ด้วยมติข้างมาก 5:2 ระบุทำผิดกฎหมายที่ไปยืมเงิน 191 ล้าน จากตัวหัวหน้าพรรค เริ่มถกในสภาแล้วญัตติศึกษาแก้ รธน.

เป็นไปตามคาด กกต.เสียงข้างมากมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาล รธน.ยุบอนาคตใหม่ กรณีกู้ยืมเงิน “ธนาธร” 191.2 ล้านบาท ชี้กระทำฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ม.72 “ปิยบุตร” แถลงไม่เห็นด้วย เฉ่ง กกต.เร่งรัดคดีจนผิดสังเกต “บิ๊กตู่” บ่นเครียดหลายเรื่องนอนไม่หลับ เสียงแปร่งปรับ ครม.ไว้หลังร่าง พ.ร.บ.งบฯผ่านสภา และต้องดูสัดส่วน ส.ส.ก่อน โต้กลับ “ช่อ” ใครสั่งยุบ อนค.ได้ “ณัฏฐพล” อ่อย “พีระพันธุ์” เคมีตรงกัน ยัน พปชร.-ปชป.ไม่มีแตกแยก “คุณหญิงกัลยา” แฉคงมีการเสนออะไรกัน ทีม “วิ่งไล่ลุง” ยื่นสภาฯสอบ ตร.ลุมพินีแทรกแซงแถลงข่าว โฆษก กห.สงสัยมีการเมืองแฝง “ป้อง-ณวัฒน์” จี้รัฐบาล “ฉลองไม่ฉลาม” “ตู่-ป้อม” บอกเข็ดแล้วเมนู “หูฉลาม” “ชวน” ไฟเขียว ตร.รวบตัว “ไวพจน์” ได้ไม่รอดตามคาดเมื่อที่ประชุมกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องกรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 191,200,000 บาท ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ ฐานกระทำการอันฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 72

มติ กกต.ชงศาล รธน.ยุบ อนค.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 ธ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม กกต. ต่อมาเวลา 16.00 น. สำนักงาน กกต.ออกเอกสารเผยแพร่ข่าวระบุว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ประชุมเห็นว่าการที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร เป็นเงินจำนวน 191,200,000 บาท เป็นการกระทำอันฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 72 จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93

...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมาตรา 72 ระบุว่าห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กกต.ยันธนิกสมัครได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันเดียวกัน สำนักงาน กกต.ได้ออกเอกสารเผยแพร่ข่าวการพิจารณาคำร้องที่มีผู้ร้องคัดค้านการประกาศรายชื่อนายธนิก มาสีพิทักษ์ เป็นผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 7 จากพรรคเพื่อไทย โดย กกต.เห็นว่านายธนิกได้แสดงเจตนายกเลิกการเสนอรายชื่อตนเองเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแล้ว จึงไม่เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 43 จึงมีมติให้ยกคำร้อง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าสำหรับมติเสียงข้างมากของ กกต. คือ 5 ต่อ 2 เสียง ที่ให้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่

“ปิยบุตร” แถลงค้านเร่งรัดผิดปกติ

จากนั้นเวลา 18.00 น. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงภายหลังรับทราบมติ กกต.ว่า ในฐานะตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับมติของ กกต.และขอตั้งข้อสงสัยในการทำงานของ กกต.ว่ามีวัตถุประสงค์เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ คดีนี้ กกต.เร่งรัดการพิจารณาคดีจนผิดสังเกต ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหามายังพรรคและไม่มีการเรียกไต่สวน มีเพียงการขอเอกสารจำนวนมากที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ที่ผ่านมามีข่าวและเอกสารหลุดจาก กกต. เผยแพร่และปล่อยข่าวทางสื่อมวลชน และมติ กกต.เป็นไปตามข่าว เหมือนเป็นกระบวนการที่พยายามทำให้สังคมเชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่ผิดจริง ทั้งนี้ในมาตรา 72 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง การรับเงินที่ได้มาโดยมิชอบ กกต.ควรชี้แจงให้กระจ่าง เพราะการรับเงินโดยมิชอบมาจากเงินที่ไม่สุจริต การค้ายา หรือการฟอกเงิน แต่กรณีเงินกู้เรามีที่มาชัดเจน โดยเอกสารที่ กกต. แถลงไม่มีรายละเอียดอะไรเลย ทำงานกันแบบนี้ถ้าเป็นนักเรียนที่ตนยังสอนหนังสืออยู่ ให้สอบตกแน่นอน

