ข่าว
100 year

กระทรวงเกษตรแจ้ง อสก.แล้ว ต้องแบน 3 สารเคมีพิษร้าย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์17 ต.ค. 2562 05:30 น.
SHARE

ให้มีผล 1 ธ.ค. 62 วอร์รูม สธ.ลุยต่อชี้ก่อโรครุนแรง ‘กลุ่มเกษตรกร’ ยังมุ่งมั่นที่จะใช้

“เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงนามหนังสือแจ้งมติคณะทำงาน 4 ฝ่าย แบน 3 สารเคมีด้านพืช ให้ “สุริยะ” ส่งไม้ต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยันกระทรวงเกษตรฯต้องปฏิบัติตามกฎหมายป้องกันข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่และพร้อมรับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากทุกฝ่าย ด้านกระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าให้ข้อมูลประชาชนและคณะกรรมการวัตถุอันตรายรู้เท่าทันพิษ 3 สารเคมี ระบุมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ ก่อมะเร็ง อัลไซเมอร์ และเด็กสมาธิสั้น สารเคมีตกค้างได้ถึงในรกเด็ก ส่วนกลุ่มสนับสนุนการใช้สารวอนพิจารณาทบทวนการยกเลิกมติแบน

ศึกแบนสารเคมีด้านการเกษตรกรรม 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต เข้มข้นดุเดือดและท่าทางเป็นหนังเรื่องยาว เมื่อมีเกษตรกรหลายกลุ่มออกมาคัดค้านการแบน 3 สารเคมี สวนทางกับกลุ่มผู้สนับสนุนให้เลิกใช้

รมว.ลงนามหนังสือแจ้ง 4 ฝ่าย

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ได้ลงนามในหนังสือ แจ้งมติคณะทำงาน 4 ฝ่ายที่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้แบนสารเคมี 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต ปรับจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562 ให้กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายรับทราบ ผ่านไปทางนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 22 ต.ค. จะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมหรือไม่และจะมีมติอย่างไร กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะเป็นหน่วยปฏิบัติพร้อมทำตามมติ

ประกาศกระทรวง 5 ฉบับยังมีผล

นายเฉลิมชัยกล่าวอีกว่า ระหว่างคณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ได้ประชุมเพื่อมีมติใหม่ กระทรวงฯ ยังคงต้องปฏิบัติตามมติเดิม ในการจำกัดการใช้ โดยในวันที่ 20 ต.ค. ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ ประกอบด้วย ฉบับที่ 1 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการผลิต การนำเข้า การส่งออก การครอบครองวัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส พาราควอต สาระสำคัญคือผู้ขายต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดและต้องเข้าอบรมทุกๆ 3 ปี ต้องใช้วัตถุอันตรายดังกล่าวกับพืชและพื้นที่ตามที่แสดงหลักฐานการซื้อขาย ผู้ที่มีไว้ในครอบครองจะต้องจัดให้มีบุคลากรเฉพาะในการขายวัตถุอันตราย ต้องแยกออกจากวัตถุอันตรายอื่นๆ และมีป้ายแสดงข้อความว่า “วัตถุอันตรายที่จำกัดการใช้” อย่างชัดเจน

จำกัดการใช้แต่ละพื้นที่

ฉบับที่ 2 เรื่อง การจำกัดการใช้ การกำหนดฉลากและภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับไกลโฟเซต ที่ห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่สาธารณะในกรณีอยู่นอกพื้นที่ข้างต้น ให้ใช้เฉพาะเพื่อกำจัดวัชพืชในการปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ส่วนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าวัตถุอันตรายเกี่ยวกับไกลโฟเซต ต้องแสดงข้อความในฉลากว่าเป็นวัตถุอันตรายและระดับความเป็นพิษเพื่อประโยชน์ในการควบคุม ป้องกัน บรรเทา หรือระงับอันตรายที่จะเกิดแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม

