ข่าว
100 year

ประธานกมธ.ศึกษาแก้รัฐธรรมนูญ ควรเป็นคนนอก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์18 พ.ย. 2562 05:40 น.
SHARE

โพลชี้ไม่เหมาะ ทั้งรัฐ-ทั้งค้าน ระบุปัญหาเศรษฐกิจยํ่าแย่แก้ไม่ได้

“สิระ” ยังตอแยไม่เลิก ยันที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช.ไม่เคยมีมติให้ใช้ รธน.129 ประกอบ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกท้า “เสรีพิศุทธ์” เปิดบันทึกประชุม ขู่ทำนอกเหนืออำนาจต้องรับผิดชอบเอง ลั่นเอาแน่ลุยปลดพ้นประธานฯ พปชร.เย้ย อนค. “อยู่ไม่เป็น” แค่วาทกรรม “หมวดเจี๊ยบ” ฉะ ส.ส.รัฐบาลคิดล้มอำนาจตรวจสอบของสภาฯ เหน็บอย่าเป็นเลย ส.ส.ไปเป็น “ผู้แทนลุงตู่” แทน

ฝ่ายค้านวาง 10 ขุนพลปากกล้า มั่นใจรัฐบาล “ตู่ 2” อยู่ไม่นาน “นพดล” แนะติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก “สมเจตน์” เตือนตั้งเเง่โละ ส.ว.สำเร็จยาก โพลชี้ ปธ.กมธ.ศึกษาแก้ รธน.ต้องคนนอก อีกโพลยี้แก้เพื่อประโยชน์ ส.ส. เซ็ง รบ.จนปัญญาฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ “ประยุทธ์” ชื่นมื่นต้อนรับ รมว.กห. 3 ชาติบิ๊กๆ “ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ-จีน”

ศึกงัดข้อในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ทำท่าจะไม่จบลงง่ายๆ เมื่อนายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ ยังคงเปิดศึกท้าทายกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ. ต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเสนอให้ที่ประชุมมีมติปลดพ้นจากตำแหน่งให้ได้

“สิระ” โต้ กมธ.ไม่มีมติใช้ ม.129

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน ยืนยันจะใช้อำนาจเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มาชี้แจงว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์มีพฤติกรรมใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย การประชุม กมธ. เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ประชุมมีมติ 6 ต่อ 3 เห็นด้วยให้เชิญนายกฯเข้าชี้แจงอีกครั้ง แต่ไม่มีมติให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกมาตรา 6 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ลงนามในหนังสือเชิญโดยไม่ผ่านมติของที่ประชุม หมายความว่าผู้ลงนามต้องรับผิดชอบการกระทำที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้ตนไม่ไว้วางใจที่จะให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กมธ.ชุดนี้อีกแล้ว อยากให้สังคมดูพฤติกรรมและการกระทำของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่ากำลังใช้หัวโขนประธาน กมธ.มาเป็นเครื่องมือในเรื่องความแค้นส่วนตัวหรือไม่

ท้า “เสรีพิศุทธ์” เปิดบันทึกประชุม

นายสิระกล่าวต่อว่า ในฐานะเป็น กมธ.ในชุดนี้ด้วย ขอฝากไปยังนายกฯว่าไม่ต้องสนใจจดหมายเชิญดังกล่าว มั่นใจว่าหนังสือเรียกฉบับนี้ผิดกฎหมายแน่นอน เพราะการจะออกหนังสืออะไรก็ตามในชั้น กมธ. ต้องผ่านมติที่ประชุมทุกเรื่อง ไม่ใช่เอาความคิดประธานฯมายัดใส่ว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย ขอท้าให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ถอดเทปบันทึกการประชุมวันดังกล่าว และนำมาเปิดเผยเพื่อพิสูจน์ว่ามีการขอมติที่ประชุมให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรคสี่หรือไม่ หาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กระทำเกินขอบเขต ไม่ตรงกับบันทึกการประชุม ขอให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ลาออกจากการเป็นประธานด้วยตนเอง ก่อนจะถูกมติที่ประชุมปลด เมื่อถามถึงการเสนอปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์จากตำแหน่งประธานกมธ. นายสิระตอบว่า มั่นใจว่าเสียงส่วนใหญ่ใน กมธ.ต้องการให้มีการเปลี่ยนตัวประธาน ขอให้ติดตามดูในวันที่ 20 พ.ย. ตนจะเป็นคนเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว

เย้ย “อยู่ไม่เป็น” แค่วาทกรรม

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่พรรคอนาคตใหม่จัดงาน “อยู่ไม่เป็น” ว่า การจัดงานระดมพลอย่างสร้างสรรค์สามารถทำได้ แต่ขออย่างเดียวว่าอย่าปลุกม็อบลงถนนอีก เพราะบ้านเมืองสงบแล้ว อย่าหวนไปสู่จุดเดิมอีก ประชาชนต้องการให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข การใช้คำว่าอยู่ไม่เป็นถือเป็นเพียงวาทกรรมที่ต้องการปลุกกระแสเพื่อกลบผลการกระทำของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่กำลังประสบอยู่ใช่หรือไม่ ไม่อยากให้นำประชาชนมาเป็นเกราะป้องกัน วันนี้ประชาชนมีความสุขบ้านเมืองสงบ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย อย่าพยายามบิดเบือนโจมตี พล.อ.ประยุทธ์อีกเลย พรรคการเมืองเมื่อผ่านการเลือกตั้งมาแล้วมีปัญหาอะไรก็นำเข้าสู่กลไกรัฐสภา แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่ยอมเดินไปข้างหน้าจมปลักอยู่กับอดีต บางสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ทำมันสวนทางกับความเป็นไปของสังคมไทย

“แรมโบ้” ชี้รอฟังศาล รธน.ก่อน

ที่โรงแรมสีมาธานี อ.เมืองนครราชสีมา นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เล่นการเมืองแบบมีอคติ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งบริหารราชการแผ่นดินไม่กี่เดือน ยังไม่ปรากฏว่ารัฐมนตรีคนใดทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าใช้ กมธ.ป.ป.ช.มาเล่นการเมืองหวังทำลายเล่นงาน พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร ทั้งที่ส่ง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม และนายประสาร หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนไปชี้แจงพร้อมเอกสารแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอม ยังพยายามจะเอานายกฯกับรองนายกฯไปให้ได้ ขณะนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สิ่งที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ทำถูกต้องหรือไม่ จึงควรยุติเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน

ฉะ ส.ส.รบ.คิดล้มอำนาจ กมธ.

ด้าน ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า น่าแปลกใจที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลพยายามสรรหาวิธีการต่างๆนานา เพื่อลดอำนาจคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ลงทุนถึงขนาดจะยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจคณะกรรมาธิการออกคำสั่งเรียกบุคคลมาชี้แจง คือ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการฯ โดยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งยังทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ยับยั้งการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มาชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช. เป็นการทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของสภาผู้แทนราษฎร หาก ส.ส.ซีกรัฐบาลเป็นฝ่ายชนะทำลายอำนาจตรวจสอบได้สำเร็จ อยากถามว่า ประชาชนจะได้อะไร สุดท้ายผู้ที่เสียประโยชน์คือประชาชน แต่คนที่ได้ประโยชน์มีเพียงคนเดียว คือ พล.อ.ประยุทธ์จะได้มีข้ออ้างไม่ต้องมาชี้แจงที่สภา

เหน็บไปเป็นฯ “ผู้แทนลุงตู่” ซะ

ร.ท.หญิง สุณิสากล่าวต่อว่า ถ้าสภาฯถึงกับยอมยกเลิกอำนาจตัวเองในการออกคำสั่งเรียกบุคคลมาชี้แจงต่อ กมธ. หรือลงทุนแก้ไขหรือบิดเบือนข้อบังคับการประชุม เพียงเพื่อช่วยเหลือคนคนเดียว บรรดา ส.ส.ทั้งหลายก็ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าเป็นผู้แทนราษฎรอีกต่อไป แต่ควรเปลี่ยนตำแหน่งเป็น “ผู้แทนของลุงตู่” เพราะพวกท่านรักษาผลประโยชน์ของ พล.อ.ประยุทธ์มากกว่าปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องขอบใจ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐให้มากๆ เพราะกางปีกป้องนายกฯราวกับ “แม่ปกป้องลูก” สมกับเป็น “มารดาประชารัฐ” จริงๆ