ซัดเป็นอีกวันอัปยศองค์กรอิสระ

นายปิยบุตรกล่าวอีกว่า วันนี้เป็นวันอัปยศอีกครั้งหนึ่งขององค์กรอิสระ อยากให้พวกท่านออกมาเจอ ออกมาคุยกับสังคมบ้างว่าเขาพูดถึงการทำงานของพวกท่านอย่างไร เขาตั้งคำถามและมีความเคลือบแคลงใจในการทำงานหรือไม่ อยากฝากให้ประชาชนช่วยพิพากษาการทำงานขององค์กรอิสระดูว่า วิกฤติการเมืองที่ผ่านมาหลายปีองค์กรอิสระถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤติ มติของ กกต.วันนี้ไม่สามารถหยุดการทำงานของพรรคอนาคตใหม่ได้ ทุกคนกำลังใจยังดี ให้รู้กันไปว่าพรรคอนาคตใหม่ที่ตั้งใจทำงาน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้การเมือง มีที่มาของรายได้โปร่งใส ยกระดับพรรคการเมือง จะไม่มีที่ยืนในการเมืองและประเทศไทย เราพร้อมสู้คดีต่อไป และอยากให้ผู้มีอำนาจเห็นหัวและฟังเสียงประชาชนบ้าง อย่าใช้อำนาจและกฎหมายรังแก และขอเรียกร้องประชาชนอย่าปล่อยให้การยุบพรรคเป็นเรื่องปกติของการเมืองไทย และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญอย่าเร่งรัดการพิจารณาคดี ควรให้เราต่อสู้คดีตามกระบวนการ วันนี้หนังม้วนเก่ากำลังกลับมาฉายใหม่ แต่รับรองว่าจะไม่จบเหมือนเดิมแน่นอน

“บิ๊กตู่” เตือนใช้กัญชาต้องระวัง

ช่วงเช้าวันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีคณะบุคคลทยอยเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม อาทิ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ นำคณะเข้าพบเพื่อจัดแสดงโรดโชว์ “เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก” จากนั้น พล.อ.สิงหา เสาวภาพ ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะเข้าประชาสัมพันธ์และรณรงค์เปิดตัวโครงการ “รณรงค์การใส่หมวกกันน็อกในเด็กวัยเรียน” ต่อมา นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นำคณะเข้าพบพร้อมแสดงนิทรรศการการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ นายกฯ กล่าวว่า ต้องระมัดระวังการใช้กัญชา การปลูกต้องอยู่ในพื้นที่ควบคุม ไม่ผลีผลามปล่อยให้ปลูกอิสระ ส่วนการใช้ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ ใช้เฉพาะโรค ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง ทุกอย่างมีข้อดี ข้อเสีย จากนั้นนายกฯ เปิดเว็บไซต์กัญชาทางการแพทย์ และยังทดลองผลิตภัณฑ์ยาที่สกัดจากกัญชาที่บริเวณหลังหู

บ่นเครียดหลายเรื่องนอนไม่หลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างคณะบุคคลชุดต่างๆทยอยเข้าประชาสัมพันธ์การจัดงาน นายกฯ ได้เปรยถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ว่า เมื่อคืนนอนไปแค่ 3 ชั่วโมง นอนไม่หลับ เครียดหลายเรื่อง มีปัญหามากพอสมควรโดยเฉพาะการใช้จ่ายงบ ทุกโครงการ ทุกนโยบายที่หาเสียงไว้ดีหมด แต่อยู่ที่วิธีการทำอย่างไรให้การใช้จ่ายงบฯพอเพียง อย่าลืมว่าร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 ยังไม่ผ่าน กมธ.ฯ ถ้าไม่ผ่านจะยิ่งช้า ขณะที่ผู้มาร่วมงานพูดขึ้นว่า “นายกฯ ก็ใช้บารมี” พล.อ.ประยุทธ์ตอบกลับว่า บารมีอย่างเดียวคงไม่พอต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน ทุกพรรค ให้อยู่แล้วแต่ต้องทยอย เหมือนขึ้นค่าแรงงานต้องทยอยขึ้น เพราะเป็นมติของ 3 ฝ่ายให้เท่านี้ไปก่อน ที่หาเสียงไว้ค่อยๆ เดินหน้าไป ถ้าเราไปขึ้นมากๆโรงงานขนาดเล็กก็แย่ เพราะมีแรงงานไทยและต่างด้าว คนที่จ่ายคือโรงงานแล้วโรงงานต้องไปขึ้นราคาสินค้า ก็เดือดร้อนกลับมา หากจ่ายไปแล้วทุกอย่างพังก็กลับมาที่รัฐบาล

โบ้ยไม่เคยพูดเรื่องปรับ ครม.

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากเครียดเรื่องงบฯ แล้ว เรื่องข่าวปรับ ครม.กังวลด้วยหรือเปล่า พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า กุข่าวขึ้นมาเองหรือเปล่าอย่ากุข่าว ไม่ได้พูดอะไร เมื่อถามว่าแสดงว่ามีคนปล่อยข่าวหรือเปล่า นายกฯตอบว่า สื่อแหละปล่อย จำได้ฉันไม่เคยพูด แล้วใครพูด แสดงว่ามีคนพูดแล้วสื่อไปขยายต่อ

ปรับ ครม.ต้องดูสัดส่วน ส.ส.

