ข่าว
100 year

สกู๊ปหน้า1 : ศึกวัดใจเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคใหญ่ลงสู้กันยิบตา

ไทยรัฐฉบับพิมพ์30 ต.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่คาดกันน่าจะเกิดขึ้นในต้นปี 2563 นี้ พรรคการเมืองระดับชาติต่างหันมาขยายฐานด้วยการส่งตัวแทนลงการเมืองท้องถิ่นครั้งนี้ หวังตรึงคะแนนเสียง วัดความนิยมกันเพิ่มขึ้น ที่นับเป็น “พลวัตทางการเมือง” ครั้งใหม่

หลังเว้นว่างห่างหายมานาน ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวคึกคักยิ่งขึ้น มีการชิงชัยกันอย่าง “ดุเด็ดเผ็ดมัน” โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ “หัวเมืองหลัก” กลายเป็นพื้นที่ที่พรรคการเมือง “หวังยึดไว้เป็นฐานคะแนนเสียง” ให้เป็นฐานความมั่นคงทางการเมืองในอนาคต...

ที่ต้องวัดกันด้วย นโยบายใด...โดนใจ ยั่งยืน แก้ปัญหาอย่างจริงจัง สร้างความเข้มแข็งการมีส่วนร่วมให้กับประชาชน พรรคการเมืองนั้นย่อมได้รับความสนใจ อาจมีคะแนนเสียงมากขึ้นก็ได้

มุมมองพรรคใหญ่สนใจการเมืองท้องถิ่นนี้ รศ.ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการสื่อสารทางการเมืองและการปกครองท้องถิ่น ม.สุโขทัยธรรมาธิราช บอกว่าพรรคการเมืองมีการว่างเว้นการเลือกตั้งมานาน ทำให้ความนิยมแต่ละพรรคไม่คงที่ เพราะข้อจำกัดการทำกิจกรรมทางการเมือง ในช่วงยึดอำนาจ คสช. ...

เมื่อเกิดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ขึ้นมา ทำให้พรรคการเมืองมองเห็นตัวเลขคะแนนเสียง สะท้อนความนิยมพรรคตนเองส่งผลให้ต้องนำข้อมูลคะแนนเสียงนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางการเดินของพรรคการเมือง เพราะคะแนนการเลือกตั้งระดับชาติได้มาจากประชาชนทั้งสิ้น มีผลต่อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วย

หากประชาชนให้ความนิยมพรรคการเมืองในสนามการเมืองท้องถิ่นทำให้พรรคใหม่เกิดมีฐานคะแนนเพิ่มมาก และกระตุ้นให้กับพรรคเดิม ในการรักษาฐานคะแนน ให้คงความนิยมในพื้นที่อยู่เช่นเดิม

สิ่งสำคัญ...ด้วยความไม่มั่นคงของรัฐบาลที่มีเสียงก้ำกึ่ง ที่เรียกกันว่า “ปริ่มน้ำ” อาจจะมีการ “ยุบสภา” หรือ “รัฐบาลแพ้โหวต” เกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ หรือเกิดการแย่งชิงอำนาจในมุ้งของพรรคการเมืองเอง กลายเป็นเรื่องสะเทือนต่อเสถียรภาพขึ้นได้ เพราะข้อตกลงที่มีก่อนจัดตั้งรัฐบาลระหว่างกันยังไม่ได้ปฏิบัติ...

มีผลให้พรรคการเมืองต่างๆมีความรู้สึกไม่แน่ใจถึงสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้ต้องเตรียมความพร้อม ผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่นในการสร้างความเติบโตฐานคะแนนเสียงของพรรค ให้มีความชัดเจนในการทำงานการเมืองที่มีความสัมพันธ์กัน ทั้งการเมืองระดับชาติ และการเมืองท้องถิ่น

