กีฬา
100 year

วิเคราะห์การเมือง : ขีดวงถอดสลักรื้อกติกา : พลังประชารัฐปักหมุดคุมเกมแก้รัฐธรรมนูญ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 ธ.ค. 2562 05:05 น.
SHARE

เป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรอีกคนที่ยืนอยู่ระดับแนวหน้า เพราะเดินอยู่บนเส้นทางแห่งอำนาจในยุคเปลี่ยนผ่านประเทศ เป็นผู้เปิดประตูเข้าสู่สุญญากาศการเมืองยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชอบใช้กฎหมายเป็นอาวุธมุ่งหวังผลสำเร็จทางการเมือง

วันนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ขยับจากพรรคประชาชนปฏิรูป เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ หลัง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ เปิดไฟเขียว

เข้ามาช่วยเติมเต็มงานด้านกฎหมาย ทั้งให้คำปรึกษาแก่พรรคหรือสมาชิกพรรค ที่มีปัญหาข้อกฎหมาย

เพราะ ส.ส.พรรคแกนนำรัฐบาล จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีบทบาท ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

และคอยเสริมในสภาฯว่าฝ่ายค้านทำผิดข้อบังคับหรือไม่ โดยเฉพาะช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

แต่ครั้งนี้คงไม่มีประเด็นอะไรน่าเป็นห่วง ทำอะไรรัฐมนตรีไม่ได้ สุดท้ายที่ประชุมสภาฯก็ลงมติไว้วางใจ

เพราะฝ่ายค้านมีเสียงเต็มที่ไม่เกิน 240 จาก 500 เสียงของสมาชิกในสภาฯ

ขณะเดียวกันก็ไปเป็นกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.) เพื่อช่วยดูระเบียบ ข้อบังคับกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะเห็นปัญหา พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของ กมธ. ได้ยื่นคำร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า

พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของ กมธ. ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

หากวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กมธ.ผู้ใดที่ออกคำสั่งเรียกก็จะเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ จะถูกฟ้องดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายอาญา ไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของ กมธ.ออกตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับเดิม

แต่รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่มีความมุ่งหมายให้ กมธ.มีอำนาจสอบสวนและมีคำสั่งเรียก

มีเจตนารมณ์ให้มีอำนาจสอบถามข้อเท็จจริง จึงตัดถ้อยคำเกี่ยวกับคำสั่งเรียกออก

เชื่ออีกไม่นานศาลรัฐธรรมนูญคงวินิจฉัยเพื่อให้เกิดความชัดเจน

หัวใจของ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของ กมธ.คือมีอำนาจสอบสวนและมีคำสั่งเรียก หากวินิจฉัยว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เท่ากับต้องยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ไปโดยปริยาย นายไพบูลย์ บอกว่า ถ้าเป็นหัวใจของกฎหมายก็อาจยกไปทั้งฉบับ ก็สุดแล้วแต่ ไม่อาจก้าวล่วงศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยได้

ไม่ว่าผลการวินิจฉัยออกมาอย่างไร แต่การประชุม กมธ.ป.ป.ช. ซึ่งมี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน ก็เผชิญปัญหาหลายเรื่องในการประชุมหรือการดำเนินการในฐานะประธาน กมธ.

ผมในฐานะเข้าใจเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พรรคพลังประชารัฐก็ส่งไปเป็น กมธ.

เพื่อให้ข้อคิดเห็นหรือทักท้วง กมธ.จะได้ดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ

กมธ.สามัญแต่ละชุดต้องทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ถึงเกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ

ถูกสังคมมองว่าพรรคพลังประชารัฐส่งไปเป็น กมธ.ป.ป.ช.ชนกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

นายไพบูลย์ บอกว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น แต่ให้ผมเข้าไปทักท้วงในหลายๆเรื่องที่ท่านประธาน กมธ.ดำเนินการ ให้รอบคอบ ถูกต้องตามกฎหมาย

ที่ผ่านมาหมิ่นเหม่ขัดต่อกฎหมายหลายเรื่อง อาทิ การออกหนังสือเรียกหรือออกคำสั่งเรียกไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี อันนี้ก็มีปัญหา หรือการออกคำสั่งหรือประกาศแต่งตั้งที่ปรึกษา กมธ.ก็เช่นกัน

สิ่งเหล่านี้คงต้องพูดคุยกัน ผมเชื่อว่าพูดคุยกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว

ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

สภาพปัญหาใน กมธ.ป.ป.ช. ประชุมแต่ละครั้งเวทีแทบแตก ยิ่งมีคนของพรรคพลังประชารัฐเข้าไปเสริมทัพ กมธ.จะสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้

อย่างไร นายไพบูลย์ บอกว่า ผมมั่นใจไม่มีปัญหา ต้องทำงานร่วมกันอีก 4 ปี ถึงอย่างไรพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ก็ต้องอยู่กับผม โดยในวันที่ 4 ธ.ค.62 จะเข้าร่วมประชุม กมธ.ครั้งแรก

ทำไมคนในรัฐบาลจากพรรคพลังประชารัฐกลัว กมธ.ป.ป.ช.ตรวจสอบ นายไพบูลย์ บอกว่า ไม่กลัว

