กีฬา
100 year

วิเคราะห์การเมือง : สภาล่มซ้ำซาก “วิบาก” รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ : โจทย์ “ตู่-ป้อม” เคลียร์สนิมเนื้อใน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 ธ.ค. 2562 05:02 น.
SHARE

ปฏิทินย่างเข้าสู่ห้วงเดือนสุดท้ายปลายปี

ห้วงดีกรีการเมืองโลกส่อระอุเดือด ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในกฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยของฮ่องกง ท้าทายเสียงคำรามจากรัฐบาลปักกิ่ง ตอบโต้การลงนามดังกล่าวของผู้นำมะกัน ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนแผ่นดินใหญ่ เตือนจะได้รับผลที่ตามมา

พญามังกรฟัดพญาอินทรี ดีกรีองศาการเมืองโลกเดือดระอุ

ขณะที่การเมืองภายในคลายอุณหภูมิตึงเครียดลงระดับหนึ่ง ภายหลังศาลอาญาคดีทุจริตฯพิพากษายกฟ้อง “เสี่ยโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ในคดีฟอกเงินจากการทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้กลุ่ม กฤษดามหานคร

เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยรู้ที่มาของเงิน 10 ล้านบาท

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในทางคดีถือว่ายังไม่สิ้นสุด เพราะยังมีชั้น อุทธรณ์ อีกทั้งตามที่สื่อบางสำนักนำเสนอข้อมูลองค์คณะในคดีมีความเห็นต่าง โดยหนึ่งในผู้พิพากษาตัดสินให้จำคุก จำเลยเป็นเวลา 4 ปี

ต้องลุ้นการพิจารณาอุทธรณ์โดยอัยการสูงสุด

แต่ ณ จุดนี้ก็ถือว่า โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง ในสถานการณ์ ที่นายพานทองแท้ ดูสงบปากสงบคำ อารมณ์เฮี้ยวๆหายไปจากกระดานโซเชียลมีเดีย ปล่อยให้น้องสาวคนรองมาดนิ่ง อย่าง “เอม” นางพิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ เป็นคนสื่อสารกับกลุ่มกองเชียร์ผู้สนับสนุน

โดยที่ “คุณหญิงแม่” คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ตามประกบลูกชายคนโตไม่ห่าง ขณะที่สัญญาณจากต่างประเทศ อดีตนายกฯทักษิณ รวมถึงอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หายเงียบเข้ากลีบเมฆ ไร้ความเคลื่อนไหวมาพักใหญ่แล้ว

แนวโน้ม “ตระกูลชิน” หมอบหลบต่ำ

ซึ่งนั่นก็น่าจะทำให้แรงกระแทกจากฝ่ายค้าน แนวรบด้านดูไบลดโทนลงตามเงื่อนไขสถานการณ์เชิงบวกของ “หัวแก้วหัวแหวน” นายใหญ่-นายหญิง

เมื่อไม่จนกระดาน ก็ไม่ต้องลุยสู้แบบหลังพิงฝา

จังหวะล้อไปกับอาการ “ผ่อนคันเร่ง” ที่นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านแบะท่า มีโอกาสที่จะเลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไปปลายเดือนมกราคม 2563 ตามการแปลความเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ระยะเวลาสมัยประชุมสภานับเป็นช่วงสมัยประชุมสภา ไม่ได้นับเป็นปีปฏิทิน

เกมรุกไล่จากฝ่ายค้านปรับโทน ลดดีกรีลงอัตโนมัติ

ตามรูปการณ์ รัฐบาลภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม น่าจะเบาเนื้อเบาตัว มีจังหวะได้หายใจหายคอ

แต่ที่ไหนได้ พอฝ่ายค้านผ่อนคันเร่ง กลายเป็นฝ่ายรัฐบาลที่เปิดเกม “ล่อเป้า” กันเองอย่างหนัก

จากปรากฏการณ์ “สภาล่มซ้ำซาก” ติดๆกันใน 2 วัน

ปมชนวนปัญหาจากการโหวตญัตติการขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและผลกระทบจากการใช้ประกาศ คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคำสั่งของหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44

รัฐบาลที่กุมเสียงข้างมากต้องหน้าแตก หน้าชาตามฟอร์ม

และต้องยอมรับเกมนี้จะโทษฝ่ายค้านก็ไม่ได้ เพราะเล่นไปตามน้ำ รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเองต่างหาก