ตั้ง พนง.ท้องถิ่นตรวจการใช้สาร

ฉบับที่ 3 กำหนดให้ใช้คลอร์ไพริฟอสในไม้ผลเฉพาะเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นเท่านั้น ฉบับที่ 4 เกี่ยวกับพาราควอต โดยห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่สาธารณะ รวมถึงมีข้อกำหนดการใช้อื่นๆ เช่นเดียวกับไกลโฟเซต ฉบับที่ 5 เรื่องแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้มีอำนาจตรวจสอบการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ภายในเขตท้องที่รับผิดชอบ ตามมาตรา 54 (1) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

ยันต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

“กระทรวงเกษตรฯ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายจำกัดการใช้ดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติใหม่อย่างไร พร้อมปฏิบัติตาม ระหว่างนี้ยินดีรับฟังข้อมูลรอบด้านจากทุกฝ่าย ในวันที่ 21 ต.ค. จะมีกลุ่มเกษตรกรที่คัดค้านการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดเข้าพบ” นายเฉลิมชัยกล่าวตอนท้าย

ก.สาธารณสุขเปิดวอร์รูม

อีกด้านวันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมวอร์รูมรณรงค์และขับเคลื่อนเพื่อยุติการใช้สารเคมีทางการเกษตร ที่มีอันตรายต่อสุขภาพ โดยมี นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุม มี นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และผู้แทนกรม กองในสังกัดที่ดูแลเรื่องผลกระทบกับสุขภาพ เข้าร่วมประชุม ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

เร่งส่งข้อมูลให้ คกก.วัตถุอันตราย

นพ.ม.ล.สมชาย แถลงหลังประชุมว่า นับจากนี้ไปจนถึงวันที่ 22 ต.ค.ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรม การวัตถุอันตราย กระทรวงจะเร่งให้ข้อมูลผลกระทบจากสารเคมี 3 ตัว ที่มีต่อสุขภาพประชาชน สิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจะส่งข้อมูลนี้ให้กับคณะกรรมการชุดดังกล่าวทุกคนก่อนการประชุมให้เปิดอ่าน เพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจน กระทรวงยืนยันว่าไม่เอาสารนี้อยู่แล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่ากว่า 50 ประเทศ มีการแบนสารเคมี 3 ตัวนี้แล้ว แม้กระทั่งประเทศผู้ผลิตเองก็ไม่มีการใช้ แต่ทำไมประเทศไทยถึงจะแบนไม่ได้

ชี้สารเคมีปนเปื้อนในอาหารก่อโรค

ขณะที่ นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า ข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข เป็นผลการศึกษาวิจัยร่วมกับต่างประเทศ ตรงกับทั่วโลก แน่ชัดว่า ผลกระทบจากสารเคมีทั้ง 3 ตัว ปะปนอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกิดโรคต่างๆ ทั้งภูมิคุ้มกันต่ำ มะเร็ง โรคทางสมองที่รักษาไม่หายขาด ระบบทางเดินหายใจ โดยพาราควอต อันตรายอันดับ 1 รองลงมาไกลโฟเซต แม้รับแค่ 200 มิลลิลิตร ก็ทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์แบบเฉียบพลัน ส่วนคลอร์ไพรีฟอส ทำให้หายใจติดขัด ระบบอื่นในร่างกายผิดปกติ ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบในรกเด็ก น้ำครํ่า ขี้เทา พบว่ามีสารเคมี 3 สารนี้ตกค้าง ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาล่าช้า สมาธิสั้น เป็นต้น ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำเป็นการปกป้องเกษตรกร แม้จะมีบางกลุ่มโจมตีว่า ที่เสียชีวิตเพราะใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือเอาไปใช้ฆ่าตัวตาย แต่ทางการแพทย์รับไม่ได้ ทั้งยังมีข้อมูลว่าร้อยละ 40 ที่เสียชีวิตจากการได้รับสารเคมีโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลกระทรวง ตั้งแต่ ต.ค. 2561-ก.ค. 2562 มีคนเสียชีวิตจากสารเคมีทุกประเภทกว่า 280 ชนิด รวมสารเคมี 3 ตัวนี้ด้วย รวม 406 คน ป่วยเข้า รพ.มากกว่า 15,000 คน