ต่อมาเวลา 13.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม. ถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ว่า ยืนยันไม่มี วันนี้เพิ่งเข้ามาทำงาน 3-4 เดือน แผนงานและโครงการต่างๆยังไม่มีปัญหาอะไร คงต้องรอดูถ้าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ผ่านสภาฯเรียบร้อยแล้ว เงินสามารถใช้ได้ และต้องดูโครงการมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถึงจะไปดูหลักการปรับ ครม. แต่ไม่ว่าใครจะไปจะมาต้องดูสัดส่วนว่าใครจะมาอยู่พรรคร่วมรัฐบาล มีคนเท่าไหร่ สัดส่วนเท่าไหร่ ไปรวมอยู่กับพรรคไหน ยังมีขั้นตอนอีกมากมาย ถ้าใครจะมาก็ยินดีเคยบอกไว้แล้วจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ถ้าผลประโยชน์เกิดกับประชาชนควรสนับสนุนกันบ้าง ไม่ใช่ค้านก็ค้านตลอด ค้านทุกเรื่อง จนทำอะไรไม่ได้ สิ่งนั้นเป็นอันตรายกับประเทศ เรื่องการเมืองพอได้แล้ว ยืนยันตอนนี้ยังไม่มีอะไรทั้งสิ้น ยังไม่คิดปรับ ครม. ส่วนใครจะไปใครจะมาเป็นเรื่องของพรรค การเมืองต้องหารือกัน และสุดท้ายตนจะเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะเป็นผู้นำรัฐบาล

ชวนวิ่งเพื่อแผ่นดินแทนวิ่งไล่ลุง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมงาน Trail Running “วิ่งเพื่อแผ่นดิน” ตามรอยสงครามเก้าทัพ ในอุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ จ.กาญจนบุรี ภายใต้ชื่อ SIAM TRAIL 2019 ระหว่างวันที่ 13-15 ธ.ค. เพื่อสร้างการตื่นตัวให้ออกกำลังกาย กระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีวิ่ง 6 ระยะ ตนน่าจะอยู่กลุ่มผู้สูงอายุเพราะ 60 กว่าแล้ว พอวิ่งได้ ต้องฟิตร่างกายอีกหน่อย ดังนั้น อย่าหาเรื่องรกสมองให้เยอะนักขอให้ทุกคนช่วยกันวิ่งเพื่อแผ่นดิน “เรื่องวิ่งไล่ตามวิ่งไล่ลุง ไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์” เมื่อถามว่าเป็นห่วงวิ่งไล่ลุงจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นหรือไม่ นายกฯตอบว่า “ไม่ห่วง การวิ่งไล่ผม ไม่ได้อะไร ขอให้ไล่ผมให้ทันแล้วกันว่าเรื่องความคิดจะทำอย่างไร จะได้เป็นความรู้ที่จะมาซักฟอกกัน แล้วมาตั้งกระทู้ ต้องมีความมุ่งหมาย ไม่ใช่มุ่งไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมากเกินไป จะได้เดินหน้าประเทศ วันนี้ทุกคนทราบดีมีปัญหาเศรษฐกิจ อย่าขยายความขัดแย้งไปเรื่อยๆ ไม่เคยหลุดพ้นจากเรื่องเก่าๆเลย”

โต้กลับ “ช่อ” ใครสั่งยุบ อนค.ได้

เมื่อถามว่าฝ่ายความมั่นคงต้องพิจารณากิจกรรมวิ่งไล่ลุงหรือไม่ นายกฯตอบว่า เขาต้องมีแผนงานการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว ก็จบแค่นั้น ถ้าเราไม่ยึดถือกฎหมายก็ทำอะไรไม่ได้ เจ้าหน้าที่ลำบากใจเพราะเขาต้องมีคดีด้วย คงไม่มีใครอยากทำ เมื่อถึงเวลานั้นประเทศชาติไร้ขื่อแปแล้วจะทำอย่างไร ส่วนความเป็นห่วงต่อกรณี กกต.เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ว่า เรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงต้องดูแล การยุบพรรคอนาคตใหม่เป็นเรื่องของศาล รัฐบาลไม่สามารถก้าวล่วงอำนาจศาลได้ เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม หลักฐาน วัตถุพยาน หลักฐานบุคคล เอกสาร ทุกอย่างต้องว่าไปตามขั้นตอน ศาลตัดสินไปตามนั้น ขอร้องอย่าทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอีก เมื่อถามว่า น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคอนาคตใหม่ โชว์หลักฐานระบุมีใบสั่งเพื่อให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า “ใครสั่ง ถ้าไม่ได้ระบุก็ต้องไปหามาว่าใคร เป็นผมหรือ ไอ้ที่พูดกันออกมาหมายถึงผมหรือ ยืนยันผมไม่ได้ไปก้าวล่วงใคร ผมรู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร ไว้ใจผมสิ”

พปชร.อ่อย “พีระพันธุ์” เคมีตรงกัน

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และมีข่าวจะมาร่วมงานกับพลังประชารัฐว่า ยังไม่มีการชักชวนมาร่วมทำงานกับ พปชร. แต่ถ้าพูดถึงแนวทางการเมือง นายพีระพันธุ์มีแนวทางตรงกับพวกเรา และเป็นคนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลายคนในพรรค คงต้องให้เวลาตัดสินใจ อย่างที่นายพีระพันธุ์บอกว่าขอเวลาพักผ่อนก่อน มั่นใจว่าคนที่ทำการเมืองมานานตั้งใจทำงานให้ประเทศ เป็นคนหนึ่งที่เราอยากทำงานด้วย ยิ่งมีความเข้าใจบริบทของ กทม. ต้องพูดคุยกันต่อไป แต่ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันเพราะยังไม่รับโทรศัพท์ใคร