เพราะผู้สมัครมีโอกาสได้รับตำแหน่งนายกเทศบาลนคร เข้าสู่ระดับบริหาร หรือการพัฒนากระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ที่มีลักษณะไม่น้อยหน้าไปกว่าการบริหารกระทรวงด้วยซ้ำ หากผลงานเข้าตาย่อมได้รับการยอมรับจากประชาชน กลายเป็นฐานคะแนนเสียงสู่การเมืองระดับชาติ

ทว่า...ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์พรรคการเมืองมักส่งผู้สมัครของพรรค หรือคนสนิทของ ส.ส.ในพื้นที่ ลงสมัครผู้บริหารท้องถิ่น ในนามทีมการเมืองท้องถิ่น เป็นที่รู้กันว่าพรรคหรือ ส.ส.คนใดสนับสนุนกันบ้าง บางครั้งในพื้นที่อาจขัดแย้งกันเองในพรรค หรือ ส.ส.พรรคเดียวกัน เพราะแต่ละคนสนับสนุนผู้สมัครของตนลงแข่งกัน

ในหลายพื้นที่ พรรค ส.ส.ของพรรค ขาดความเป็นเอกภาพ ในพรรคเดียวกันในพื้นที่ระดับจังหวัด กลับแบ่งกันออกเป็น 2-3 กลุ่ม ทำให้ผู้บริหารพรรค ต้องคิดลดความขัดแย้งนี้ และสร้างความเป็นปึกแผ่น หันมาใช้แนวคิดสนับสนุนส่งผู้สมัครลงในนามพรรคการเมืองแทน

“สิ่งที่มองเห็นจากการเลือกตั้งทั่วไป มีผู้สนับสนุนกว้างขวางกระจายทั่วประเทศ ทำให้พรรคการเมืองไทยมุ่งมายังการเลือกตั้งท้องถิ่น คือ พื้นที่ยุทธศาสตร์ หวังคะแนนความนิยมของพรรค ที่จะส่งต่อไปยังการเลือกตั้งระดับชาติ เพื่อขยายฐานความนิยม ขยายฐานคะแนนเสียง ผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่นนี้” รศ.ดร.วิทยาธร ว่า

ทำให้มีแนวโน้มส่งผู้สมัครลงในนามของพรรคมากขึ้น อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ประกาศตัวชัดเจนในการวางตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ มีทีมผู้สนใจลงสมัครการเลือกตั้งท้องถิ่น 77 ทีม จาก 44 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว

คำประกาศนี้...อาจเป็นการขย่มข่มขวัญคู่ต่อสู้ และสร้างพลังใจ...พลังเสียงสนับสนุนที่เป็นทุนเดิมได้มาก ในการกดดันพรรคการเมืองอื่น ที่ต้องเร่งรีบเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่กำลังดำเนินไปอย่างช้าๆ ยึดมั่น ช้าอาจได้พร้าเล่มงาม แต่ยุคนี้ประมาทไม่ได้ อาจกลายเป็น “ช้าอาจเสียทั้งพร้า และด้าม” ก็ได้

แต่ไม่ใช่ว่า...พรรคการเมืองใหญ่ไม่เคลื่อนไหวใดๆเลย แต่ดำเนินการกันภายในพรรค...เลยยังไม่มีประกาศความชัดเจน ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีแผนปักธงชัดว่า ส่งผู้สมัครลงในสนามท้องถิ่น มีจังหวัดต้นแบบ คือ จ.นนทบุรี จ.บึงกาฬ และ จ.สมุทรสาคร

ย้อนอดีต...การเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมืองมักสนับสนุนส่งคนของพรรค แต่ให้ลงสมัครในนามทีมท้องถิ่น ที่ยังไม่ต้องลงสมัครในนามพรรคการเมือง ในยุคใหม่...หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป ปี 2562 ที่อัดอั้นการเลือกตั้งมานาน

การเมืองระบบพรรคขยายแนวคิดสร้างเครือข่ายผู้สนับสนุนด้วยเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ที่มีความรวดเร็วและเข้าถึงในหลายช่องทาง มีผลให้พรรคการเมือง หันมาสนใจในการสร้างฐานความนิยมในการเมืองท้องถิ่น ที่ต้องส่งคนของพรรคลงสมัครผู้บริหารท้องถิ่น