ห้องแล็บกรมวิทย์มีมาตรฐานชัวร์

นพ.ธีระวัฒน์กล่าวอีกว่า ส่วนกลุ่มคนที่สนับสนุนการใช้สารเคมี ระบุว่าไม่เชื่อข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่ากระทรวง เป็นหน่วยงานหลักระดับประเทศที่ดูแลเรื่องสุขภาพประชาชน ห้องแล็บของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็มีมาตรฐานตรวจสอบสารเคมีได้ 500-600 ชนิด ที่กระทรวงยอมรับผลการตรวจสอบการปนเปื้อนสารเคมีในผักผลไม้ของไทยแพน เพราะมีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลจริง บุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ อธิบดีกรมควบคุมโรคต่างรับทราบ ไทยแพนเองได้ส่งตรวจที่ห้องแล็บที่ประเทศอังกฤษ ที่มีมาตรฐาน ขอถามกลับไปยังคนที่สนับสนุน และระบุว่า มีการตรวจสอบจากแล็บในพื้นที่ที่ได้รับการรับรองจากกรมวิทย์ฯ แต่ให้ผลแตกต่างกับข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขนั้น เรื่องนี้กรมวิทย์ฯก็น่าจะลงไปตรวจสอบด้วยว่าเป็นแล็บที่ทางกรมฯรับรองจริงหรือไม่

จ่อฟ้องคนเอาโลโก้ไปใช้อ้างสนับสนุน

ทางด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการดำเนินคดีกับกลุ่มที่มีการแอบอ้างชื่อผู้บริหาร และนำโลโก้กระทรวงไปจัดงานที่ส่อไปในเชิงสนับสนุนการใช้สารเคมีว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวง ได้มีการรวบรวมข้อมูลหลักฐานและฟ้องร้องเอาผิดกับผู้ดำเนินการแล้ว ย้ำว่านโยบายของกระทรวงสาธารณสุขขณะนี้คือไม่เอาสารเคมีอันตราย

กลุ่มสนับสนุนใช้สารแถลงจวกอีกฝ่าย

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส นางวรณิกา นาควัชระ บีดิงเฮาส์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย นายเปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหะการเกษตร นายศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก นายไตรรัตน์ เปียถนอม ประธานเครือข่ายผู้ผลิตมะม่วงในการส่งออก จังหวัดเพชรบูรณ์ นายภมร ศรีประเสริฐ ตัวแทนผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย น.ส.สวาท โพธิ์ศรี และนางอิน เชื้อน้อย ตัวแทนเกษตรกรชาวข้าวโพด จังหวัดลพบุรี นายนิวัตน์ ตันวัฒนเสรี นายฝ้าย สุกะปัญญา นายฉลอง เข็มเงิน เกษตรกรชาวไร่อ้อย จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมกันแถลงถึงท่าทีและจุดยืนของภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรไทย ต่อมติการแบนสารเคมีทางการเกษตร

ยังจำเป็นต้องใช้–ไม่เห็นด้วยเลิกสาร

ทั้งนี้ ผู้ร่วมแถลงทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่า ยังมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีในภาคการเกษตร และไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก 3 สาร แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธีและรู้จักวิธีป้องกัน โดยเฉพาะพาราควอต มีประสิทธิภาพในการกำจัดหญ้ามากและได้ผลดี แต่คนไปเรียกว่าสารพิษ หากรัฐยกเลิกหรือแบน จะมีผลกระทบกับเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมันแน่นอน เพราะจะมีต้นทุนสูงขึ้นและไม่รู้จะใช้อะไรมาทดแทน

วอนทบทวนยกเลิกมติแบน

นางวรณิกากล่าวว่า จากประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร ผู้บริโภค ต่อการยกเลิก 3 สารเคมี คณะทำงานนำโดยกระทรวงเกษตรฯ มีมติยกเลิกและจะนำเข้าเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย เกษตรกรกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลัก ขอคัดค้านมติดังกล่าว พร้อมระบุการแต่งตั้งคณะทำงานฯ ขาดความชอบธรรม ไม่มีตัวแทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิก ไม่มีตัวแทนผู้นำเข้าอย่างครบถ้วน ต้องการให้ทบทวนมติยกเลิก โดยให้ใช้ข้อเท็จจริง ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ มากกว่าการใช้ข้อมูลบิดเบือนจากเอ็นจีโอ เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม อย่างมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม ยางพารา ข้าวโพด ยังมีความจำเป็นต้องใช้ และยังไม่มีสารใดที่มีคุณสมบัติกับราคาเทียบเท่ามาทดแทนพาราควอต