ยัน พปชร.–ปชป.ไม่มีแตกแยก

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวจะมีสมาชิกประชาธิปัตย์หลายคนมาอยู่กับ พปชร. ได้ไปติดต่อหรือทาบทามมาหรือไม่ นายณัฏฐพลตอบว่า ไม่ติดต่อแน่นอน ต้องให้เกียรติกัน ส่วนจะตัดสินใจมาทำงานด้วยกันก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคล และที่มีกระแสข่าวนายกรณ์ จาติกวณิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อาจมาอยู่กับ พปชร.รวมถึงการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.นั้น นายกรณ์เป็นคนที่มีสถานะสูงและสำคัญในพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องของนายกรณ์ที่จะตัดสินใจ เมื่อถามว่าช่วงนี้มีข่าวระหองระแหงระหว่าง พปชร.กับพรรคประชาธิปัตย์จนถึงอาจปรับออกจาก ครม. นายณัฏฐพลตอบว่า มีหลายคนใน พปชร.เคยอยู่ประชาธิปัตย์ มีความสัมพันธ์ที่ดีใน ครม.ไม่น่ากังวลเท่าไร อาจคิดไปเองว่าเมื่อมีคนย้ายพรรคแล้วจะทำให้ทั้งสองพรรคแตกแยกกัน เรายังเข้าใจกันดีบางคนที่ขยับขยายออกมาก็ยังเป็นเพื่อนกัน

“สนธิรัตน์” รับคุย ศม.มาตลอด

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคเศรษฐกิจใหม่จะเข้าร่วมรัฐบาล ว่า ต้องขอบคุณพรรคเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยให้การประชุมสภาฯผ่านพ้นไปด้วยดี แต่ไม่มีอะไรคืบหน้าไปกว่านั้น พรรคเศรษฐกิจใหม่ยืนยันแล้วว่ายังเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ยอมรับว่ามีการพูดคุยมาต่อเนื่องเพราะรู้จักกัน ตนทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับพรรคต่างๆ พูดคุยกันสม่ำเสมอ เมื่อถามว่า ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ยืนยันหรือไม่ว่าจะโหวตให้ฝั่งรัฐบาลทุกครั้ง นายสนธิรัตน์ตอบว่า คงไม่อย่างนั้น เราต้องเคารพเพราะเขามีจุดยืนของเขา ส่วนเรื่องการปรับ ครม.เป็นเรื่องของอนาคต ที่นายกฯต้องเป็นผู้พิจารณา รวมถึงกรณีของนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังไม่ทราบว่าจะมาอยู่กับ พปชร.หรือไม่ แต่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก็คงให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างภายในพรรคมีกันทุกพรรค

“สมศักดิ์” ปัดดึงงูเห่าเสียบ ปชป.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกระแสข่าวการดึงพรรคอื่นมาเสียบแทนพรรคประชาธิปัตย์ที่อาจถูกปรับออกพ้น ครม. ว่า คงไม่ใช่ ถามผู้บริหารระดับสูงแล้วยืนยันว่ายังไม่คิดเอาพรรคอื่นมาแทนประชาธิปัตย์ และยังไม่ปรับ ครม.ตอนนี้ ทุกอย่างยังไปได้ การลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ก็เลื่อนคนอื่นมาตามลำดับได้อยู่แล้ว ไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถือเป็นเรื่องภายในแต่ละพรรค

“ป้อม” ให้สื่อช่วยดูด ศม.มาหน่อย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวการดึงพรรคเศรษฐกิจใหม่เข้าร่วมรัฐบาล ว่า สื่อช่วยไปดึงมาหน่อย แม้เขาจะช่วยโหวตให้รัฐบาลแต่ไม่ทราบว่าจะมาหรือไม่ ต้องไปถามเขา ตนไม่ได้ประสานติดต่อพูดคุยกับ ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ส่วนกระแสข่าวการปรับ ครม.นั้น นายกฯยืนยันแล้วว่ายังไม่ปรับ เมื่อถามว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. พล.อ.ประวิตรย้อนถามว่า แล้วผิดกฎหมายหรือไม่ วิ่งอย่างไรก็ได้แต่อย่าให้ผิดกฎหมาย เมื่อถามย้ำว่า ถ้ามีการติดป้าย “วิ่งไล่ลุง” เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ต้องให้เจ้าหน้าที่ดู ยังไม่มีการประเมินว่าจะบานปลายหรือไม่ เมื่อถามย้ำว่า กิจกรรมของนายธนาธรอาจเป็นการจุดกระแสเพื่อไปรวมตัวกับการวิ่งไล่ลุงวันที่ 12 ม.ค.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ หากหน่วยงานความมั่นคงติดตามเรื่องดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องบอกสื่อ รวมไปถึงกรณี กกต.จะพิจารณาการปล่อยกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่ หน่วยงานความมั่นคงไม่ได้จับตาอะไรเป็นพิเศษ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีใบสั่งทางการเมืองนั้น ใบสั่งอะไร ใครเป็นคนสั่ง เอกสารที่หลุดออกมา เลขาฯ กกต.ชี้แจงไปแล้ว

