ 2563 ว่า “ในนามของรัฐสภา ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยพร้อมใจตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลประทานพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทั้งนี้ ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลที่พี่น้องชาวไทยเคารพนับถือ อีกทั้งบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดอภิบาลและประทานพรให้พี่น้องชาวไทยประสบความสุข สามารถเอาชนะอุปสรรคและปัญหาทั้งปวง และมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตสืบไป”

ใช้เวทีรัฐสภาแก้ปัญหาได้เพียบ

นายชวนกล่าวต่อว่า ในปี 2562 มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปหลังจากว่างเว้นมาร่วม 8 ปี เป็นความปรารถนาของประชาชนที่ต้องการเห็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความมั่นคงและยั่งยืน เพียงช่วงระยะเวลา 7 เดือนเศษของรัฐสภาชุดนี้ สามารถระดมปัญหาประเทศและของประชาชนเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาได้ทุกด้าน คาดว่าปี 2563 งานในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติจะดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ สมาชิกรัฐสภาต้องยึดมั่นในหลักนิติธรรม เป็นแบบอย่างในการเคารพกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

สวดนายกฯกำราบผู้รับเหมาไม่ได้

ที่สนามกีฬาเทศบาลนครตรังเมื่อเวลา 07.00 น. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานทำบุญตักบาตรพระสงฆ์สามเณร 80 รูปเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ มีนายลือชัย เจริญทรัพย์ ผวจ.ตรัง และประชาชนร่วมงานกว่า 2,000 คน นายชวนกล่าวภายหลังอวยพรปีใหม่แก่ประชาชน ถึงเรื่องที่ผู้รับเหมาทิ้งงานขุดคลองข้างแม่น้ำตรัง ก่อนเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์มาตรวจราชการพร้อมประกาศว่า โครงการนี้ต้องเสร็จในปี 2561 แต่จนถึงขณะนี้ผู้รับเหมาทิ้งงานไปแล้วหลังทำได้แค่ 22% ยังค้างอยู่เกือบ 80% กำลังฟ้องร้องกันอยู่ แต่กรมชลประทานยืนยันแล้วว่าจะเข้ามาทำเอง เคยบอกประชาชนว่า เมืองนี้จะเป็นเมืองใหม่เล็กๆที่สวยงามที่สุด แม่น้ำตรังจะมีคลองใหม่ยาว 7.5 กม. เป็นที่แข่งเรือ เป็นที่พักผ่อน แต่ต้องผิดหวังเพราะผู้รับเหมาไม่รับผิดชอบ

“ทักษิณ-ปู” ขอให้มีภูมิต้านทาน ศก.

เมื่อช่วงดึกของคืนวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กสวัสดีปีใหม่ 2563 พี่น้องชาวไทยว่า ขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องคนไทยทุกคน ให้มีภูมิต้านทานต่อภาวะเศรษฐกิจที่ไม่น่าจะดีนักของปี 2563 ซึ่งจะเป็นปีที่ท้าทาย ต้องเตรียมตัวเตรียมใจต่อความผันผวน การทำมาค้าขายและทำธุรกิจต้องระวังให้มากขึ้น ขอให้ผู้ที่ตกงานมีโอกาสกลับมายืนด้วยลำแข้งของตนเอง ขอให้ผู้มีหนี้สินฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยความมุ่งมั่น SME กลับมาทำมาค้าขึ้น เกษตรกรรอดพ้นจากปัญหาภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ขอให้คนไทยกลับมามีโอกาสทำมาหากินที่ดีอีกครั้ง อย่าลืมว่า ลูกบอลที่พุ่งเข้าหาเรา (Set Back) จะถูกสวนกลับ (Bounce Back) ได้แรงกว่า หากตั้งสติและมียุทธศาสตร์ในการโต้กลับ ขอให้ตัวแทนประชาชนที่แท้จริงได้ทำหน้าที่ตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ขออวยพรให้ปี 2563 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเพื่อพี่น้องคนไทยทุกคน

ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กสวัสดีปีใหม่ 2563 ระบุว่า “ปีใหม่ปีนี้ ดิฉันขอส่งมอบความสุขและความรักความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านค่ะ ขอให้เป็นปีที่สดใส กิจการเจริญรุ่งเรืองสุขภาพดีตลอดปีนี้นะคะ”

