การประชุม คณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้าเกษตรกร และผู้บริโภค ต่อการยกเลิก สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ที่มี มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เป็นประธาน มีมติ 9 ต่อ 0 ให้ยกเลิก สารเคมีวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด และให้พิจารณาเป็นสารอันตรายจากบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็น บัญชีประเภทที่ 4 คือ เป็นสารเคมีที่ แบนห้ามนำเข้า ต่างจากประเภท 3 ไม่ได้ห้ามนำเข้าแต่ต้องขออนุญาตนำเข้า
มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562 เป็นต้นไป
ส่วนจะมีผลตามประกาศคือ ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต โดยหลังจากนี้จะนำมติที่กรรมการทุกคนลงนามรับรองผลการประชุม เสนอไปที่นายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นจะเสนอต่อ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะต้องมีการประชุมให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 ธ.ค.ที่จะถึงนี้
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่ต้องตั้งข้อสังเกตดังต่อไปนี้ก็คือ สารเคมีอันตราย ที่มีการนำเข้ามาแล้วหรือวางจำหน่ายในท้องตลาดขณะนี้จะจัดการอย่างไร และจะใช้สารเคมีประเภทที่ไม่มีสารตกค้างอันตรายหรือตกค้างน้อยที่สุด ไม่เกิดผลกระทบกับชาวบ้านชนิดไหนมาทดแทน
เท่าที่มีข้อมูลจากเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ มีการขึ้นทะเบียนคำขอนำสารเคมีอันตรายเข้่ามาใช้ในการเกษตรมากกว่า 4,000 คำขอ และคาดว่าจะมีสารเคมีอันตรายที่นำเข้าประเทศประมาณปีละ 100 ล้านกิโลกรัม
แสดงว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมีการใช้สารเคมีอันตรายโดยไม่มีการควบคุมเป็นจำนวนมาก
...
นอกจากนี้ ในระหว่างที่รอการดำเนินการ แบน สารเคมีอันตรายดังกล่าว จะจัดการอย่างไรกับคำขอการนำเข้าสารเคมีที่ค้างอยู่ เพราะไม่ได้มีการ แบนในทันที ตามที่มีการตั้งข้อสังเกต จึงอาจเป็นช่องว่างในการนำเข้าสารเคมีอันตรายและเป็นช่องทางในการหาผลประโยชน์หรือไม่
ที่ต้องโฟกัส คือ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีคณะกรรมการประกอบด้วยข้าราชการระดับสูงของกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า คณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็น 4 ฝ่ายในการ ยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตราย มีเพียง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เพียงเสียงเดียวที่อยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย
เบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องในอดีต มีการแสวงหาผลประโยชน์จากการตายผ่อนส่งของชาวบ้าน โดยเฉพาะเกษตรกรตั้งแต่ระดับกระทรวงจนถึงบริษัทเอกชน ทำมาหากินกันมานานโดยไม่ได้มีการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในสุขภาพของชาวบ้าน โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯที่อยู่ใกล้ชิดให้คุณให้โทษกับเกษตรกรมากที่สุด
กลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ฉิบ.
หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th