“กัลยา” แฉคงมีการเสนออะไรกัน

ขณะที่คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช รมช.ศึกษาธิการ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ทยอยลาออกจากพรรค ว่า คนที่ออกไปคงไปหาความก้าวหน้า ไม่เช่นนั้นจะออกทำไม และน่าจะมีเรื่องการเสนออะไรกัน แต่มั่นใจว่าจะไม่มีใครลาออกจากพรรคหรือแตกแถวอีกแล้ว นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้กำลังใจยกย่องคนที่อยู่ทำงานกับพรรค และยึดมั่นร่วมอุดมการณ์พรรคด้วยกันต่อไป ส่วนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยินบ่นเรื่องสุขภาพว่าท้องเสียบ่อย จะมีเครียดบ้าง แต่เรื่องวางมือทางการเมืองไม่จริง ไม่มี เพราะทุกวันนี้มีงานเต็มสองมือแล้ว

ทีม “วิ่งไล่ลุง” ยื่นสภาฯสอบ ตร.

ที่รัฐสภา นายธนวัฒน์ วงศ์ไชย คณะทำงานจัดงาน “วิ่งไล่ลุง” ยื่นหนังสือต่อ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจแทรกแซงการจัดงานแถลงข่าว “วิ่งไล่ลุง” ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ นายธนวัฒน์กล่าวว่า มีกำหนดแถลงเปิดตัวกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าตำรวจ สน.ลุมพินี ได้กดดันสมาคมเป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดแถลงข่าวได้ อยากเรียกร้องให้ กมธ.ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเชิญ ผกก.สน.ลุมพินีมาให้ข้อมูลและความชัดเจน ยืนยันว่าการใช้คำว่า “ลุง” ไม่มีเจตนาสื่อถึงใครเป็นการเฉพาะ และไม่ได้ใช้งานนี้เพื่อบังหน้าเรื่องอื่น เราขออนุญาตตามกฎหมายทุกขั้นตอนกลับถูกแทรกแซง แต่การจัดงานเดินตามลุงกลับไม่ถูกแทรกแซง ปัจจุบันมีการเลือกตั้งแล้วไม่ควรใช้อำนาจแทรกแซงลักษณะนี้ ด้าน น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 34 รับรองให้บุคคลมีเสรีภาพแสดงความคิดเห็น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวกระทํามิได้ เรื่องนี้อยู่ในอำนาจของ กมธ.จะเร่งเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง

มท.1 ห่วงให้ข้อมูลด้านเดียว

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกิจกรรม “วิ่งเพื่อประชาธิปไตย” ของพรรคอนาคตใหม่ว่า เราเคยเห็นเหตุการณ์เคลื่อนไหวนอกสภาฯมาตลอด คิดว่าไม่มีความจำเป็นและยังไม่ถึงเวลา จะทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงเกิดความสับสนในหมู่ประชาชน กิจกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการให้ข้อมูลด้านเดียวกับประชาชน ทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดี ทั้งที่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองเรามีสภาฯดำเนินการอยู่แล้ว อยากให้ใช้กลไกลสภาฯ แก้ปัญหา การลงถนนต้องคิดให้ดี และการให้ข้อมูลประชาชนต้องทำให้ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ใช่ไปให้ด้านเดียว

เลขาฯ สมช.ไม่ขัดกลุ่มหนุน-ต้าน

พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวิ่งเพื่อประชาธิปไตยของพรรคอนาคตใหม่ที่ผ่านมา รวมถึงการจัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ของกลุ่มต้านรัฐบาลที่จะมีขึ้น เชื่อว่าไม่น่ามีอะไร แม้จะมีนัยทางการเมือง รองนายกฯพูดชัดเจนแล้วว่าสามารถทำได้ แต่ขอให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมและขอบเขตกฎหมาย เชื่อว่าฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะไม่มีการเผชิญหน้ากัน ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงติดตามการจัดกิจกรรมของทุกกลุ่มอยู่แล้ว ขณะนี้บ้านเมืองมีความสงบสุขดีและใกล้เทศกาลปีใหม่ ขอให้ทุกคนร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความสุขดีกว่า เมื่อถามว่าการจัดกิจกรรมจะบานปลายนำไปสู่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบอื่นหรือไม่ เลขาธิการ สมช.ตอบว่า ไม่เป็นไร

โฆษก กห.สงสัยมีการเมืองแฝง

ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลโดยกระทรวงกลาโหม จัดกิจกรรมวิ่ง Siam Trail 2019 วันที่ 15 ธ.ค. ที่ จ.กาญจนบุรี เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์สามารถพาครอบครัวไปวิ่งหรือทำกิจกรรมได้ และไม่จำเป็นต้องไปวิ่งไล่หรือวิ่งตามใคร ส่วนกิจกรรมวิ่งอย่างอื่นต้องดูวัตถุประสงค์ว่าทำเพื่ออะไร หรือมีการเมืองแอบแฝงหรือไม่ ขอให้สังคมไตร่ตรองใคร่ครวญดูให้ดี อย่าเอาแต่กระแส การเคลื่อนไหวหรือการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ โดยเฉพาะหากมีการเมืองสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม การทำงานของนักประชาธิปไตยคือการทำงานในสภาฯ ควรใช้กลไกสภาฯพูดคุยกัน

“ป้อง ณวัฒน์” จี้ “ฉลองไม่ฉลาม”