ผู้ตรวจการฯหวังบ้านเมืองร่มเย็น

พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวอวยพรปีใหม่ 2563 ว่า ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พระบารมีของบูรพกษัตริย์ พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดอภิบาลคุ้มครองพี่น้องประชาชนให้พบแต่สิ่งที่ดีงาม ขอให้บ้านเมืองอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนมีกำลังประกอบสัมมาอาชีพ ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง และช่วงวันที่ 10-14 ก.พ.2563 ผู้ตรวจการแผ่นดินจะจัดประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี การก่อตั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยจะเชิญผู้ตรวจการแผ่นดินทั่วโลกเข้าร่วม นอกจากนี้ จะมีการลงนามความร่วมมือการก่อตั้งเวทีผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย หัวข้อในการจัดงาน คือผู้ตรวจการแผ่นดินในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง : ปรับตัวอย่างไรกับความท้าทายที่เกิดขึ้น

สภาฯวางคิวถก พ.ร.บ.งบฯ 8–9 ม.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาฯในวันที่ 8-9 ม.ค. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท วาระสองและสาม โดย กมธ.ได้จัดทำรายงานพร้อมกับข้อสังเกตต่อการจัดสรรงบประมาณในภาพรวม และรายกระทรวง หนึ่งในนั้นคือกระทรวงกลาโหม ที่ กมธ.มีความคิดเห็นไว้ 9 ประการ คือ 1.กระทรวงกลาโหม ควรให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการของทหารผ่านศึก และครอบครัว และทหารนอกประจำการที่รับการสงเคราะห์ทุกประเภท 2.ควรให้ความสำคัญกับกำลังพลในเชิงคุณภาพ มากกว่าปริมาณ โดยควรใช้วิธีการรับสมัครแทนการเกณฑ์ทหาร ทำให้สามารถคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถและมีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการกำลังพล 3.ควรกำหนดภารกิจด้านการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และเสริมสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เป็นภารกิจประจำของกระทรวงกลาโหม

กมธ.ติงกองทัพใช้เงินให้คุ้มค่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 4.กองบัญชาการกองทัพไทยควรสนับสนุนภารกิจด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในเชิงบูรณาการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย โดยให้ ปภ.เป็นหน่วยงานหลัก 5.ควรปรับปรุงหลักสูตรของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เปลี่ยนเป็นสงครามด้านเศรษฐกิจเน้นความอยู่ดีกินดีของประชาชนเป็นหลัก 6.กองทัพอากาศ ควรทำหน้าที่กำกับและกำหนดมาตรการควบคุมการใช้อากาศยานไร้คนขับให้ครอบคลุม โดยคำนึงถึงทั้งทางด้านความมั่นคง และสิทธิของประชาชน 7.การตั้งงบประมาณของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดยเฉพาะด้านการวิจัยควรสอดคล้องกับความต้องการของกองทัพว่าต้องการให้สถาบันฯวิจัยเรื่องใด จะได้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ากับงบประมาณอย่างแท้จริง 8.คำขอรับงบประมาณเพื่อดำเนินภารกิจในโครงการที่เป็นประเด็นความอ่อนไหวทางสังคม ควรเป็นชื่อโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดความเห็นต่าง และความขัดแย้งในสังคม และ 9.กรณีการตั้งของบประมาณเพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ เป็นการใช้จ่ายงบประมาณค่อนข้างสูง ควรจัดซื้อเพื่อความจำเป็นต่อภารกิจอย่างแท้จริง ต้องชี้แจงแสดงเหตุผลทำความเข้าใจต่อประชาชนได้

พท.เฟ้นหัวกะทิถล่มศึกซักฟอก

ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า วันที่ 3 ม.ค. คณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธาน จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เพื่อสรุปกรอบการอภิปรายในส่วนของพรรคเพื่อไทย ทั้งเนื้อหา ตัวบุคคล และเวลา เสนอให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกครั้ง และนำไปหารือร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอีก 6 พรรค คาดว่าจะยื่นญัตติได้ภายในกลางเดือน ม.ค.นี้ สำหรับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยแจ้งความประสงค์อภิปรายไว้ 25 คน แต่เราจะคัดเลือกบุคคลที่มีความพร้อมของข้อมูลที่สุดประมาณ 10-15 คน เพื่อให้การอภิปรายครั้งนี้เข้มข้น เป็นการเปิดแผลในสภาฯให้ประชาชนได้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป

ฟังความเห็นทุกภาคอาจช้าไป

นายสุทิน คลังแสง ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (กมธ.ศึกษาการแก้ไข รธน.) กล่าวถึงกรณีนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ตั้งอนุกรรมาธิการ 5 ชุด ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนใน 5 ภูมิภาคว่า เป็นข้อเสนอที่ดีเพื่อให้การทำงานละเอียดรอบคอบ และประชาชนมีส่วนร่วม แต่ถ้าวิธีการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลานาน ตนมองว่าอาจไม่จำเป็นเพราะการทำงานของกรรมาธิการในชั้นนี้เป็นเพียงการศึกษาหลักเกณฑ์ และแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้รู้ว่าใครจะเป็นผู้แก้ และแก้ด้วยวิธีการใดเท่านั้น ยังไม่ลงลึกในรายละเอียดที่ต้องไปดำเนินการอีกขั้นตอนหนึ่ง

ปี 63 พิสูจน์ความจริงใจ “บิ๊กตู่”

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ระบุไม่เห็นด้วยกับข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ให้ ผบ.เหล่าทัพเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ว่า ยิ่งรัฐธรรมนูญบังคับใช้นานเท่าใด คนยิ่งออกมาแสดงจุดยืนเป็นแนวร่วมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้นเท่านั้น ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเทศเดินหน้าไปไม่ได้ ฉายาสภาฯ “ดงงูเห่า” วุฒิสภาเป็น “สภาทหารเกณฑ์” ประธานวุฒิสภาได้ฉายา “ค้อนยาง” ไร้บารมี คือภาพสะท้อนที่ชี้ชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเป็นประชาธิปไตยน้อย และยึดโยงกับประชาชนน้อยมาก ปี 2563 จะเป็นปีพิสูจน์ความจริงใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้ความร่วมมือแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง หรือปล่อยให้เกิดสถานการณ์พิเศษซ้ำซ้อนขึ้นมา พรรคร่วมฝ่ายค้านยืนยันมาตลอดว่าเราจะไม่แตะหมวด 1-2 จึงอยู่ที่ความจริงใจของรัฐบาลเอง

อนค.มองไม่ปฏิวัติก็ประชาชนลุกฮือ

นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ กมธ.ศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า การกำหนดให้ ผบ.เหล่าทัพมาเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ถือว่าไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ยาก การที่นายชวนออกมาพูดแบบนี้ โดยฐานะอาจจะพูดได้ แต่อาจเรียกได้ว่าพูดเป็นพระเอก พูดเอาหล่อ ดังนั้นการทำงานครั้งนี้ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เพราะหากถูกปิดทางห้ามแก้ไข จะนำไปสู่ตัวเลือก 2 ทาง คือ การปฏิวัติรัฐประหาร และประชาชนลุกขึ้นมาฉีกเอง จะเอาแบบนั้นหรือ คิดว่าวิธีเหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร หรือประเทศชาติจะไปทางไหน ในเมื่อยังพอคุยกันได้ทำไมไม่ทำ

แก้ ม.256 นำร่องตามด้วย ม.279

นายชำนาญกล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคอนาคตใหม่เราจะเริ่มสเต็ปแรกด้วยการเสนอแก้ไขมาตรา 279 ตามด้วยมาตรา 256 แต่เมื่อไปรวมกับพรรคฝ่ายค้าน มีมติร่วมกันว่าให้แก้ไขมาตรา 256 ให้ได้ก่อน จากนั้นตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่เป็นตัวแทนของประชาชนเข้ามายกร่างใหม่ คิดว่าการส่งเสียงต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ ส.ว.ยอมประนีประนอม ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ และ กมธ.ฯต้องให้ความรู้กับประชาชนเพิ่มด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำมาสู่ผลลัพธ์ในรูปแบบใด ส่วนที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ออกมาค้านการแก้ไขมาตรา 256 นั้น ถือว่าเป็นกฎหมายที่ออกโดยมนุษย์ มนุษย์ต้องแก้ไขได้ทุกอย่าง แต่ยอมรับว่าบางส่วนห้ามไว้ แต่เราเพิ่มเติมได้

“เทพไท” ไม่เอา ผบ.เหล่าทัพเป็น ส.ว.

