ข่าว
100 year

เชาว์ ซัด ไพบูลย์ อย่าจ้องเอาคืน "เสรีพิศุทธ์" จนกระทบระบบตรวจสอบ กมธ.

ไทยรัฐออนไลน์6 พ.ย. 2562 20:05 น.
SHARE

"เชาว์" อัด "ไพบูลย์" ยื่นผู้ตรวจการฯ ส่งศาล รธน.ตีความ 3 มาตรา "กฎหมายคำสั่งเรียก" ชี้ สะท้อนเห็นแก่ตัว ทำลายความเข้มแข็ง กมธ. วอนอย่าเอาคืนทางการเมือง จนกระทบระบบตรวจสอบ

วันที่ 6 พ.ย. นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง "อย่าเอาการต่อสู้กันทางทางการเมือง ไปทำลายความเข้มแข็งของกฎหมายระบบตรวจสอบฯ" มีเนื้อหาว่า กรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2554 มาตรา 5, 8 และ 13 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 129 เข้าใจว่า น่าจะเกิดจากความรำคาญใจต่อพฤติกรรมของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. ที่ใช้กฎหมายคำสั่งเรียกฯ มาขู่นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้เข้าชี้แจงในลักษณะเกินอำนาจหน้าที่ แต่ท่านก็ควรแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพราะเรื่องนี้ประเด็นอยู่ที่คนใช้กฎหมายไปในทางที่ผิด ไม่ใช่ความผิดของกฎหมาย อย่างที่ท่านพยายามจะลากโยงไปว่า "มาตรา 5 มาตรา 8 และมาตรา 13 ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 129

นายเชาว์ กล่าวต่อว่า เพราะแม้ในรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวจะไม่ได้ระบุถ้อยคำที่ชัดเจนเหมือนในรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 135 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "......คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่งมีอำนาจออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาอยู่นั้นได้ และให้คำสั่งเรียกดังกล่าวมีผลบังคับตามที่กฎหมายบัญญัติ..." แต่ในมาตรา 129 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ก็ไม่ได้ระบุข้อห้ามเรื่องการออกคำสั่งเรียกไว้ ดังนั้นทั้ง 3 มาตราที่อ้างตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ ที่หยิบยกมาจึงไม่มีประเด็นที่ขัดหรือแย้งกับมาตรา 129 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน


"ผมคิดว่าการทำลายความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบโดยคิดแต่ประโยชน์ทางการเมือง เป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะรับได้ เรื่องนี้ปัญหาอยู่ที่คนใช้กฎหมาย ท่านก็ไปเล่นงานคนที่ใช้กฎหมายไปในทางที่ผิด ซึ่งตามกฎหมายคำสั่งเรียก ที่ออกในยุคนายกฯ อภิสิทธิ์ มีเจตนาเพิ่มอำนาจให้กรรมาธิการฯ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังกำหนดบทลงโทษในมาตรา 12 ไว้ว่า หากกรรมาธิการฯ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สร้างความเสียหายให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด มีโทษจำคุกหนึ่งถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ท่านต้องไปบอก พลเอกประยุทธ์ ให้ไปฟ้องร้องดำเนินคดีเลยครับ จะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อไป แต่อย่าใช้วิธีปกป้องทางการเมือง ด้วยการทำลายระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งของกรรมาธิการฯ และขอเรียกร้องไปยังกรรมาธิการ ป.ป.ช.ทั้งชุดอีกครั้ง ให้ทบทวนบทบาทหน้าที่ของตัวเอง และปฏิบัติในกรอบข้อบังคับการประชุมสภา หมวด 5 ข้อ 90 (22) พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องทีเกี่ยวกับกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ถ้าหากยังทำเกินอำนาจหน้าที่ ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งลากกรรมาธิการเข้ารกเข้าพงโดยไม่มีการโต้แย้งก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบทั้งหมด เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายคำสั่งเรียกมาตรา 12 แล้ว ยังขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรคสองที่ระบุไว้ชัดเจนว่า การสอบหาข้อเท็จจริงของกรรมาธิการฯจะต้องอยู่ในอำนาจและหน้าที่ที่ระบุไว้ในการตั้งกรรมาธิการฯ ด้วย ขอให้ทุกคนทำหน้าที่รักษากฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชนกันเถอะครับ จะได้ไม่มีใครต้องติดคุกเพราะการเอาคืนกันทางการเมือง” นายเชาว์ กล่าว.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไพบูลย์ นิติตะวันเสรีพิศุทธ์ เตมียเวสประชาธิปัตย์ระบบตรวจสอบกมธ.ปชป.กมธ.ป.ป.ช.เชาว์ มีขวดข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้