เวลา 13.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ หรือป้อง พระเอกหนุ่มชื่อดัง ในฐานะทูตด้านฉลามขององค์กรไวด์เอด และพันธมิตรองค์กรอนุรักษ์ 8 องค์กร ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล ขอความร่วมมือรัฐบาลสร้างบรรทัดฐานใหม่ปกป้องฉลาม ด้วยการ “ฉลองไม่ฉลาม” เลิกเสิร์ฟเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงของรัฐบาลทุกรูปแบบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล มีซุปหูฉลามเป็นเมนูหนึ่งบรรจุอยู่ในรายการอาหาร เนื่องจากฉลามมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และบางสายพันธุ์ยังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แต่ละปีมีฉลามประมาณ 73 ล้านตัวถูกฆ่าแล้วนำไปทำซุปหูฉลาม 15 ปีที่ผ่านมาประชากรฉลามบางสายพันธุ์ลดลงมากกว่า 90-98% จากผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามขององค์กรไวด์เอด ในปี 2560 พบว่าประเทศไทยเป็นตลาดผู้บริโภคหูฉลามที่สำคัญ และกว่าร้อยละ 57 ของคนไทยในเขตเมืองเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าห่วงกว่าร้อยละ 61 มีความต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต

“ตู่-ป้อม” เข็ดแล้วเมนู “หูฉลาม”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา มีการเสิร์ฟเมนูหูฉลาม จนถูกกลุ่มองค์กรอนุรักษ์ออกมาต่อต้านนั้น “เดี๋ยวผมจะบอกให้ วันนั้นผมไม่ได้กินอะไรเลย มัวแต่คุยอยู่ จำได้กลับบ้านไปหิวแทบตาย ก็คุยกันไปธรรมดา วันหน้าไม่กินแล้วหูฉลาม กินปลาตัวเล็ก ปลาข้าวสาร”

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงการนัด ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลกระชับความสัมพันธ์ ในวันที่ 19 ธ.ค. คงไม่ต้องไปกำชับไม่ให้จัดเลี้ยงเมนูซุปหูฉลามอีก เพราะเขาคงไม่กล้ากินแล้ว สื่อคอยจับตาดูอยู่ แต่เมนูครั้งที่แล้วทางร้านเขาจัดกันเองเราไม่ได้เป็นคนจัด

ฝ่ายค้านโชว์ผลงานหลังปีใหม่

ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการเตรียมแถลงผลงานฝ่ายค้านในรอบ 6 เดือนว่า วิปฝ่ายค้านมีมติจะให้แถลงผลงานฝ่ายค้านในรอบ 6 เดือน ช่วงกลางเดือน ม.ค.2563 เพื่อยืนยันว่ามีผลงานครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ไม่ได้มุ่งแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว รูปแบบการแถลงจะหารือกันอีกครั้ง แต่ไม่ใช้สภาฯเป็นสถานที่แถลง ยืนยันว่าฝ่ายค้านยังทำงานกันอย่างเป็นเอกภาพ

ศม.ย้ำยังล่มหัวจมท้ายฝ่ายค้าน

นายภาสกร เงินเจริญกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเศรษฐกิจใหม่ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามที่นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หัวหน้าพรรค ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงไป การทำงานมีความเห็นต่างกันได้ การทำงานของฝ่ายค้านเช่นกัน เหตุการณ์ ส.ส.บางส่วนของพรรคไปร่วมแสดงตนเป็นองค์ประชุมให้รัฐบาลนั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความเห็นต่างกัน แต่ยังสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ ยืนยันว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่ยังอยู่ฝ่ายค้านเช่นเดิม ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องที่พรรคถนัด แต่ถ้ามีปัญหาก็ต้องแก้ไข ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าปัญหาอยู่ที่อะไร ไม่ได้บอกว่าห้ามแก้ไข

ตร.ต้วมเตี้ยมรอรวบตัว “ไวพจน์”

ที่รัฐสภา พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ วงษ์หอมหวล ผกก. สน.บางโพ พ.ต.ท.บุรี ศรีหล้า รอง ผกก.สส.สน.บางโพ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางโพ นำหมายจับของศาลจังหวัดพัทยา มายื่นขออนุญาตประธานสภาฯ จับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ กรณีไม่มาฟังคำพิพากษาศาลคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ กล่าวว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ อนุญาตให้เตรียมจับกุมตัว พ.ต.ท.ไวพจน์ตามหมายจับศาลได้แล้ว ต้องรอว่า พ.ต.ท.ไวพจน์จะเข้าร่วมประชุมสภาฯหรือไม่ ขณะที่นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ กล่าวว่า ตำรวจ สน.บางโพ เข้ามาพื้นที่รัฐสภา วันที่ 11 ธ.ค. เป็นวันแรก หากพบตัว พ.ต.ท.ไวพจน์ ในสภาฯ สามารถจับกุมตัวได้ทันที

