เปิดประวัติ"ปิยะ อังกินันทน์"ผู้กว้างขวางแห่งเมืองเพชรบุรี จากพนักงานธนาคารออมสิน สู่ ทำเนียบเจ้าพ่อ อดีต ส.ส. 6 สมัย ชีวิตนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

วันที่ 25 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายปิยะ อังกินันทน์ อดีต ส.ส.6 สมัย ผู้กว้างขวางแห่งเมืองเพชรบุรี เสียชีวิตลงในวัย 86 ปี ด้วยโรคชรา ที่ รพ. โดยประวัตินายปิยะ เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เป็นบุตรชายของ นายผาด อังกินันทน์ และ นางบุญยวด อังกินันทน์ และเป็นพี่ชายของนายยุทธ อังกินันทน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง สมรสครั้งแรกกับ นางอุไร อังกินันทน์ มีบุตร-ธิดา รวม 3 คน 1. นายสุขสันต์ อังกินันทน์ 2. นางปานจิต ชิ้นศิริ 3. นายชัยยะ อังกินันทน์ และเมื่อนางอุไรถึงแก่กรรม นายปิยะ จึงได้สมรสครั้งที่สองกับ นางสุคัณธา อังกินันทน์ มีธิดา 1 คน คือ น.ส.ปิยะนาต อังกินันทน์

งานการเมือง นายปิยะ เคยเป็นพนักงานธนาคาร ที่ธนาคารออมสิน สาขาท่ายาง ต่อมา เข้าสู่วงการการเมือง ด้วยการเป็น สมาชิกสภาจังหวัด เมื่อ พ.ศ. 2500 ก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ใน พ.ศ. 2512 สังกัดพรรคสหประชาไทย แต่ได้รับเลือกตั้งในครั้งต่อมา (พ.ศ. 2518) และได้รับเลือกเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2539 รวม 6 สมัย

...

ปิยะ เคยร่วมก่อตั้งพรรคชาติประชาธิปไตย กับพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี พ.ศ. 2525 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 6 สมัย คือ 1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2518 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคชาติไทย

2. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2522 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคสยามประชาธิปไตย

3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2526 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคชาติประชาธิปไตย

4. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2531 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคชาติไทย

5. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป มีนาคม พ.ศ. 2535 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคชาติไทย

และ 6. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2539 จังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคกิจสังคม

ผู้กว้างขวางเมืองเพชรบุรีในวัย 85 ปีผ่านชีวิตมากอย่างโลดโผนจนได้ชื่อที่อยู่ในตำนานทำเนียบเจ้าพ่อของเมืองไทย “แป๋ง” ปิยะ อังกินันทน์ แบบฉบับนักเลงเมืองเพชรตัวจริง บรรเลงเพลงนักบู๊ตั้งแต่วัยเด็ก เกเรเปลี่ยนโรงเรียนเป็นว่าเล่น เริ่มต้นประถมวัดโพธาราม โรงเรียนสุวรรณประสิทธิ์ ออกไปอยู่โรงเรียนอรุณประดิษฐ์ ก่อนย้ายเรียนหัวหินวิทยา เทอมเดียวทะเลาะกับครูต้องลาออก กลับไปเรียนอรุณประดิษฐ์อีกครั้ง เสร็จสรรพย้ายเข้ากรุงไปอยู่อำนวยศิลป์ รุ่นสุดท้าย ที่ปากคลองตลาด รุ่นเดียวกับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สร้างวีรกรรมแทงกระเป๋ารถเมล์ที่ถีบเพื่อนร่วมสถาบันตกรถหัวฟาดพื้น กลายเป็นหัวโจกด้วยความเป็นคนเมืองเพชรฯ ไม่ยอมใคร