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในฐานะ กมธ.ศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ เห็นด้วยกับแนวคิดของนายชวน คือไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งข้าราชการประจำมาเป็น ส.ว. ถือว่าขัดต่อหลักประชาธิปไตยสากล ทำให้เกิดความลักลั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่าง ผบ.เหล่าทัพที่เป็นข้าราชการประจำ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของข้าราชการการเมือง คือนายกฯและรัฐบาล ขณะเดียวกัน ผบ.เหล่าทัพที่มาเป็น ส.ว. มีอำนาจหน้าที่โหวตเลือกนายกฯ และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ทำให้หลักการถ่วงดุลการแบ่งแยกอำนาจ ผิดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การอ้างเหตุผลเรื่องการป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น มีแต่จะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า ส่วนกรณีที่นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวพาดพิงนายชวนนั้น เป็นการแสดงความเห็นในเชิงอคติ และสร้างภาพลบต่อนายชวนโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง นายชวนแสดงจุดยืนชัดเจนประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่แรก เพราะเห็นว่ามีจุดอ่อน และจุดบกพร่องหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการให้ ผบ.เหล่าทัพมาเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ในฐานะ กมธ.ฯจะนำประเด็นนี้เสนอที่ประชุมพิจารณาศึกษา และหาแนวทางแก้ไขต่อไป

“เสรี” ระบุจ้องโละ ผบ.เหล่าทัพ

วันเดียวกัน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวถึงกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอว่าควรเชิญ ส.ว.มาร่วมรับฟังความคิดเห็นการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ถ้าใครสนใจและ กมธ.ฯ เปิดโอกาสให้ไปรับฟังถือเป็นสิทธิของแต่ละคน องค์กรเราไม่ไปร่วมด้วยอยู่แล้ว เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่นายชวนเสนอให้โละทิ้ง ส.ว.ที่มาจาก ผบ.เหล่าทัพ นายเสรีตอบว่า ข้อเสนอเหล่านี้เสนอได้ แต่ต้องดูบริบทว่ารัฐธรรมนูญเดิมที่เขียนไว้แบบนี้ต้องการให้ ผบ.เหล่าทัพ 6 คนที่ดูแลด้านความมั่นคง เข้ามามีส่วนในการดูแลความเรียบร้อยของประเทศ แต่ข้อเสนออย่างนี้ต้องระวัง หาก ส.ว.ไปรับลูกหรือเห็นด้วย อาจลามไปถึงอำนาจหน้าที่อื่นของ ส.ว. เพราะการแก้ไขต้องมีการแปรญัตติ หากมีการสงวนความเห็นว่าไม่เอา 6 คนนี้ อาจเปลี่ยนไปทั้งหมดได้ ส.ว.จึงต้องระวัง

เตือน ส.ว.หลงกลล้มทั้งกระดาน

นายเสรีกล่าวต่อว่า การเสนอแบบนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น เป็นก้าวแรก ที่ตนพูดอย่างนี้ไม่ใช่การหวงอำนาจ แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบที่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้แค่ 5 ปี ทำแบบนี้เป็นการยึดอำนาจ ส.ว.หรือเปล่า เพราะอาจมีคนอื่นแปรญัตติอย่างอื่น ยึดอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ไปหมดเลย ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในเวลา 5 ปี ถ้าจะแก้อะไร เสนอแก้อะไร อย่าแตะหมวด ส.ว. จะทำงานง่ายขึ้น เพราะทั้ง 6 คน อยู่แค่ 5 ปีไม่ได้ยาวนาน และผ่านมา 2 ปีแล้ว ถ้าการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญแตะ 6 คนตามข้อเสนอเมื่อไหร่ เชื่อว่าไม่ใช่แค่นี้เพราะอาจมีคนเสนอรูปแบบอื่นที่เปลี่ยนไป หาก ส.ว.รับไม่ได้งานใหญ่จะเสีย ส.ว.เราไม่ได้ปฏิเสธ แต่เราดูว่าอะไรมีความสำคัญ เห็นว่าการทำงานของ กมธ.ฯ น่าจะสำเร็จ เพราะเป็นเพียงข้อเสนอศึกษา แต่สำเร็จแล้วจะแก้ไขได้จริงหรือไม่ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น อย่ามาแตะ ส.ว. ควรเสนออะไรที่เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาพรรคการเมืองจะดีกว่า

“สมเจตน์” ฉะ “ธนาธร” มุ่งคิดแค้น

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว. กล่าวว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กำลังนำความแค้นส่วนตัว มาต่อสู้เพื่อหาความชอบธรรมให้แก่ตน โดยเลือกประเด็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำลายความมั่นคงของชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายให้ข้อมูลบิดเบือนโจมตีประเทศ ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงในสายตาต่างชาติ การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เป็นการทำลายจิตสำนึกต่อหน้าที่ความรับผิดชอบของลูกผู้ชายชาวไทย หรือการสร้างความรู้สึกถึงความแปลกแยกในกลุ่มชาติพันธุ์ต่อแผ่นดินเกิด ทุกประเด็นของความมั่นคงที่นายธนาธรยกขึ้นมาหาเสียง กว่าที่ผู้ที่รับผิดชอบในอดีตทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร จะสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงได้นั้น เป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง แต่กำลังถูกนายธนาธรทำลายด้วยเพียงลมปากที่ใช้หาเสียงเพื่อประโยชน์แห่งตน แต่ขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อแผ่นดิน อยากฝากความเห็นเพื่อเตือนสตินายธนาธร การดำเนินงานทางการเมืองต้องมุ่งสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชน อย่ามุ่งเอาชนะโดยขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบเช่นนี้