แจ้งจับ ส.ส.พกระเบิดเข้าสภาฯ

นายสรศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ นำสารตั้งต้นวัตถุระเบิดเข้ามายังบริเวณอาคารรัฐสภา เพื่อประกอบการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ว่า ทางสน.บางโพ ได้หารือร่วมกับฝ่ายกฎหมาย และฝ่าย รักษาความปลอดภัยของสภาฯแล้ว เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดเกี่ยวกับคดีความมั่นคง ดังนั้นสน.บางโพได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายมงคลกิตติ์ ฐานความผิดเกี่ยวกับคดีความมั่นคงกรณีนำสารตั้งต้นวัตถุระเบิดเข้ามาในสภาฯแล้ว

“เต้พระราม 7” ขู่เอาคืน “สรศักดิ์”

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวยืนยันว่าสารดังกล่าวเป็นสารไนโตรเจนเป็นส่วนหนึ่งของระเบิดเท่านั้น ไม่สามารถระเบิดเองได้ เลขาธิการสภาฯอาจไม่เข้าใจคำว่าสารเคมี และสูตรเคมีคืออะไร ไม่ได้กังวลจะชี้แจงตามข้อเท็จจริง หน้าตาแบบนี้หรือผู้ก่อการร้าย เลขาสภาฯควรไปสนใจเรื่องการต่อสัญญาก่อสร้างสภาฯดีกว่า การเบิกล่วงหน้าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีข้อมูลเยอะทุกเรื่อง จะเก็บเล็กผสมน้อยทำไปทีละเรื่องต่างกรรมต่างวาระ “เรียกว่า ธรณีนี่นี้เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์อยู่บ้าง เราบ่ผิด ท่านมาประหารอาจมีปัญหาได้ ต้องรู้ฤทธิ์กัน ขอให้ได้เกษียณ คนอย่างเต้พระราม 7 ไม่เคยขู่ใคร”

กังขาเลขาสภาฯรับผิดเอื้อเอกชน

อีกเรื่อง นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ เซ็นขยายสัญญาสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 4 ไปอีก 382 วัน น่าสงสัยในพฤติกรรมและ คำพูดเหตุใดรีบร้อนบอกว่าสภาฯเป็นฝ่ายผิด เพราะการยอมรับทั้งที่ยังมีประเด็นว่าอาจเกิดจากการไม่ประสานการทำงานระหว่างบริษัทผู้รับจ้าง กับผู้รับจ้างการทำงานระบบ IT ของสภาฯ เท่ากับว่าจงใจสละข้อต่อสู้กับบริษัทผู้รับจ้างเรื่องการเรียกร้องค่าปรับที่ต้องจ่ายวันละประมาณ 12 ล้านบาท และยอมรับค่าเสียหายต่างๆที่ผู้รับจ้างจะเรียกร้องต่อไปในอนาคต เกิดความเสียหายกับทางราชการโดยไม่ใช่ประมาทเลินเล่อ เพราะฝ่ายพัสดุทำหนังสือคัดค้านแล้วแต่ไม่รับฟังและตัดสินใจเอง ไม่อยากให้เกิดค่าโง่ในกรณีนี้อีก พฤติกรรมต่างๆนี้ขอให้ประธานสภาฯสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และสั่งพักราชการนายสรศักดิ์ได้แล้ว

“สรศักดิ์” อ้างต้นเหตุจากงบฯไอซีที

ต่อมานายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ แถลงว่า สาเหตุการต่อสัญญาการก่อสร้างอาคารรัฐสภา ครั้งที่ 4 ให้บริษัทนั้น ไม่เชิงเป็นความผิดของสภาฯเสียทีเดียว แต่มาจากการติดตั้งระบบสารสนเทศ (ไอซีที) และระบบสาธารณูปโภคนอกสัญญาหลักไม่เป็นไปตามกำหนด ทำให้ไม่เป็นไปตามแผนงานจำเป็นต้องขยายเวลาก่อสร้างให้บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ถ้าปล่อยให้ก่อสร้างจนเสร็จเรียบร้อยแล้วอาจต้องมารื้อฝ้าอาคารเพื่อวางระบบไอซีทีจะเสียหายมากกว่า หากสภาไม่ต่อสัญญาให้อาจเป็นเหตุให้บริษัท ซิโน-ไทยฯฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ หากขยายแล้วยังไม่เสร็จ สภาฯต้องเรียกค่าปรับจากบริษัทผู้รับเหมา การต่อสัญญารอบนี้จะทุ่มงบก้อนใหญ่ให้บริษัท ซิโน-ไทยฯเพื่อให้ทำงานเสร็จภายในสิ้นปี 2563 ถ้าไม่เสร็จตนกับบริษัทก็ตายทั้งคู่

“ชิม ช้อป ใช้” งัดกลยุทธ์แจกทอง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงมาตรการ “ชิมช้อปใช้” ที่แจกสิทธิ์ลุ้นทองคำว่า มาตรการแจกทองเรียกว่าเป็นการดูแลประชาชน เป็นรางวัลสำหรับคนที่ใช้จ่ายวงเงินในกระเป๋า 2 ทุก 1,000 บาท จะ ได้รับ 1 สิทธิ์ลุ้นทองคำด้วยการจับสลาก ซึ่งเป็นมาตรการที่ต่างประเทศเขาทำ เมื่อซื้อของมีออกรางวัลให้ทีหลังเพื่อจูงใจคน อย่างร้านค้าในญี่ปุ่นก็ทำแบบนี้

