ข่าว
100 year

สรุป 6 บทเรียน 6 ตุลา "หมอเลี้ยบ" ยํ้าไม่เคยลืม ทําตามฝัน-อยู่อย่างมีสติ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์7 ต.ค. 2562 05:20 น.
SHARE

มธ.จัดรำลึก “43 ปี 6 ตุลาฯ” 3 พรรคการเมืองส่งผู้แทนร่วมอาลัย ด้าน “หมอเลี้ยบ” สรุปบทเรียน 6 ประการยังจำไม่ลืม เชื่อบ้านเมืองจะไม่กลับไปสู่ความรุนแรงซํ้ารอยอดีต แม้วันนี้อาจไม่ได้ดั่งใจแต่สักวันจะคลี่คลายไปสู่การเมืองคุณภาพ ขอให้สู้ต่ออย่าท้อ ย้ำรัฐประหารไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่นายกฯต้องฟังเสียงและความทุกข์ยากประชาชน

ที่สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หน้าหอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กทม. เมื่อวันที่ 6 ต.ค.มีการจัดงานครบรอบ 43 ปี 6 ตุลาคม 2519 ตั้งแต่ ช่วงเช้าเริ่มด้วยการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป จากนั้น รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ.เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ก่อนจุดเทียนบนประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519 และร่วมกันยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยและคารวะต่อผู้เสียชีวิต จากนั้นตัวแทนองค์กรต่างๆ ร่วมวางพวงมาลาไว้อาลัย อาทิ ม.ธรรมศาสตร์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ คณะกรรมการญาติวีรชน 6 ตุลา ญาติวีรชน เครือข่ายเดือนตุลา และผู้แทนพรรคการเมือง 3 พรรค ประกอบด้วย นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ พรรคเพื่อไทย น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคอนาคตใหม่ และ น.ส.เยาวภา บุรพลชัย เป็นตัวแทนพรรคชาติพัฒนา ท่ามกลางประชาชนร่วมงานประมาณ 150 คน โดยสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการมอบรางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย” เป็นครั้งแรก ให้แก่ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” นักเคลื่อน ไหวด้านการเมือง อดีตนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์

รศ.เกศินีกล่าวว่า แม้เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 จะผ่านมา 43 ปี แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นยังส่งผล กระทบต่อสังคมไทยหลายระดับ ธรรมศาสตร์ตระหนัก ถึงความสำคัญและยอมรับความจริงในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งนำไปสู่การสรุปบทเรียนเพื่อไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีกในอนาคต พร้อมทั้งร่วมกันจุดแสงสว่างให้สังคมไทย บทบาทของธรรมศาสตร์คือการประสิทธิ์ประสาทปัญญาชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้นำทางสังคมและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข การสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยจึงเป็นหนึ่งในภารกิจ เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญในการยอมรับความจริงของประวัติศาสตร์ โดยสภา ม.ธรรมศาสตร์ได้อนุมัติจัดสร้างชิ้นงานประติมานุสรณ์ 6 ตุลา เมื่อปี 2541 ก่อนสร้างเสร็จปี 2543 เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถานของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่สะท้อนความทรงจำ 6 ตุลา ซึ่งแทรกอยู่ในพื้นที่ทุกตารางนิ้ว

ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี หรือหมอเลี้ยบ อดีต รมว.คลัง ในฐานะอดีตผู้นำนักศึกษาหลัง 6 ตุลา 19 กล่าวปาฐกถารำลึกเหตุการณ์ 6 ต.ค.19 ว่า คืนวันที่ 5 ต.ค. ได้ออกจากลานสนามหญ้าในธรรมศาสตร์เพราะติดภารกิจ ตอนนั้นบรรยากาศเริ่มคุกรุ่น แต่ไม่คิดว่าจะเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ ด้วยความอ่อนเยาว์จึงคิดไม่ถึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 10 ชั่วโมงข้างหน้า หลังเสร็จสิ้นภารกิจได้รีบนั่ง รถเมล์กลับมาสนามหลวง เห็นคนนับร้อยมุงกันริมสนามหลวง ตรงข้าม ม.ธรรมศาสตร์ มีกลิ่นไหม้ของยางรถยนต์ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ต้องเบือนหน้าหนีเพราะมีร่าง 2-3 คน อยู่ที่กองยางรถยนต์ มองไปไกลอีกหน่อยพบร่างคนถูกแขวนไว้ที่ต้นมะขาม จึงรีบถอยออกมา เวลา 15 นาทีในสนามหลวงวันนั้น เป็นห้วงเวลาที่เด็กหนุ่มอายุ 19 จำได้ไม่เคยลืม ภาพที่จำฝังลึกจนสุดใจ ทำให้เปลี่ยนวิธีมองโลกไปตลอดกาล 43 ปีอาจยาวนานสำหรับบางคน แต่สำหรับพวกเรารู้สึกเหมือนผ่านไปเมื่อวานนี้เอง เราเสียใจที่วีรชน 6 ตุลา เพื่อนของเราต้องจากไปก่อนเวลาอันควร ขอคารวะในความกล้าหาญและความเสียสละ