ดัชนี ศก.วัดกันที่เงินในกระเป๋า

อีกเรื่อง นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า ในปีใหม่ 2563 นี้ คนไทยทุกคนต้องเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจในทุกด้าน หลายคนบอกว่าปีที่ผ่านมาเป็นการเผาหลอก ปีนี้จะเผาจริง ทำให้หลายคนตื่นตระหนก เพราะหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจ ย่ำแย่ต่อเนื่องมา 5 ปี ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่นี้ มีโอกาสไปเดินตลาดนัดหลายแห่ง เพื่อสำรวจภาวะเศรษฐกิจ ทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีเงิน ซื้อของ ขายของไม่ได้ ไม่ว่าใครจะออกมายืนยันว่าตัวเลขเศรษฐกิจดีแค่ไหนก็ตาม แต่ดัชนีชี้วัดที่ดีที่สุดคือเงินในกระเป๋าของชาวบ้าน

ยก 7 ปัจจัยหลักทำเศรษฐกิจร่อแร่

นายเทพไทกล่าวอีกว่า สภาพเศรษฐกิจของ ไทยขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ 1.ราคาสินค้าพืชผลการเกษตรยังคงตกต่ำ 2.ยอดการส่งออกลดลง 3.โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งประกาศเลิกกิจการปิดโรงงาน คนงานตกงาน 4.อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ประกาศย้ายฐานผลิตจากไทยไปยังประเทศอื่น 5.เงินบาทแข็งค่า 6.หนี้ครัวเรือนสูงเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง 7.งบประมาณรายจ่ายของรัฐปี 2563 ประกาศใช้ล่าช้าไปประมาณ 5 เดือน กระทบต่อแผนงานการลงทุนภาครัฐ ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของประเทศ และกำลังซื้อของประชาชน รัฐบาลต้องเร่งระดมความคิดและหาแนวทางแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนให้เร็วที่สุด สร้างทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลให้เข้มแข็ง มีเอกภาพ ทำงานแบบบูรณาการ กอบกู้สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำขณะนี้ให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤติไปให้ได้

“พิชัย” ย้ำคนตกงานปัญหาน่ากังวล

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ปัญหาที่น่ากังวลสำหรับปีหน้าคือ การว่างงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 500,000 คน จากการลงทุนที่ลดลงทำให้การจ้างงานไม่เพิ่ม อีกทั้งยังมีโรงงานจำนวนมากทยอยปิดตัว จากอุตสาหกรรมของไทยที่เริ่มจะล้าสมัย หนี้เสียในระบบธนาคารจะเพิ่มขึ้น จากรายได้ของประชาชนที่ลดลง และจากบริษัทห้างร้านที่ธุรกิจย่ำแย่ตามภาวะเศรษฐกิจ ต้องปิดตัวลง ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนอาจทนลำบากกันไม่ไหว และหมดหวังว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ อยากให้รัฐบาลเร่งเตรียมตัวแก้ไข ประชาชนจะได้ไม่ลำบากจนทนกันไม่ไหว จนอาจต้องออกมา “วิ่งไล่ลุง” กัน

กษ.สั่งแก้พิษค่าเงินช่วยเกษตรกร

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ค่าเงินบาท พบว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร จากปัญหาที่เกิดขึ้นนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสินค้าเกษตรและอาหาร 10% เพื่อแก้เกมพิษค่าเงินบาท มี 5 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.มาตรการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตร 2.มาตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม 3.มาตรการส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ 4.มาตรการพัฒนาเครื่องจักรกลเกษตร 5.มาตรการค้าออนไลน์เพิ่มช่องทางตลาด ทั้ง 5 มาตรการนี้มุ่งบริหารลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตร เป็นกลไกสำคัญทำหน้าที่ขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคเกษตร โดยมีศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC) เป็นฐานข้อมูลกลางของข่าวสารและองค์ความรู้

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1วุฒิสภาผบ.เหล่าทัพถอดถอนประยุทธ์ จันทร์โอชาเสรี สุวรรณภานนท์ชวน หลีกภัย

Most Viewed