ยกฟ้อง “ระวี” หมิ่นเสรีรวมไทย

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำสั่งในคดีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้า พรรคเสรีรวมไทย ยื่นฟ้อง นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ เป็นจำเลยฐานหมิ่น ประมาทโดยการโฆษณา กรณีแถลงข่าวทำให้ประชาชนทั่วไปในสังคมเข้าใจถูกดูหมิ่นเกลียดชังว่า โจทก์เป็นพรรคการเมืองที่ไม่เทิดทูนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลพิจารณาฟังว่าโจทก์นำพยานเข้าเบิกความ และจำเลยได้ซักค้านหักล้างกันแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนฟังไม่ได้ว่าหมิ่นประมาท สั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา พิพากษายกฟ้อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคดีนี้โจทก์สามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์ได้

“ปิยบุตร” เปิดหัวศึกษาแก้ รธน.

วันเดียวกัน เวลา 16.45 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 ตามที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ นอกจากนี้ ยังมี ส.ส.เสนอญัตติในทำนองเดียวกันเข้ามาอีกรวมทั้งหมด 6 ญัตติ จึงนำมารวมพิจารณารวมไปพร้อมกัน นายปิยบุตรอภิปรายเสนอญัตติว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จริงใจ ไม่ใช้ กมธ.ชุดนี้มาซื้อเวลา หรือสกัดไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 มีการแก้ไข 4 ครั้ง เพราะ คสช.อยากอยู่ยาว กระทั่งรัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดวิธีการแก้ไขไว้ยากมากที่สุด นอกจากใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 แล้ว ถ้าแก้ไขเรื่องสำคัญต้องไปออกเสียงประชามติ ล็อกประตูไว้หลายชั้น จนอาจ แก้ไม่ได้เลย เหมือนถูกวางสนุ้กไม่ให้แก้หากลุกลามเป็นวิกฤติ อาจถูกคณะรัฐประหารรื้อทิ้ง เขียนใหม่อีก

ไล่ไปด่าคนทำปฏิวัติจะดีกว่า

นายปิยบุตรกล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 60 มีปัญหา ชอบธรรมทางประชาธิปไตย มีที่มาจากผลพวงรัฐประหารของ คสช. ฝังระบบรัฐประหารเข้าไปในรัฐธรรมนูญ รับรองการใช้อำนาจ คสช.ตั้งแต่อดีตถึงอนาคต หากมีชาติหน้าคงรับรองถึงชาติหน้า ให้ส.ว.มาทำหน้าที่หลักโหวตนายกฯใน 5 ปีแรก มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าปราบโกง ปฏิรูปประเทศ แต่กลับนำการเมืองไทยถอยหลังกลับไปปี 2521 ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบที่เชิญทหารมาเป็นนายกฯขณะนี้รัฐบาลเป็นเสียงปริ่มน้ำบริหารประเทศลำบาก เกิดผลประโยชน์ซื้องูเห่า แจกกล้วยเลี้ยงลิง วางกลไก พิสดารเกิดพรรคการเมืองจำนวนมาก หากไม่มี ส.ว. 250 คน เชื่อว่าพรรคอันดับ 1 จะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ เวลาจะผ่านญัตติหรือกฎหมายสำคัญต้องลุ้นทุกครั้ง เชื่อนักการเมืองพร้อมปรับเข้าหากติกา แต่เมื่อกติกาถอยหลัง พฤติกรรมนักการเมืองจะถอยหลังไปด้วย แทนที่จะชี้หน้าตำหนินักการเมือง ควรไปตำหนิคณะรัฐประหาร

ซัดพวกชอบขัดลำทำเพื่อตัวเอง

นายปิยบุตรกล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ เป็นแค่เอกสารที่มัดรวมกันแล้วเรียกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะอำนาจที่มาจากการแต่งตั้งเทียบเท่ากับอำนาจการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญที่ดีต้องอำนวยให้รัฐบาลเลือกตั้งได้บริหารประเทศ เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิเรียกร้องจากรัฐบาลได้สม่ำเสมอ แต่รัฐธรรมนูญนี้ทำไม่ได้ เพราะเป็นเสียงปริ่มน้ำ ที่บอกการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้วุ่นวาย แต่ตนคิดว่ายิ่งไม่แก้ยิ่งวุ่นวาย เพราะคนจะออกมาเรียกร้องมากขึ้น เชื่อว่านักการเมืองไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่คนที่ไม่อยากให้แก้ต่างหากที่ทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง เช่น ที่บอกรัฐธรรมนูญนี้ดีไซน์เพื่อพวกเรา จึงขอเชิญชวนให้สภาฯปลดล็อกแก้รัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มี ส.ส.ร. ที่มาจากประชาชน อยากฝากผู้มีอำนาจให้เลิกหวาด ระแวง หวงอำนาจ คิดยาวๆ พวกเราทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะมีแต่ปาก ไม่มีปืน กองทัพ กำลัง จึงต้องสู้ในระบบ อย่าให้ใครพูดว่าทีรัฐประหารยอมให้ทำได้ แต่หากอยากแก้รัฐธรรมนูญทำได้ยากเย็น จึงฝากให้สภาฯลงมติเห็นชอบ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฉันทามติใหม่ร่วมกัน