เพราะ 1.พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่กลัวถูกตรวจสอบ

2.กมธ.มีอำนาจศึกษา สอบหาข้อเท็จจริงเท่านั้น มี กมธ. 15 คน ก็ต้องสอบหาข้อเท็จจริงเสนอต่อสภาฯ

สภาฯก็ทำหน้าที่ ตรวจสอบรัฐบาล เช่น ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกฯก็ต้องตอบเองอยู่แล้ว

ถูกวางตัวเป็น กมธ.ป.ป.ช. เพื่อขวางการสอบหาข้อเท็จจริงการบริหารงานของรัฐบาล นายไพบูลย์ บอกว่า กมธ.อย่าไปทำเรื่องที่มันรกรุงรัง ให้เอาเวลาของ กมธ.ทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ที่ร้องเรียนเข้ามาจะดีกว่า

ปกติอำนาจและหน้าที่ของ กมธ.แต่ละชุด พุ่งเป้าตรวจสอบการบริหารงานรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ว่าแต่ละโครงการผลาญงบประมาณ โปร่งใสหรือทุจริต หรือไม่ อย่างไร นายไพบูลย์ บอกว่า ไม่มีปัญหา

กมธ. 35 คณะก็ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ทั้งสภาฯมี กมธ.ป.ป.ช. ชุดเดียวตรวจสอบการทุจริตจริงๆ กมธ.ชุดนี้มีอำนาจไม่มาก การตรวจสอบก็ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับ กมธ.ชุดอื่น เช่น พิจารณางบประมาณกระทรวงกลาโหม ก็ไปซ้ำซ้อน กมธ.การทหาร และหลักใหญ่ต้องเชื่อมสัมพันธ์คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสาะหาข้อเท็จจริงเสร็จก็ส่งให้ ป.ป.ช. กมธ.ไม่มีอำนาจอย่างอื่น

การตรวจสอบมีทั้งกลไกขององค์กรอิสระ และมีสภาฯ ผ่านการเสนอญัตติ ตั้งกระทู้ถาม

กมธ.มีอำนาจจำกัด ทำเสร็จต้องส่งให้องค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ไม่ได้จบที่ กมธ.

ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านเสรีพูดยังกับว่ามีอำนาจมากเหลือเกิน

รัฐบาลส่งผมไปเพื่อหยุดตรวจสอบ มันไม่จริง กมธ.มีอำนาจจำกัดในการตรวจสอบ

แต่ท่านเอาอันนี้ไปเป็นประเด็นทางการเมืองโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร เท่านั้นเอง

ผมก็พยายามบอกท่านประธาน ถ้าผิดก็ทักท้วง ทักท้วงไม่ฟังก็บันทึกเอาไว้

ถ้ายังเดินหน้าโดยผิดๆ ก็คงมีคนไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทำไมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงวางตัวให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร นายไพบูลย์ บอก ขึ้นอยู่กับมติพรรคพลังประชารัฐและมติของ กมธ.

ตอนนี้แน่นอนแล้วจะเป็น กมธ.ในโควตา ครม. เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลมุ่งให้ กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญและเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่ามีความเห็นอย่างไร

รัฐธรรมนูญปี 60 มีประเด็นไหนมีปัญหาที่ต้องแก้ไข คงพิจารณาถึงเหตุและผล ผลกระทบ

สุดท้ายก็ต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและสรุปเสนอต่อสภาฯ

กรอบรายงานการศึกษาก็มีความเห็นว่า ควรแก้ไขประเด็นนี้ด้วยเหตุผลนี้ และแก้ไขอย่างไร

กลไกที่ก่อให้เกิดเป็นรูปธรรมก็ต้องมีสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา กระบวนการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256

เชื่อ กมธ.ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ อภิปรายด้วยเหตุด้วยผล เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย ไม่มีเกิดความขัดแย้ง เพราะทุกท่านที่เข้ามาล้วนมีวุฒิภาวะ

ทีมการเมือง ถามว่าทุกพรรคพยายามขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา 256 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้นก่อน เพื่อเปิดประตูแก้ไขในประเด็นอื่นๆต่อไป นายไพบูลย์ บอกว่า ดูภาพรวมคงเสนอแก้ไขไม่น้อยกว่า 10 ประเด็น รวมถึงมาตรา 256

ถ้าแก้มาตรานี้ก็ต้องถามกลับว่าติดขัดตรงไหนถึงต้องแก้ไข

แก้ไขมาตรา 256 เพื่อไปแก้ไขประเด็นอะไร ประเด็นนี้แก้ไขยากหรือ

คงไม่มีใครบอกว่าแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดประตูให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น

ก็ต้องหารือถึงเหตุและผลใน กมธ.ให้ได้ข้อยุติ ไม่ใช่เป็นเวทีซื้อเวลาตามที่ฝ่ายค้านตั้งคำถาม

แก้ประเด็นไหนขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผลสรุปการรับฟังจากประชาชน

ในที่สุดจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามนโยบายของรัฐบาล.

ทีมการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์การเมืองทีมข่าวการเมืองไพบูลย์ นิติตะวันพรรคพลังประชารัฐแก้รัฐธรรมนูญฝ่ายค้านประวิตร วงษ์สุวรรณ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้