ฝ่ายค้านวาง 10 ขุนพลปากกล้า

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า 7 พรรคฝ่ายค้านได้จูนความคิด ทิศทาง และทีมอภิปรายตรงกันแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ทุกคนกำลังกลั่นกรองข้อมูล และหาเนื้อหาเพิ่มเติมบางกรณี มีการประชุมเต็มรูปแบบทุกสัปดาห์ และไม่เต็มรูปแบบเฉพาะบุคคลเกือบทุกวัน ซึ่งมีกรณีใหม่ๆและข้อมูลใหม่เข้ามาเรื่อยๆ จากประชาชนและผู้หวังดีส่งมาให้ เบื้องต้นมีผู้แสดงความจำนงจะอภิปรายประมาณ 15 คน แต่จะคัดให้เหลือเท่าที่จำเป็นไม่เกิน 10 คน ทั้งนี้จะยื่นอภิปรายรัฐมนตรีไม่น้อยกว่า 5 คน หนึ่งในนั้นคือนายกฯ เนื้อหาเกี่ยวกับความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหาร เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ด้านสังคม การปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ที่เหลือขออุบไว้ก่อน ส่วนการเขียนญัตติจะเสร็จในสิ้นเดือน พ.ย. และจะยื่นไม่เกินวันที่ 5 ธ.ค. เพื่อให้การอภิปรายอยู่ในช่วงกลางเดือน ธ.ค.ไม่เกินปลายเดือน

มั่นใจรัฐบาล “ตู่ 2” อยู่ไม่นาน

เมื่อถามว่า ผู้อภิปราย 10 คนเป็นใครบ้าง นายสุทินตอบว่า เป็น ส.ส.ที่มาจากเกือบทุกพรรค อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ตน นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย คนเหล่านี้ถือเป็นขุนพลของพรรคฝ่ายค้านที่มีประสบการณ์ในสภาฯ สามารถชี้ข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ แต่ไม่คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะรัฐบาลมีเสียงมากกว่า แต่จะเป็นการเปิดแผลให้ประชาชนเห็นและไปเน่าข้างนอก ท้ายที่สุดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแน่นอน และคิดว่าคงใช้เวลาไม่นาน เมื่อถามว่านายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช. บอกว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ได้ยาว นายสุทิน ตอบว่า โหรแต่ละคนพูดไม่เหมือนกัน นายโสรัจจะ นวลอยู่ โหรชื่อดัง ก็บอกว่าเริ่มต้นปี 2563 จะเกิดปัญหาขึ้นกับรัฐบาลถึงขั้นลุกเป็นไฟ แค่ฟังๆไว้ แต่เราต้องดูกันที่ความเป็นจริง ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลนี้คงอยู่ไม่นาน เพราะความเสื่อมมันมีตั้งแต่ต้น และพัฒนามาเป็นลำดับ