ที่เจอพิษ “สนิมเนื้อใน” ออกฤทธิ์

เพราะโดยจังหวะสถานการณ์มันโยงกับเกมชิงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ประชาธิปัตย์จ้องเข็น “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ขึ้นแท่นประธาน แต่ถูกพรรคพลังประชารัฐเบรกตัวโก่ง เพราะไม่ไว้ใจแสดงออกชัดๆถึงอาการเกลียดชัง “บิ๊กตู่”

สุดท้ายต้องถอย ปชป.ถอนชื่อ “เดอะมาร์ค” ออกจากแคนดิเดต

ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุที่สอดรับกับรายชื่อ 6 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่โหวตสวนรัฐบาลเติมเสียงฝ่ายค้านสะท้อนเกมต่อรองเปิดทางให้อภิสิทธิ์ แลกกับการโหวตค้านตั้ง กมธ.เช็กบิล ม.44 ไม่เป็นผล

อีกจุดก็เป็นคิวของคนพรรคภูมิใจไทยที่หักเหลี่ยมเฉือนคมปมแบนสารพิษ

ตามอาการออกฤทธิ์ออกเดชชัดๆแรงๆของหัวหน้าค่าย อย่าง “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข กับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ

ภายหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม แกนนำยี่ห้อพลังประชารัฐ นั่งแท่น เป็นประธาน มีมติเลื่อนกำหนดการยกเลิกใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสจากวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ออกไปอีก 6 เดือน และยกเลิกการแบนสารไกลโฟเซต เปลี่ยนเป็นการจำกัดการใช้

ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลหันมา “พ่นสารพิษ” ใส่กันแบบไม่ไว้หน้า

ยังไม่นับรายการที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ปล่อยโทรโข่งเสียงสะตออย่างนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช เปิดเกมทิ่ม “บิ๊กตู่” ไม่เหมาะกับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะเป็นทหารไม่เชี่ยวชาญเชิงบริหาร แถมแฉประจานทีมเศรษฐกิจรัฐบาลแบ่งออกเป็น 3 ก๊ก

ประชาธิปัตย์เล่นบทเอาดีใส่ตัว โยนชั่วเข้าเนื้อตัวเอง

นั่นก็ทำให้โดนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ซัลโวตามน้ำ แต่ย้อนเกล็ดกันนิ่มๆ ด้วยการยอมรับ “เศรษฐกิจขาเดียว” ที่ทำได้แค่อัดฉีดผ่านกระทรวงการคลัง ชิม ช้อป ใช้ บัตรคนจน ฯลฯ ส่วนการส่งออกเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถก้าวก่ายได้ เช่นเดียวกับการลงทุนเมกะโปรเจกต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมก็เป็นเรื่องของทีมภูมิใจไทยที่คุมกระทรวงคมนาคม

แยกแยะให้ประชาชนเห็นชัดๆกับสภาพการบริหารของรัฐบาลผสม พรรคร่วมฯแบ่งอาณาจักรใครอาณาจักรมัน กัปตันทีมเศรษฐกิจตัวจริงคือ “บิ๊กตู่”

จะได้ด่ากันถูกฝาถูกตัว ไม่ใช่เอะอะโยนที่ “สมคิด” คนเดียว

ดูตามรูปการณ์สนิมเนื้อในแฝงอยู่ทุกจุด “เรือเหล็ก” สะดุด รัฐบาลเหยียบตาปลากันเอง

ถึงจุดที่ผลประโยชน์ขัดกันทำการบริหารเนื้องานโหลด

ที่แน่ๆภายใต้เงื่อนไขไฟต์บังคับที่อ่านทางได้ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่าย ความมั่นคง ไม่มีทางยอมเด็ดขาดที่จะปล่อยให้ตั้งคณะกรรมาธิการ “เช็กบิล ม.44”

เพราะเท่ากับเปิดทางให้ คสช.โดนทวงบัญชีแค้นทบต้นทบดอก

และนั่นก็โยงถึงการเปิดทางให้รื้อรัฐธรรมนูญ ที่วิปรัฐบาลมีการผูกเงื่อนไข ถ้าฝ่ายดันคณะกรรมาธิการเช็กบิล ม.44 ไม่ถอย ก็ยากที่สภาฯจะเดินหน้าช็อตต่อไป