ต่อมา พ่อเรียกกลับจะให้ไปเรียนที่ราชบุรี โดยให้เงินมัดจำค่าเทอม 2 พันกว่าบาท ขึ้นรถไฟไปลำพังกับเพื่อนอีกคนดันเฉไฉไถลขึ้นรถไฟหนีไปหาดใหญ่ สงขลา อยู่กับน้าญาติทางแม่ เงินหมดกระเป๋า หันไปเดินสายชกมวย แม่ตามหาทั่วไม่รู้ลูกชายหายไปไหน จนพ่อจับได้ว่าอยู่กับน้า เลยโทรเลขไปหลอกว่า แม่ป่วยหนักกำลังจะตาย เท่านั้นแหละเจ้าตัวรีบตีตั๋วกลับเมืองเพชร และเรียนต่อโรงเรียนวัดคงคาราม จนจบมัธยม 6 มีโอกาสเข้ากรุงกลับมาเรียนต่ออีกครั้ง ที่สวนกุหลาบวิทยาลัย ไม่วายเล่นบทนักเลงคุมวินรถ บขส.ที่พ่อเป็นที่ปรึกษากฎหมายอยู่ “สมัยก่อนรถไม่กล้าวิ่งมาเพชรบุรี เพราะกลัวถูกปล้น ผมบอกว่า ถ้าไม่ไปจะเอาไม้ตี เดี๋ยวกูจะขับไปเอง เขายอม ผมก็พาไปนอนโรงแรมศิริเพชร ดูแลทุกอย่างจนตอนหลังเริ่มกล้ามาวิ่งมากขึ้น ในเมืองเพชรผมเบ่งกินฟรี นอนฟรีได้หมด แต่เอาเป็นว่าหมากับผม เขาไม่เอาผมละกัน เขาเกลียดผม นั่งหน้าวัดมหาธาตุ ใครผ่านมา ผมชกเขาก่อนเลย ไม่มีสาเหตุเลย แค่ว่ามึงมองหน้ากูทำไม ผมไม่กลัว ตำรวจจับ พ่อผมเป็นทนาย ตอนนั้นเกจริง อายุยังไม่ถึง 20 รู้จักกันทั้งเพชรบุรี”

พอปี 2499 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศกวาดล้างนักเลงครั้งใหญ่ พ่อของเขาสนิทสนมกันดี รู้สมญานามว่า “เสือผาด” วันหนึ่งจอมพลผ้าขาวม้าแดงเรียกไปทักว่า รู้จักเด็กหนุ่มนักเลงเมืองเพชรคนนี้ไหม มีรายงานมาจะให้ทหารลงมาหิ้วตัวแล้ว ปิยะรอดอาญาประกาศิตของผู้นำประเทศครั้งนั้นหวุดหวิด เมื่อผู้พ่อแก้ลำให้ไปบวชเพื่อบ่มนิสัยนักเลงอยู่วัดเกาะ สึกออกมาได้งานทำเป็นพนักงานธนาคารออมสิน อยู่แผนกบัญชี อาศัยรู้ทุกพื้นที่ในถิ่นแนะนำผู้บริหารให้ซื้อที่ดินสร้างสาขาของธนาคาร เรียกความเจริญเข้าชุมชนอยู่ประมาณ 5 ปี ก็ลาออก พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ที่สนิทสนมรู้จักกันดึงให้เป็นประธานรับเรื่องราวร้องเรียนต่างๆ ในจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ

หลังจากนั้นปี 2512 ตัดสินใจลงสมัครผู้แทนราษฎร แพ้ไปแบบกังขาแค่ 47 คะแนนอีก 4 ปี ต่อมา เกิดเหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาคม 2516 จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ต้องเดินออกนอกประเทศ ปิยะเดินทางตามไปส่ง พ.อ.ณรงค์ ทำให้ตัวเองถูกอยู่ในลิสต์บัญชีดำ โดนสันติบาลตามสะกดรอยตลอดเวลา

“ตอนนั้นคิดจะเอาเหมือนกัน ตำรวจผมไม่กลัวถึงขั้นล่อให้ออกนอกเมืองแล้วยิงด้วย ถ้าลุยมาก็ยิงหมด ไม่สนตายเป็นตาย สมัยนั้นไม่กลัวใคร เพราะผมคนเดียวที่ขนทรัพย์ไปให้ จอมพลประภาส จอมพลถนอม และ พ.อ.ณรงค์ ระหว่างลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ” วันหนึ่ง พล.อ.กฤษณ์ ศรีวรา ให้คนมาตามหา ผู้กว้างขวางเมืองเพชร ยอมรับว่า หวั่นใจอยู่เหมือนกัน กลัวถูกเก็บ ตัดสินใจเข้าไปบ้านที่สวนรื่น เจอหน้าครั้งแรก แกทักเลยว่า อ้าว.. ว่าไงมือปืนเมืองเพชร มาเมื่อไหร่ เราก็ใจไม่ดี แกเปิดลิ้นชักหยิบเอกสารมาร่ายยาวว่า วันนั้น วันนี้ เราไปไหนมาบ้างละเอียดยิบ “แกทิ้งถามว่า รับพี่ตุ๊ (จอมพลประภาส จารุเสถียร) มาหัวละ 2 ล้าน ยิงอา ยิงไอ้จวบ (พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร) ยิงไอ้แม้ว (พล.ต.อ.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์) ใช่ไหม ผมก็บอกว่าไม่คิดเลย เพียงแต่คิดยังไม่เลยแล้วจะยิงได้ไง คุณอาก็เหมือนพ่อผม ผมไม่ได้ไปรับจ้างอะไร แกพูดออกมาว่า รู้ว่าผมไปเพราะความซื่อสัตย์ ลงจากเครื่องบิน แล้วแกก็เขกหัวป๊อก”