ยกเลือกตั้งซ่อมวัดความศรัทธา

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจัดเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ถ้า กกต.บริหารจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม แข่งขันกันบริสุทธิ์ยุติธรรมตรงไปตรงมา เจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง ไม่มีการใช้กลไกอำนาจรัฐแทรกแซง ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงทุจริตการเลือกตั้ง เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับผลการเลือกตั้งที่ดี 5 ปีที่ผ่านมาผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งตอนเป็นรัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ไม่มีอะไรใหม่ ประชาชนอยู่กันอย่างยากลำบาก ปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่ง คนตกงานเฉพาะบัณฑิตจบใหม่สูงถึง 500,000 คน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ศรัทธาประชาชนว่า จะมอบคะแนนให้ฝ่ายค้านไปตรวจสอบรัฐบาล หรือจะไปเพิ่มความมั่นใจให้ฝ่ายรัฐบาลว่าประชาชนพึงพอใจการทำงานที่ผ่านมา เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ชาวขอนแก่นจะได้ทำหน้าที่แทนคนไทยทั้งประเทศ เลือกฝ่ายค้านเข้าไปตรวจสอบ ถ้ารัฐบาลแพ้เลือกตั้งครั้งนี้ จะมีสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา เพราะกลัวว่าภัยจะลามมาถึงตัว และไม่สามารถอยู่ยาวอย่างที่ใจต้องการได้ ที่สุดประชาชนจะได้ประโยชน์

แนะติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก

ขณะที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ประเด็นที่ควรศึกษาหาแนวทางแก้ไขอันดับแรก หรือกระดุมเม็ดแรกที่ต้องกลัดให้ถูก คือหาวิธีทำให้การเลือกตั้งเสรีเป็นธรรม ไม่ซับซ้อน และสะท้อนเจตจำนงประชาชนอย่างแท้จริง การเลือกตั้งต้องไม่ยุ่งยากในการคำนวณที่นั่ง ส.ส. และต้องไม่นำไปสู่ความไม่แน่นอนในการคำนวณที่นั่ง ส.ส.หากมีการเลือกตั้งซ่อมตามมา ดังนั้น กมธ.ต้องไปศึกษาว่าเราเอาแนวคิดระบบเลือกตั้งที่ใช้อยู่มาจากไหน เอามาหมดหรือไม่ ยังมีประเทศใดในโลกใช้วิธีนี้อยู่หรือไม่ และ กมธ.จะหาวิธีทำให้การเลือกตั้งดียิ่งขึ้นได้อย่างไร ยังไม่เคยเห็นระบบเลือกตั้งในประเทศใดที่ทำให้มีพรรคขนาดเล็กเต็มไปหมดแบบนี้ ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกถูกต้อง เม็ดต่อไปก็จะถูกต้อง

ส.ว.ติง อนค.ชงเลิกเกณฑ์ทหาร

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว. กล่าวว่า ตามที่พรรคอนาคตใหม่เตรียมเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.รับราชการทหาร มีหลักการเพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั้น มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายด้าน เช่น 1.ถ้าเปิดรับสมัครแล้ว ได้ไม่ครบตามจำนวนที่ต้องการ จะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร 2.เมื่อผู้สมัครรับราชการทหารครบกำหนดปลดประจำการแล้ว สมมติว่ามีผู้สมัครเพิ่ม 5,000 คนต่อปี รวม 10 ปีจะเท่ากับมีทหารสมัครในส่วนนี้ 50,000 คน จำนวนกำลังพลที่เพิ่มมากขึ้นดังกล่าว จะรับภาระงบประมาณที่เพิ่มเติมนี้ไหวไหม 3.เมื่อรับราชการจนอายุครบ 46 ปีแล้วต้องพ้นจากราชการ จะดูแลสวัสดิการกำลังพลส่วนนี้อย่างไร เพราะอายุขนาดนี้แล้วเขาจะไปทำอาชีพอะไรต่อ จะให้เขาไปเป็นมาเฟียหรือ และ 4.ทหารเกณฑ์เป็นกำลังหลักของกำลังสำรอง หากเกิดภาวะสงครามขึ้นจะระดมพลมาปฏิบัติการรบทันทีได้อย่างไร หากจะคิดมาเกณฑ์ทหารเมื่อเกิดภาวะสงคราม คงไม่ทันต่อภาวะสงครามแน่นอน