กังขา–พิจารณาความเสียหายหรือยัง

“การประกาศยกเลิกและห้ามครอบครองทันทีภายในวันที่ 1 ธ.ค.2562 คณะทำงานฯได้พิจารณาถึง ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นของเกษตรกร ที่ยังไม่มีสารใดมาทดแทนหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ระยะเวลาในการจัดการสต๊อกสินค้า หากคำนวณงบประมาณที่รัฐฯจะต้องใช้จ่าย ในการจัดการสินค้าคงค้างไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ได้คำนึงถึงตรงนี้หรือยัง เพราะสารดังกล่าวที่มีอยู่มากถึง 30,000-40,000 ตัน จะต้องมีค่าทำลายสารเหล่านี้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ค่าขนย้ายและดูแลรักษาที่ภาครัฐต้องเช่าโกดังเก็บสินค้าอีกกว่า 5,050 ล้านบาท ค่าชดเชยให้เกษตรกรประมาณ 3 เท่าของราคาสินค้า คาดว่าขณะนี้ในมือเกษตรกรมีอยู่ประมาณ 10,000 ตัน และถ้ารัฐต้องจ่าย 500 บาทต่อ 1 กิโลกรัม เท่ากับว่าจะต้องชดเชยถึง 500,000 บาท ต่อ 1 ตัน หากรัฐจะมีมติยกเลิกจริงควรต้องให้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี เช่นเดียวกับที่ประเทศอื่นทำ เพื่อให้สินค้าที่คงค้างอยู่หมดไป ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการทำลายสารเคมีที่ถูกประกาศยกเลิก” นางวรณิกากล่าว

ยันหากมีสารตกค้างคนไทยตายเกลี้ยง

ด้านนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เกษตรกรคือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการตัดสินใจในเรื่องนี้ ส่วนสารเคมีที่คาดว่าจะนำมาใช้ทดแทนพาราควอตและไกลโฟเซตนั้น เป็นวัตถุอันตรายประเภท 3 ที่มีราคาสูงกว่าถึง 6 เท่า ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพต้องใช้เพิ่มขึ้น 1.5-2 เท่า เท่ากับเกษตรกรมีต้นทุนเพิ่ม 12-14 เท่าตัว ดังนั้น ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 22 ต.ค. เป็นตัว ของตัวเอง จะตัดสินใจอะไรต้องมีวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ หากสารกำจัดวัชพืชมีสารตกค้างคนไทยตายหมดแล้ว เรื่องนี้กรมวิชาการต้องตอบสังคมได้

ข้องใจทำไมแบนสารกำจัดวัชพืช

“ผมเป็นเกษตรกรกลุ่มแรกที่ออกมา เพราะเกษตรกรถ้าไม่เดือดร้อนไม่ออกมาต่อต้านรัฐบาลหรอก วันนี้ความอยุติธรรมในสังคมเกิดขึ้น มีการตั้งธงแบนสารอย่างเดียว ไม่มีเหตุผล ขอถามว่าทำไมมาแบนสารกำจัดวัชพืช ทำไมไม่แบนสารกำจัดแมลงศัตรูพืชที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ มาว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายใครไม่แบนแสดงว่าไปรับอะไรใครมา พูดได้ยังไง กรรมการแต่ละคนเป็นผู้มีคุณวุฒิ มีความซื่อสัตย์สุจริต ได้รับเกียรติอันใหญ่หลวงว่าประเทศจะเดินทางไปไหน ต่างจาก รมช.เกษตรฯ เพิ่งมาเป็นแค่ 3 เดือน ถ้าแบน 3 สารพืชอุตสาหกรรม 3 ตัว ล้มทั้งกระดานแน่นอน” นายมนัสกล่าว

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สารพิษสารเคมีแบนสารพิษกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรกระทรวงสาธารณสุขข่าวหน้า1ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้