ข่าว
100 year

วิเคราะห์การเมือง : ย่างเข้าสู่ห้วงคุกรุ่น

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 พ.ย. 2562 05:01 น.
SHARE

งานเข้าตามมาเป็นหางว่าว

ดับซ่า “เต้ พระราม 7” มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ที่โชว์ห้าวพกสารประกอบระเบิด

“ไนโตรเจนผง” ผ่านเครื่องสแกนอาวุธเข้ามาในพื้นที่รัฐสภา ประกอบการแถลงข่าวการส่งมอบเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจากบริษัทของสหรัฐอเมริกา

ตามต้นทุนของพวกโจทก์เยอะ เลยรับเละเป็นพิเศษ ตั้งแต่ปรมาจารย์ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งทีมกฎหมายเอาผิด นำวัตถุอันตรายเข้าสภาฯโดยไม่ขออนุญาต

ส่อเค้าถูกตำรวจตั้งข้อหาครอบครองสารต้องห้ามเอาผิดอีกทาง ลามไปถึงการโดนจับพิรุธมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะ “นายหน้า”

ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทขายเครื่องตรวจวัตถุระเบิดของสหรัฐฯหรือไม่

แม้กระทั่ง ป.ป.ช.ยังเตรียมเรียกมาให้ปากคำกรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สิน รายการพระเครื่องราคาแพงเว่อร์เกินจริง ตั้งแท่นจับผิดการยื่นบัญชีทรัพย์สินอีกทาง

คิวจองกฐินหัวหน้าทีมฝ่ายค้านอิสระมากันทั่วสารทิศ จนหัวหมุนไม่รู้จะเคลียร์เรื่องไหนก่อนดี

อีกคนที่วุ่นหัวหมุนไม่แพ้กันคือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

ในช็อตที่ต้องเร่งระดมสมองกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงต่างประเทศ หาทางออกกรณี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สั่งตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทย 573 รายการ มูลค่าร่วม 40,000 ล้านบาท

อ้างเหตุประเทศไทยไม่สามารถยกระดับสิทธิแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

เขย่าขวัญสร้างความแตกตื่นแก่นักธุรกิจ สินค้าไทยส่งออกเตรียมกระอักเลือดถ้วนหน้า

แต่เรื่องของเรื่อง ถ้าอ่านเกมของพญาอินทรีแล้ว มันก็แค่การเดินเกมต่อรองทางการค้า อาศัยเงื่อนไขจีเอสพีมาบีบประเทศไทย

ไม่ให้ถ่ายน้ำหนักทางการค้าไปอยู่ฝั่งพญามังกรจีนมากจนเกินไป

ในภาวะเศรษฐกิจโลกฟุบ ยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาก็ต้องหาช่องลดการเสียเปรียบดุลการค้า

ที่สำคัญคิวนี้ ถึงยังไงก็ต้องจบลงที่โต๊ะเจรจา เพราะเส้นตายการตัดจีเอสพีไทยจะเกิดขึ้นใน 6 เดือนข้างหน้า ไม่ได้ตัดสิทธิกันทันทีทันใด

อย่างที่ นายไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาราชการเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย บอกชัดเจน การตัดจีเอสพีไทยยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย ยังพิจารณาทบทวนได้อีก

มหาอำนาจโลกเองก็แบไพ่พร้อมเจรจากับไทย อย่างน้อยในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพในห้วงนี้ “ลุงตู่” คงได้เคลียร์ใจกับตัวแทนสหรัฐฯในระดับหนึ่ง

นั่นก็เป็นสถานการณ์ในอนาคตที่ “บิ๊กตู่” ยังมีเวลาต่อรองอีกพักใหญ่

แต่ช็อตเฉพาะหน้าที่ต้องเตรียมรับมือกันให้ดีๆคือการเปิดประชุมสภาฯสมัยสามัญครั้งที่ 2 ที่จะเริ่มประชุมอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย.เป็นต้นไป

นำร่องกันด้วยคิวการตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560

ได้เวลาออกสตาร์ตการศึกษาแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ประเดิมความร้อนแรงในเดือน พ.ย.ในบรรยากาศที่ค่ายการเมืองต่างๆได้โอกาสผสมโรงเร้าอารมณ์กองเชียร์กันเต็มที่

และที่เป็นไฮไลต์ดุเดือดคือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามที่ฝ่ายค้านกำหนดโปรแกรมจองกฐินไว้ในช่วงกลางเดือน ธ.ค.นี้

ลับมีดรอจับรัฐมนตรีขึ้นเขียงซักฟอกอาทิ “บิ๊กตู่”–“บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ตามโพยที่ออกมา

ดูตามรูปการณ์ ฝ่ายค้านเองก็ยังไม่มีหมัดเด็ดจะทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้ หัวข้อที่จะอภิปรายคงไม่แคล้วข้อสอบเดิมๆเรื่องโจทย์เศรษฐกิจ ที่มารัฐบาลไม่ชอบ การแถลงนโยบายรัฐบาลโดยไม่แจ้งแหล่งที่มารายได้ ที่ชาวบ้านฟังมาจนเลี่ยน

แต่ในสถานะที่เป็นบิ๊กแมตซ์ ล็อกเป้าไว้ที่ระดับหัวแถวของรัฐบาล ยังไงก็เติมความคุกรุ่นให้สถานการณ์การเมืองได้ เพราะหากผิดพลาดขึ้นมาก็มีผลต่อสถานะความอยู่รอดของรัฐบาล

หรือคดีถือครองหุ้นสื่อของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่จะเดินทางมาถึงตอนจบในวันที่ 20 พ.ย.นี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดออกมาอย่างไร

ยิ่งถ้าผลออกมาทางลบ ต้องจับตาดูปฏิกิริยากองเชียร์ค่ายสีส้มจะเคลื่อนไหวรูปแบบใด

ด่านอันตรายรออยู่เพียบ แนวโน้มได้ตะลุมบอนกันฝุ่นตลบ

การเมืองย่างเข้าห้วงคุกรุ่น เป็นอะไร “บิ๊กตู่” ต้องควบคุมให้อยู่หมัดในห้วงที่อุณหภูมิไต่ระดับร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ.

ทีมข่าวการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์การเมืองทีมข่าวการเมืองชวน หลีกภัยมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์รัฐสภาประยุทธ์ จันทร์โอชากระทรวงพาณิชย์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้