เตือนตั้งแง่โละ ส.ว.สำเร็จยาก

พล.อ.สมเจตน์ยังกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า มองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 แก้ไขยาก และไม่ขอแสดงความเห็นถึงการหาคนมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ปรากฏว่ามีชื่อตนไปร่วมเป็น กมธ.ในสัดส่วนของ ส.ว.นั้น จะไม่เข้าร่วมเป็น กมธ.ด้วย ต้องปล่อยให้ ส.ส.เขาทำไป แต่เชื่อว่าสำเร็จยาก เว้นมีเหตุผลที่ดีว่าจะแก้มาตราไหนโดยต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไร ถ้าแก้เพื่อประโยชน์ของฝ่ายการเมืองเท่านั้น คงไม่สำเร็จ เมื่อถามว่าหลายพรรคมองว่าจะแก้ไขมาตราที่เกี่ยวกับที่มา หน้าที่ และอำนาจของ ส.ว.เป็นอันดับต้นๆ พล.อ.สมเจตน์ตอบว่า อย่าลืมว่าการจะผ่านความเห็นชอบในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ต้องเสนอในที่ประชุมร่วมรัฐสภา และต้องได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือ 84 เสียง เมื่อไปตั้งเป้าแบบนี้แล้ว จะมีเสียง ส.ว.ที่ไหนมาสนับสนุน

“วันชัย” แพลมร่วมวงในนามรัฐสภา

นายวันชัย สอนศิริ เลขานุการวิปวุฒิสภา กล่าวว่า สาเหตุที่วิปวุฒิสภามีความเห็นไม่เข้าร่วมเป็น กมธ.ศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในสัดส่วน ครม. เพราะเห็นว่าเป็นการตั้ง กมธ.ในนามสภาฯ จึงควรเป็นเรื่องของสภาฯ ไม่ต้องการให้ฝ่ายใดไปแอบอ้างว่า ส.ว.เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่วุฒิสภาไม่เคยมีมติเรื่องดังกล่าว หากมี ส.ว.ไปร่วมกับ กมธ.ของสภาฯถือเป็นเรื่องเฉพาะตัวของ ส.ว. ไม่ผูกพันกับวุฒิสภา แต่ถ้ามีการประชุมร่วมกันของ ส.ส.และ ส.ว.ในนามรัฐสภา และมีมติตั้ง กมธ.ของรัฐสภา ทาง ส.ว.ยินดีเข้าร่วม แต่การตั้ง กมธ.ในนามรัฐสภาจะเป็นไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ในฐานะประธานรัฐสภา หากเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ ต้องการรับฟังความเห็นของทั้งสองสภา สามารถทำได้

โพลชี้ ปธ.กมธ.ต้องเป็นคนนอก

วันเดียวกัน นิด้าโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,257 คน เรื่อง “ประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 59.11 ระบุว่าตำแหน่งประธาน กมธ.ควรมาจากคนนอกที่ไม่ใช่ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน และรัฐบาล รองลงมาร้อยละ 16.63 ระบุว่าควรมาจากตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร้อยละ 12.89 ระบุว่าควรมาจากตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล และร้อยละ 8.43 ระบุว่าควรมาจากตัวแทนรัฐบาล ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ยังมองว่าประธาน กมธ.ควรเป็นคนที่ไม่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างชัดเจนจากรัฐธรรมนูญ เมื่อถามถึงระยะเวลาในการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 46.22 ระบุว่าไม่เกิน 6 เดือน รองลงมาร้อยละ 32.06 ระบุว่าไม่เกิน 1 ปี ร้อยละ 11.14 ระบุว่าไม่ควรมีกำหนดระยะเวลา

อีกด้านยี้แก้เพื่อประโยชน์ตัวเอง

ด้านนายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจความเห็นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ กับแก้นิสัย ส.ส. จาก “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” จำนวน 4,551 ตัวอย่าง และ “เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม” 1,189 ตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 92.5 ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 144 มีเพียงร้อยละ 7.5 ที่ระบุว่าเคยอ่าน เมื่อถามว่านักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร ระหว่างแก้เพื่อเปิดช่องคดโกงได้ กับแก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ส่วนใหญ่ร้อยละ 84.8 มองว่าแก้เพื่อเปิดช่องคดโกงได้ มีร้อยละ 15.2 คิดว่าแก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม นอกจากนี้ส่วนใหญ่เห็นว่าควรแก้นิสัย ส.ส.ก่อนแก้รัฐธรรมนูญ เพราะยังมีภาพลักษณ์แย่เหมือนเดิม นอกจากนี้ยังเห็นว่าปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในสังคมได้ ผลการสำรวจครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่ากระแสการแก้รัฐธรรมนูญถูกจุดขึ้นจากฝ่ายการเมืองมากกว่าฝ่ายประชาสังคม และยังชี้ด้วยว่าคนให้ความสนใจโครงการชิมช้อปใช้มากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ

เซ็ง รบ.จนปัญญาแก้เศรษฐกิจ

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,207 คน เรื่อง “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในสายตาประชาชน” พบว่า 5 อันดับปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าประชาชน ส่วนใหญ่ร้อยละ 65.54 ระบุเป็นเรื่องข้าวของแพง ค่าครองชีพสูง รัฐขึ้นภาษีสินค้า นายทุนเอารัดเอาเปรียบ รองลงมาคือภาวะเศรษฐกิจประเทศแย่ เพราะรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่ค่อยได้ผล ปัญหาการว่างงาน ตกงาน สถานประกอบการขาดทุนต้องปิดตัวลง คนงานถูกเลิกจ้าง โดยสิ่งที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือมากที่สุด ส่วนใหญ่ร้อยละ 54.34 ระบุอยากให้ควบคุมราคาสินค้า ลดค่าครองชีพ ไม่ขึ้นภาษี รองลงมา ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน สร้างงานสร้างรายได้ ขึ้นเงินเดือน สำหรับบุคคลใดหรือหน่วยงานที่ประชาชนคาดหวังให้เข้าช่วยเหลือ ส่วนใหญ่ร้อยละ 47.90 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ รองลงมาคือกระทรวงต่างๆ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน รวมไปถึงฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่

“ประยุทธ์” ต้อนรับ รมว.กห.ญี่ปุ่น

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องรับรองกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้การต้อนรับนายทาโร่ โคโนะ (Taro Kono) รมว.กลาโหมประเทศญี่ปุ่น ในโอกาสเดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุม ADMM- Plus พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางทหาร และความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกันให้มากขึ้น ซึ่งนายทาโร่ โคโนะ กล่าวแสดงความชื่นชมบทบาทนำของไทยในอาเซียน โดยญี่ปุ่นยังคงมุ่งมั่นกระชับความสัมพันธ์กับไทยและอาเซียน ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวขอบคุณญี่ปุ่น ที่ให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษา และย้ำว่าไทยพร้อมเป็นแกนกลางอาเซียนเข้าร่วมแก้ปัญหาต่างๆของภูมิภาค และพร้อมให้การสนับสนุนญี่ปุ่น เข้ามามีบทบาทความมั่นคงที่สร้างสรรค์และยั่งยืนในภูมิภาคมากขึ้น จากนั้นได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนทางทหาร

ลงนามร่วมมือความมั่นคงสหรัฐฯ

ต่อมาเวลา 10.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้การต้อนรับนายมาร์ค เอสเปอร์ (Mark Esper) รมว.กลาโหมสหรัฐอเมริกา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุม ADMM-Plus พล.ท.คงชีพกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายชื่นชมและเน้นย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-สหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันว่าความสัมพันธ์ ไทยกับสหรัฐฯ มีความผูกพันมายาวนาน และการมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพ ด้านนายมาร์ค เอสเปอร์ กล่าวชื่นชมการเป็นประธานอาเซียนของไทย รวมทั้งการจัดการประชุมในกรอบ ADMM และ ADMM-Plus และขอบคุณไทยที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกร่วมผสมทางทะเลระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ (ASEAN-U.S. Maritime Exercise) เป็นครั้งแรกที่ผ่านมา และการเป็นประธานร่วมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเล (EWG on Maritime Security) ในวงรอบถัดไป จากนั้นได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมระหว่าง ไทย-สหรัฐอเมริกา ค.ศ.2020 ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ

ตอกย้ำความมั่นคงภูมิภาคกับจีน

จากนั้นเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้การต้อนรับ พล.อ.เว่ย เฟิ่งเหอ (Wei Fenghe) มนตรีแห่งรัฐและ รมว.กลาโหมจีน พล.ท.คงชีพกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายชื่นชมความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและยาวนาน และเห็นพ้องร่วมกันในการเพิ่มพูนและพัฒนาการทางทหารระหว่างกันให้มากขึ้น โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวยืนยันว่าไทยพร้อมสนับสนุน “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” เพื่อให้เกิดการเติบโตและเข้มแข็งไปด้วยกัน และย้ำว่าความมั่นคง เป็นพื้นฐานสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันให้มีการลงนามแสดงเจตจำนงความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกันในอนาคตอันใกล้ ด้าน พล.อ.เว่ย เฟิ่งเหอ กล่าวแสดงความมั่นใจและชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีบทบาทนำพัฒนาบ้านเมืองให้มีเสถียรภาพมั่นคง และเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น จีนพร้อมสนับสนุนเต็มที่ในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทย จากนั้นได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงกลาโหมของสองประเทศ มีขอบเขตความร่วมมือ ด้านการแลกเปลี่ยนการเยือน การฝึกและศึกษา ความร่วมมือด้านข่าวกรองและข่าวสาร รวมทั้งการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารระหว่างกัน

ชิ่งตอบรอยร้าวพรรคร่วม รบ.

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ พล.อ.ประยุทธ์ได้ชูมือทำสัญลักษณ์ “ไอเลิฟยู” ทักทายสื่อมวลชนแต่ทันทีที่นายกฯได้ยินคำถามจากผู้สื่อข่าวถึงกรณีรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยว่าได้พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิไทยแล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมโบกมือและขึ้นรถกลับทันที

กห.สหรัฐฯโชว์หวานใส่มิตรเก่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยแถลงว่า นายมาร์ก เอสเปอร์ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐฯ และไทย ค.ศ.2020 เพื่อขับเคลื่อนวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ชาติปี 2020 ของประเทศไทย และยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ค.ศ.2018 นายเอสเปอร์กล่าวว่า แถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วม ค.ศ.2020 เป็นสัญลักษณ์แทนพันธกรณีของสหรัฐฯต่อไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯมาช้านาน เพื่อผลักดันผลประโยชน์ร่วมกันในฐานะหุ้นส่วนในภูมิภาคนี้ การเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐฯและไทยที่เข้มแข็ง เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ และมีรากฐานมาจากมิตรภาพกว่า 200 ปี จะช่วยให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง ยังคงไว้ซึ่งความมั่งคั่งและสันติภาพสำหรับทุกประเทศต่อไป

คค.ลุยลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า

ขณะที่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางการปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า โดยไม่มีผลกระทบต่อสัญญา เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง บรรเทาความเดือดร้อนลดภาระค่าครองชีพ โดยวันที่ 19 พ.ย. จะมีการประชุมคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือบอร์ด รฟม. โดยจะพิจารณาใน 2 มาตรการ คือ 1.เปิดจำหน่ายตั๋วโดยสารร่วมระหว่างรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง คิดอัตราค่าโดยสารต่อเที่ยวถูกลง 2.ลดอัตราค่าโดยสารในช่วงนอกเวลาเร่งด่วนของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 14-42 บาทต่อเที่ยว ส่วนมาตรการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทั้งระบบนั้น กำลังเร่งหาแนวทางอยู่ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ กระทบต่อสัญญา และให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด รมว.คมนาคมหวังจะให้นโยบายนี้เสร็จก่อนสิ้นปี เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนชาวไทย และคาดหวังว่าจะเป็นที่น่าพอใจต่อประชาชน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประธานกมธ.ศึกษาแนวทางแก้รธน.กมธ.ศึกษาแก้รธน.สิระ เจนจาคะเสรีพิศุทธ์ เตมียเวสประยุทธ์ จันทร์โอชาข่าวหน้า1

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้