"ฤาษีพุทธจรัล" เชื่อ นายกฯบิ๊กตู่ นำพาทุกชีวิตสู่เป้าหมายสูงสุดคือปีติและเบิกบาน ฟันธง หลัง 24 ม.ค.อิทธิพลดวงดาวเปลี่ยน คณะต่อต้านไม่สามารถปั่นทอนอำนาจรัฐบาลได้  

วันที่ 31 ธ.ค. ฤาษีพุทธจรัล พุทธจรัล วัย 77 ปี เจ้าอาศรมอมราวตี อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในระหว่างปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดีย ได้ส่งข้อความช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มายังสื่อไทยรัฐ เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองในปีใหม่ นี้ว่า เหตุการณ์บ้านเมืองในโลกที่ขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติในแต่ละยุค นักประดิษฐ์ นักสังคมนิยมหรือประชาธิปไตยนิยมย่อมเห็นต่าง เพราะระดับจิตสำนึกต่างหากแต่อัตตาที่มีอยู่ในตัวคุณที่อยากจะเอาชนะ และใช้โอกาสเพื่อตนเองและคณะแทนที่จะทำเพื่ออนาคตชาติ คือ ปัญหาใหญ่ ของประเทศและของโลกสยามประเทศ ที่เราทุกคนเป็นห่วงเพราะนักการเมืองมีเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน

ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะว่าอิทธิพลจากดาวที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ วันนี้ ดาวพุธและดาวเสาร์ ซึ่งเข้าไปอยู่ในราศีธนูพร้อม เกตุพฤหัส และสุริยา ดาวพุธ ดาวเจรจาสื่อสาร สร้างเงื่อนไขมาตลอด แต่หลัง 12 ม.ค. จะเปลี่ยนอารมณ์ ความตึงเครียดก็จะลดลง และหลังจากนั้น 24 ม.ค. ดาวเสาร์จะย้ายถิ่น พอจะสรุปได้ว่า คณะที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล และคณะที่อยู่เบื้องหลังก็ดี จะไม่สามารถบั่นทอนอำนาจรัฐบาลที่มีทหารคอยปกป้องสำเร็จได้ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงทางผ่านสู่เป้าหมายที่สูงขึ้นคือ สังคมที่สงบ ที่มีไมตรี มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อันเป็นสังคมในอุดมคติที่ทุกคนรอคอยมานาน

...

ถึงวันนี้มนุษย์ยอมรับว่า ทุกข์มีก่อนสุข เป็นประสบการณ์จริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงโดยหารู้ไม่ว่า เหตุแห่งทุกข์ คือ ความไม่รู้จักตนเองและระบบการศึกษามิได้มองถึงแก่แท้ คือปัญญา ขาดแสงสว่างสองทางให้เห็นปลายอุโมงค์ (ปฏิเวท) รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามารับผิดชอบต่ออนาคตของชาติ พยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อนำพาทุกชีวิตสู่เป้าหมายสูงสุด คือ ปีติและเบิกบาน ต้องยอมรับว่า กระแสที่บริหารประเทศสยาม สว่างขึ้นตามลำดับ เป็นเพราะว่า ดาวศุกร์และดาวครูปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรให้โลกใบนี้อยู่เย็นเป็นสุข เพื่อจะนำวิถีชีวิตที่ราบรื่นปกติสุขให้กับประชากรทั้งโลก แต่ที่ยังทำไม่ได้ตามที่ปรารถนาก็เพราะว่า กระแสบวกที่บริหารประชาชนกว่าเจ็ดสิบล้านยังเปิดไม่เต็มที่ ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักเลือกตั้ง นักการเมืองนักวิชาการ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งทางเชิงบวกและเชิงลบ คอยที่จะขัดขวางบั่นทอนกำลังใจผู้บริหารอยู่ตลอด จะเป็นการดีที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายที่มีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง ควรเข้ามารับอาสาช่วยรัฐบาล ด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง เป็นกำลังใจกำลังกายที่ทุกคนอยากใด้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ผู้รู้ทั้งหลายแทนที่ส่งเสริม กลับวิพากษ์วิจารณ์ ส่งเสริมชี้แนะรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาลเป็นการบ่งชี้ว่า ท่านมีเจตนาที่ดีต่ออนาคตของชาติบ้านเมืองแท้จริง ผลจากการวิจัยพบว่า ส่งเสริมกระแสเชิงบวกในชาติบ้านเมืองอย่างถาวรนั้น จำเป็นต้องมีประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับการพัฒนาจิตสำนึกสู่ความสงบร่มเย็น

รัฐบาลควรจะทำ คือประกาศเป็นนโยบายให้นักเรียนทุกโรงเรียนทั่วประเทศ นั่งภาวนาหรือฝึกสมาธิ 10 นาที วันละสามเวลา ผลที่เกิดคือ 1.เป็นการพักจิตกาย ผ่อนคลายความกดดันความตึงเครียดให้กับระบบประสาทจำนวนล้านคน 2.สติสัมปชัญญะของนักเรียนจะได้รับการพัฒนาสู่การเห็นแจ้งมากขึ้น 3.ให้กระแสรวม และจิตสำนึกของชาติยกระดับ และ 4.รัฐบาลจะทำหน้าที่ๆ ตั้งใจให้บรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

เจตนาจะบรรลุเป้าหมายได้นั้น ขึ้นอยู่กับบารมีของคนในชาติว่ามีความพร้อมหรือเปล่า ชาติสยามโชคดีที่มีพระเจ้าอยู่หัวที่เห็นว่า ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชาติ เป็นประเด็นสำคัญอันดับต้น
นักเรียน 10,000,000 คน นั่งภาวนาให้จิตสงบผ่อนคลายมีสติสัมปชัญญะ ธรรมาภิบาลจะเข้ามามีบทบาทในการบริหารชาติบ้านเมืองอย่างมีประสิทธิภาพคนรักกัน คือธรรมาภิบาลที่แท้จริง