ในสนามจำลองการต่อสู้ระดับประเทศ...อยู่ในสนามต่อสู้ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หากดูถึง...พื้นที่น่าจับตา พรรคการเมืองใหญ่ต่างสนใจส่งผู้สมัครลงสนามการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาลนคร ต้องมีการชิงชัยกันดุเดือดเผ็ดมันกว่าทุกครั้ง

ในภาคเหนือ...ลำปาง เชียงใหม่ พะเยา เชียงราย น่าน พิษณุโลก ภาคอีสาน...นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม อุบลราชธานี มหาสารคาม มุกดาหาร สกลนคร ฐานเดิมคงเป็นพรรคเพื่อไทย ครองคะแนนเสียงหลักภาคกลาง...เมืองพัทยา ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ตำแหน่งเดิมยังคงผสมผสานกันหลายพรรค

ถ้าเป็นในพื้นที่ กรุงเทพฯ ฐานเดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์ ถูกเว้นวรรคมาเป็นเวลายาวนาน แต่การเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา ฐานคะแนนเสียงกลับไม่ตรงตามเป้า ส่วนภาคใต้...สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล กระบี่ ส่วนใหญ่เป็นฐานพรรคประชาธิปัตย์

พื้นที่นี้คือหัวเมืองหลัก “ยุทธศาสตร์สำคัญ” ในการส่งเสริมการพัฒนาเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และ ยังมีเรื่องฐานการกระจายอำนาจ สามารถปรับนโยบายต่างๆให้สอดคล้องรับกับนโยบายระดับชาติ

แม้การเลือก ส.ส.ไม่ชนะทั้งประเทศ แต่ต้องมีฐานอยู่ทั่วทุกภูมิภาคทั้งประเทศ

สิ่งที่น่าจับตา...โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา จ.ชลบุรี พรรคการเมืองต่างจัด “ทัพขุนศึกตัวเต็ง” ลงแข่งขันชิงเก้าอี้นี้ ในยุคแบ่ง “พรรคการเมืองสองขั้ว” ต้องงัดกลยุทธ์ด้วยการส่ง “เบอร์ตัวประกอบ” ประกบ “เบอร์ตัวพระเอก” ที่เป็นการตัดแย่งชิงคะแนนฝ่ายตรงข้าม

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องชี้ขาดว่า “ชนะ” หรือ “แพ้” หากแต่เป็นเรื่องความไม่ชัดเจน หรือความซับซ้อน ไม่มีแผนกลยุทธ์ในการกำหนดผู้สมัครพรรคการเมือง จะเป็นสนิมกัดกร่อนความนิยมพรรค เพราะประชาชนพิจารณาจากรูปแบบการบริหารจัดการพรรคการเมือง นโยบายที่มีกระบวนการดีกว่า...รวดเร็วกว่า ตอบสนองการทำงานยุคใหม่

พลวัตทางการเมืองครั้งนี้ที่ประชาชนได้เรียนรู้การเมือง และพรรค การเมืองเกิดการเรียนรู้ในกรอบการทำงาน ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน ให้เกิดนวัตกรรมเชิงแนวคิดการพัฒนาท้องถิ่น เชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศผ่านการออกแบบนโยบายการพัฒนาท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรมยั่งยืน

ไม่มีสูตรใด...ใครเคยชนะ...จะชนะเสมอไป แต่ต้องสู้กันด้วยความเก่ง ความสามารถ ผลงานพัฒนาท้องถิ่น...ที่ใช้ชื่อเสียงพรรค ขั้วไหนลงชิงชัยการเมืองท้องถิ่นแล้วได้ความนิยมตลอดไป.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งท้องถิ่นการเมืองท้องถิ่นพรรคการเมืองฐานเสียงฐานคะแนนสกู๊ปหน้า1เลือกตั้ง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้