เดิมพัน “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ไม่ยอมโดนนักการเมืองล้อมกรอบ

สวนทางกับอารมณ์ของนักการเมืองอาชีพยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ปักธงรื้อรัฐธรรมนูญฉบับซือแป๋มีชัย สกัด พล.อ.ประยุทธ์ ลากยาวเกมอำนาจ แต่ทนยอมฝืนใจ เกลียดปลาไหล ชัง “บิ๊กตู่” เพราะต้องอาศัยเกาะรัฐบาลตีกินคะแนนนิยม หวังทวงคืนฐานเสียงในปักษ์ใต้ กู้กระแสกรุงเทพฯสูญพันธุ์

เดิมพันของประชาธิปัตย์ ถ้าไม่ “ฟื้น” ก็ “ดับ”

เช่นเดียวกับทีมพรรคภูมิใจไทยที่เดิมพันเครดิตของนายอนุทิน ที่พูดมัดคอตัวเองไว้ชัดๆหากแบนสารพิษไม่ได้ตามกำหนดจะถอนยวง เลยโดนค่ายพันธมิตรฯจี้คอหอยให้ไขก๊อกกดดันรัฐบาลตามที่ลั่นวาจา

“เสี่ยหนู” ปั่นกระแส “สายคลีน” มาจนหลบไม่ได้เหมือนกัน

มันเป็นอะไรที่เดิมพันสูง ต่างฝ่ายต่างถอยไม่ได้

แน่นอน ในมุมของรัฐบาลผสมต้องมีจังหวะผ่อนสั้น ผ่อนยาว ใช้ศาสตร์การประคองเสียงไปให้ได้ แต่ในมุมอย่างที่เห็นๆกันอยู่ถ้า “บิ๊กตู่” ปล่อยให้ประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย “ขี่คอ”

โอกาสโดน “ล่อเป้า” ในสภาฯก็จะมีอีกเรื่อยๆถ้าพรรคร่วมไม่สมประโยชน์

โดยสภาพรัฐบาลเรือเหล็กแฝงสนิมเนื้อใน ลากไปรอ “อับปาง” ในระยะเวลาไม่ช้าไม่นาน

เรื่องของเรื่อง รัฐบาลเจ๊งไม่ว่า แต่จะปล่อยประเทศพังไม่ได้

ในสถานการณ์เครียดๆแบบที่ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ต้องประสานเสียงทวง “สปิริต” พรรคร่วมรัฐบาล ยก “สัญญาลูกผู้ชาย” เตือนทีมประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย

ต้องร่วมรัฐบาลจริงๆ ไม่ใช่จ้องต่อสู้กันทางการเมืองอย่างเดียว

อารมณ์เฮี้ยวของผู้นำ “เสียงแข็ง” ใส่พรรคร่วมรัฐบาล ล้อไปกับกระแส “นกแลฝากเลี้ยง” จากพรรคเพื่อไทย บวกกับ “งูเห่าสีส้ม” ที่ช้อนจากอนาคตใหม่ ตัวเลขเสริม เตรียม พร้อมไว้แล้วสำหรับเกมโหวตสำคัญในคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจและคิวลากผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563

ตามสถานการณ์ ถึงจุดที่ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” เรียนผูก ก็ต้องเรียนแก้เอง

ในเมื่อตอนฟอร์มรัฐบาล ก็เป็น “ขาใหญ่” ที่ชิงยก กระทรวงเศรษฐกิจเกรดเอให้ประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย ปาดหน้าเค้กแลกกับเสียงโหวตหนุนนายกฯ โดยไม่ได้มองเกมยาวในเชิงบริหารจะมีปัญหาในเชิงปฏิบัติ อย่างที่เซียน การเมืองในทีมพลังประชารัฐพยายามยื้อเกมต่อรอง แต่ไม่เป็นผล

วันนี้ถึงจุดรู้ซึ้ง ศาสตร์การต่อรองรัฐบาลผสม เกมบริหารเสียง ส.ส. มันล้ำลึกสุดหยั่ง

“ย่ามใจ” ในอำนาจเด็ดขาดแบบทหารมีแต่จะพัง

ตามเหลี่ยมเขี้ยวนักเลือกตั้งอาชีพไม่ทัน รังแต่จะเสียค่าโง่.

ทีมการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์การเมืองทีมข่าวการเมืองสภาล่มฝ่ายรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำฝ่ายค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้