“ผ่านมา 43 ปี ผมได้สรุปบทเรียน 6 ประการ คือ 1.ไม่มีใครอยากตาย แต่มีบางคนพร้อมเผชิญหน้ากับความตายเพื่อแลกกับอุดมการณ์ที่ใฝ่ฝัน 2.จงมีความสุขที่ได้ทำตามความฝัน 3.ฝันให้ยิ่งใหญ่ แต่เดินไปทีละก้าว ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุข ทำตามฝันเรื่อยๆ ไม่หยุด เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ลุกขึ้นใหม่ 4.นักวิชาการเคยบอกว่าประวัติศาสตร์สิ้นสุดแล้ว มาวันนี้นักวิชาการบางคนบอกว่าประชาธิปไตยตายแล้ว เสรีนิยมล้มเหลว โลกกำลังเปลี่ยนแกนไปทางอำนาจนิยม ไม่ว่าความพลิกผันจะมากแค่ไหน แต่ฝันของผมยังง่ายเหมือนเดิมคือขอให้เพื่อนร่วมสังคมอยู่ดีกินดี เลือกผู้บริหารประเทศด้วยตัวเอง เปิดใจกว้าง รับความรู้และทฤษฎีใหม่ๆ 5.สรรพสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง และ 6.พรุ่งนี้หรือชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมาถึงก่อน วันนี้เราจึงควรอยู่อย่างมีสติ เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต” นพ.สุรพงษ์กล่าว

นพ.สุรพงษ์กล่าวหลังปาฐกถาด้วยว่า เชื่อว่าบ้านเมืองวันนี้ไม่รุนแรงเหมือนในอดีต เหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้สักวันจะคลี่คลายไปเอง การเมืองในระบบรัฐสภาเป็นเรื่องธรรมดาที่มีการแข่งขันสร้างความนิยมจนเกิดความขัดแย้ง แม้จะคิดต่างกันมีผลประโยชน์ต่างกัน แต่ทุกคนกำลังร่วมกันหาทางออก ปัญหาวันนี้น้อยกว่าเมื่อ 43 ปี ที่ผ่านมา อย่ากลัวว่าบ้านเมืองจะไปต่อไม่ไหวแล้วทิ้งบ้านเมืองไปต่างประเทศ ถ้าตั้งใจจริงยังมีโอกาส วันหนึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจในเรื่องบ้านเมืองมากขึ้น มีการใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ ให้ความรู้ที่ถูกต้อง ปัญหาทุกวันนี้เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ออกแบบมาให้นักการเมืองไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ ประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดผู้นำประเทศด้วยตัวเอง ทั้งที่ในระบอบประชาธิปไตยผู้มีอำนาจ หรือนายกฯต้องฟังเสียงและความทุกข์ยากของประชาชน และการใช้ทางลัดด้วยการรัฐประหารที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง

วันเดียวกัน ที่หอประชุมศรีบูรพา หรือหอ ประชุมเล็ก ม.ธรรมศาสตร์ มีการเสวนาวิชาการ “จาก 6 ตุลา 2519 ถึงวิกฤติการเมืองร่วมสมัย : สู่ทศวรรษแห่งความสูญเปล่า เรายังคงฆ่ากัน” โดย น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความและหัวหน้าฝ่ายข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การเข้ามาของ คสช.ในช่วง 5 ปี มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก มีการใช้คดีความหยุดยั้งประชาชนไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง หลายคนชีวิตหักเหเพราะถูกกฎหมายปิดปาก หลายคดีศาลสั่งยกฟ้องแต่ก็ทำให้ผู้คนหมดแรงจากการต่อสู้กับคดีความ ส่วนหนึ่งต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ และมีอย่างน้อย 8 คนหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีสถิติระหว่าง 22 พ.ค.2557-30 เม.ย.2562 ประชาชน 929 คน ถูกเรียกรายงานตัวปรับทัศนคติ 572 คน ถูกข่มขู่คุกคาม 353 คน กิจกรรมถูกปิดกั้นและแทรกแซง 169 คน ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 144 คน ถูกดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2,408 คน ถูกดำเนินคดีในศาลทหาร และอีกกว่า 400 คน ถูกตั้งข้อหาชุมนุมทางการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

6 ตุลาคม 2519สุรพงษ์ สืบวงษ์ลีธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์รำลึก 6 ตุลาข่าวหน้า1

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้