ปิยะ เล่าอีกว่า เคลียร์ใจ พล.อ.กฤษณ์ แล้ว แกสั่งให้ไปหา วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ รอเป็นชั่วโมงกว่าจะได้พบ ผู้ช่วยวิฑูรย์ ถามถึงการไปหา พ.อ.ณรงค์ เราก็บอกว่า พ.อ.ณรงค์ ฝากขอบคุณมา ทั้งที่เราไม่รู้เลยว่า ก่อนหน้านั้น ผู้ช่วยวิฑูรย์เป็นคนเอาปืนจี้ พ.อ.ณรงค์ ให้ออกนอกประเทศ เรียบร้อยแล้วก็ขอให้ผู้ช่วยวิฑูรย์ สั่งหยุดตำรวจตามเสียที แกรับปาก แต่เราต้องไปบ้าน พล.อ.กฤษณ์ สัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง ทำให้รู้ว่า ลูกน้องของ พ.อ.ณรงค์ แปรพักตร์มาอยู่ฝั่งนี้หมดแล้ว

ผ่านพ้นวิกฤติบ้านเมืองถึงปี 2518 ปิยะลงเลือกตั้งอีกครั้งในนามอิสระถึงชนะแบบแบเบอร์ แถมมีตำแหน่งทางการเมืองเป็นพลเรือนคนแรกที่ได้เป็นเลขานุการพล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขยายอาณาจักรความกว้างขวางสู่ย่านบางพลัด เมื่อได้เข้าคลุกคลีอยู่กับเจ้าแม่บ่อนพนันดังอย่าง “เจ๊นวล” เล่นเอาตำรวจกองปราบปรามยังไม่กล้าแตะ เมื่อเจอป้ายติดประกาศเป็นเขตหวงห้ามของทหารกระทรวงกลาโหมเป็นเลขานุการรัฐมนตรีปีเดียวเกิดปฏิวัติอีกครั้ง เลือกตั้งใหม่นามพรรคชาติไทย แต่หลุดโผ ต้องรอจนปี 2522 ถึงคืนสภาหินอ่อนร่วมงานเคียงข้าง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ช่วยงานถึงวันสุดท้ายที่ประกาศลาออกจากเก้าอี้ผู้นำประเทศ เมื่อเผชิญปัญหาราคาน้ำมันแพง ตำนานผู้กว้างขวางเมืองเพชรผู้ช่ำชองในสนามการเมืองไทยเล่าว่า น้ำมันขึ้นราคา 25 สตางค์ นายกฯเกรียงศักดิ์ บอกให้สั่งน้ำมันเข้ามา เซ็นหนังสือแต่งตั้ง นายปิยะ อังกินันทน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้สั่งน้ำมันดิบภายนอกประเทศ เข้ามาในประเทศแต่เพียงผู้เดียว พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี คิดเอาเองแล้วกัน ถ้าเป็นสมัยนี้ยกหูนิดเดียวก็ได้แล้ว แต่ตอนนั้นหมดปัญญามือขวาอดีตนายกรัฐมนตรีบอกว่า ในที่สุดแกเรียกไปหาที่บ้านตอน 6 โมงเช้า แล้วให้นั่งรถไปสภาด้วยกัน บอกกับรถนำว่า ไม่ต้องวิ่งเร็ว ระหว่างทางแกหยิบเอกสารให้อ่านดังๆ แกจะฟัง เป็นร่างหนังสือลาออก พอถึงสภา มีแต่คนถามว่า จะยุบสภา หรือลาออก เราก็ปัดว่า ไม่รู้ เดี๋ยวก็รู้กันเอง พอเปิดประชุม แกก็อ่านทันที วินาทีประวัติศาสตร์ครั้งนั้น ปิยะบรรยายภาพว่า นายกฯ เกรียงศักดิ์พูดว่า “ข้าพเจ้าขอ” แล้วก็หยิบแก้วน้ำมาจิบ ในห้องแทบไม่มีเสียง แล้วก็ว่าต่อ “ข้าพเจ้าขอลาออก” คนปรบมือกันทั้งสภา นี่คือสปิริตผู้นำ แต่เราใจหาย

ปิยะ ยึดตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรีมายาวนานชนิดผูกขาดยกตระกูล 3 พี่น้องอังกินันทน์ อยู่หลายปี ปิยะมองว่า สมัยก่อนอิสระมาก เขาไม่โกรธกัน เถียงกันแทบจะฆ่ากัน แต่พอเลิกประชุมกอดคอไปกินเหล้ากันต่อ

ข่าวเกี่ยวข้อง 

ปิดฉาก"ปิยะ อังกินันทน์ เจ้าพ่อเมืองเพชรฯ"ส.ส.6 สมัย วัย 86 ปี