รู้อยู่แก่ใจ
นี่น่าจะเป็นคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผลที่สุด เพราะคนเราถ้าเริ่มต้นด้วยการโกหกตัวเองแม้จะรอดตัวไปได้ในบางครั้ง
แต่ถึงที่สุดก็มิอาจจะรอดพ้นไปได้ พูดง่ายๆว่าต้องถูกจับได้สักวัน
มติ 7-2 ที่องค์คณะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต้องยังถือ “หุ้นสื่อ” จริงจนต้องสิ้นสุดการเป็น ส.ส.
คือถือหุ้นสื่อหลังการลงสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคก็เท่ากับว่าต้อง “ขาดคุณสมบัติ” เพราะกระทำผิดกฎหมาย
ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมเรื่องหนึ่ง
ลองมาฟังความเห็นของ ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร นิด้าได้ให้ความเห็นด้วยการตั้งคำถามว่า “บริษัทสื่อ” ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ควรมีลักษณะใด
สิ่งหนึ่งจากคดีถือหุ้นสื่อที่ผมเห็นว่าสมควรแก้ไขก็คือ การตีความว่า “บริษัทสื่อ” คืออะไร ควรต้องนิยามให้ชัดเจนถึงองค์ประกอบว่าต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง
ในความเห็นของผมคือ ต้องมีการทำธุรกิจคือมีรายได้หรือมีธุรกรรมในการสื่อสารไปสู่สาธารณะ มีการจดทะเบียนเพื่อจุดประสงค์ในการทำสื่อเป็นหลักกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การพิมพ์ การทำทีวี สื่อดิจิทัลอื่นๆ
...
ถ้าเป็นบริษัทที่เป็นสื่อจริงๆ เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ ช่อง 3 นั้นตีความไม่ยาก แต่หลายครั้งในการสื่อสารต่อสาธารณะนั้นไม่ได้มาจากบริษัทโดยตรง บางทีมีสายการผลิตด้วย เอาง่ายๆ เป็น 3 ส่วน
คือตัวบริษัทลูกค้า บริษัทคนกลาง และบริษัทที่ผลิต เช่น กรณี “ธนาธร” อ้างว่าผลิตนิตยสารให้ผู้ว่าจ้างอีกทีจึงไม่ถือว่าเป็นสื่อ
ผู้ว่าจ้างนั้นตัดออกไปอยู่แล้ว (ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ) และใครๆก็ว่าจ้างได้ ถ้านับผู้สมัครคงมีหุ้นในบริษัทอะไรไม่ได้เลย เพราะแทบจะไม่มีบริษัทไหนไม่เคยว่าจ้างทำการสื่อสาร
แต่ส่วนที่ 2 กับ 3 นี่สิควรจะนับมั้ย?
ในความเห็นของผมคือ ถ้ารับผลิตอย่างเดียวโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเนื้อหา เช่น โรงพิมพ์รับงานพิมพ์ตามงานที่ส่งมาแบบนี้ไม่ควรนับว่าเป็นบริษัทสื่อ
แต่ถ้าบริษัทนี้มีส่วนในการคิดเนื้อหา เช่น มีนักเขียน มีกอง บก. แม้จะประจำหรือไม่ประจำก็ตาม หรือในการให้โจทย์บริษัทผู้ผลิตไปผลิตมาจากการได้รับการว่าจ้างจากบริษัทอื่น
ย่อมถือว่ามีโอกาสในการมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้รับสาร
สรุปว่าในความเห็นของผม บริษัทสื่อตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ป้องกันไม่ให้มีการครอบงำทางความคิดอย่างไม่เป็นธรรม
1. มีรายได้/ธุรกรรม ในการสื่อสารต่อสาธารณะ หรือมีการจดทะเบียนเพื่อจุดประสงค์การทำสื่อเป็นหลัก (ถ้าจดแล้วก็เป็นแล้ว แม้ยังไม่เกิดธุรกรรม)
2. มีส่วนในการสร้างเนื้อหาที่สื่อสารต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะทำเอง หรือจ้างผู้ผลิตอีกต่อหนึ่ง
3. กรณีของวีลัค มีเดีย จำกัด มีทั้งทำนิตยสารของตัวเอง ทั้งการสร้างเนื้อหาให้กับผู้ว่าจ้างและยังไม่ได้แจ้งปิดกิจการ
จึงถือว่าเป็น “สื่อ” อย่างแน่นอน
แต่กรณีของ ส.ส.รายอื่นๆ ที่รอการพิจารณาบางบริษัทนั้นหากพิจารณาด้วยเกณฑ์นี้ไม่ควรจะนับว่าเป็นบริษัทสื่อ โดยไม่ต้องยึดกับการจดทะเบียนกับทำธุรกรรมธุรกิจการค้าด้วยแบบฟอร์มสำเร็จรูปที่มีคำว่าทำ “สื่อ” อยู่ด้วย
เนื่องจากไม่ได้ตั้งใจทำสื่อและไม่เคยมีธุรกรรมทางการสื่อสารและไม่มีการเสนอเนื้อหาด้วยตนเองเลย
เป็นชุดข้อมูลหนึ่งที่จะทำให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ชัดเจนขึ้น.
“สายล่อฟ้า”