โลกมโนโซเชียลฯ ยุค “สังคมอุดมดราม่า” “น้ำท่วม” ยังแพ้ “น้ำลาย” เรื่องที่น่าจะต้องร่วมแรงร่วมใจ กลายเป็นปมความขัดแย้ง

ตามแรงแห่กระแสชื่นชมบท “พ่อพระ” ของพระเอกทั้งในจอนอกจอ โชว์หล่อควักเงินส่วนตัวกว่าล้าน พร้อมขอบริจาคซับน้ำตาผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดอุบลราชธานี เปิดบัญชีตัวเองรับน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา

จ่ายสดๆไม่ต้องมีหลักวิธีงบประมาณ ไวกว่ากดตู้เอทีเอ็มบัตรคนจนของรัฐบาล

สถานการณ์หล่อๆ เป็นจังหวะให้พวกโดดโหนกระแส แอดมินเพจดังได้จังหวะกระตุกเรตติ้ง ย้อนไปชื่นชมอดีตผู้นำแดนไกล ดารา คนดังที่ฝักใฝ่สายกลุ่มอำนาจเก่าได้ทีไล่เบิ้ลบลัฟรัฐบาล

เหตุการณ์จึงถูกลากเชื่อมโยงกับการเมือง

ตามท้องเรื่องที่ผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ไม่เก็บอาการ โดนจี้จุดเดือดเป็นตบะแตก เต้นแร้งเต้นกาตามเกมยั่ว

พาลดะอดีตผู้นำยุคทำน้ำท่วม ด่าเหมาไม่เว้นรัฐมนตรียังถูกหางเลข

เสียทรงผู้นำ หลงเหลี่ยมฝ่ายจ้องเจาะยาง ออกทะเลมั่วกันไปหมด

ทั้งๆที่ถ้าตั้งสติ ไม่หลงดราม่าในโลกโซเชียลฯ มองสถานการณ์อย่างคนมีความคิดเป็นระบบ โดยภาวะวิกฤติน้ำท่วมในหลายจังหวัด ก่อนมาถึงคิวอุบลราชธานีที่อ่วมสุดเพราะอยู่ปลายน้ำ

ตามภาพข่าว ทหาร เจ้าหน้าที่ ก็ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านมาตลอด

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ที่โดนเหน็บน้ำท่วมอีสาน แต่นายกฯดันไปตรวจราชการภาคใต้ มันก็เป็นอะไรที่ยืนยันด้วยข่าวก่อนหน้านี้ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมอุบลราชธานีก่อนน้ำมา คนในพื้นที่ก็รู้ดี

งานนี้มองอย่างเป็นธรรม ผู้นำรัฐบาลโดนด่าตีกินฟรี

...

ประเด็นที่น่าห่วงใยจริงๆ อย่างที่รู้กัน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านหน่วยราชการ หน่วยทหาร จะมีเครือข่าย บุคลากร ระบบฐานข้อมูล มากกว่าภาคเอกชนที่ไม่มีหลักประกันความเสี่ยงต่อการรั่วไหล และอาจก่อปัญหาตามมาภายหลัง ทั้งเรื่องการแอบอ้างหลอกลวงประชาชนและมาตรการทางภาษี

แทงหวยล่วงหน้า ต้องมีดราม่าปมเงินบริจาคผ่านดาราตามมาแน่

ในอารมณ์แบบที่ล่าสุด “บิ๊กตู่” ควักส่วนตัว 1 แสนบาท ร่วมบริจาคช่วยน้ำท่วมในรายการที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ โดยย้ำกับเจ้าหน้าที่ต้องใช้เงินบริจาคอย่างรอบคอบ เป็นไปตามกติกาและหลักเกณฑ์ อย่าใช้เงินบริจาคครั้งเดียวหมด เพราะเงินส่วนนี้ต้องช่วยประทังชาวบ้านระหว่างเงินรัฐยังติดขั้นตอนเบิก-จ่าย

ฝ่ายถืออำนาจรัฐใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องระวังทุกสตางค์ แจกมั่ว แจกไวตามใจไม่ได้

สรุปเลยว่า มันมีพวกจับเอาความเดือดร้อนชาวบ้านมาแฝงเหลี่ยมการเมืองทำมั่วไปหมด

เรื่องของเรื่อง จากกระแสดราม่าน้ำท่วมเมืองอุบลฯ อีกมุมหนึ่งมันสะท้อนอารมณ์สังคม สถานการณ์ประชาชนคนไทยโหยหา “ผู้นำ” ที่มีชั้นเชิงในการบริหาร

ต้องการ “มืออาชีพ” มากกว่า “ปากอาชีพ” มารับมือกับภาวะฉุกเฉิน

ในจังหวะพอดิบพอดีกับกระแสการเตรียมเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เริ่มขยับกันตามเงื่อนไขเวลาโรดแม็ปเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่กระชั้นเข้ามา

ป้อมค่ายต่างๆเริ่มเปิดหน้าเปิดตัวมวยลงชิงชัยกันแล้ว

แน่นอน แนวโน้มเต็งจ๋าก็อยู่ที่ชื่อของมนุษย์แกร่งสุดในปฐพีอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย ที่โผล่มาก่อนใคร

แต่ที่ผิดคาด “ชัชชาติ” ประกาศลงอิสระ ไม่ใส่เสื้อเพื่อไทยลงชิงผู้ว่าฯ กทม.

เรียกว่า “พลิกล็อก” แต่ไม่ “เซอร์ไพรส์” เพราะมันเป็นเหลี่ยมเลี่ยงแรงเสียดทาน การแก้หมากสถานการณ์คนบางส่วนที่อยากเลือก “ชัชชาติ” แต่ระแวงยี่ห้อ “ทักษิณ”

งานนี้ก็เลยต้องแยกตัวชิ่ง ออกห่างจาก “นายใหญ่” ไว้ก่อน

และเพื่อให้สมจริงสมจัง แสดงให้เห็นว่าไม่ได้แค่สับขาหลอก

มันก็ต้องประกอบกับข่าวลอยลมจะมีชื่อของนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ แกนนำเบอร์ต้นๆของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมแท็กทีมกับนายชัชชาติ ตั้งพรรคการเมือง “ดึงแต้ม” พวกนิยมทีมมือบริหารอาชีพ

อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติบอกปัดแล้ว แนวโน้มการสวิงข้างแบบหักขั้วเกิดยาก

ขณะที่เช็กข่าวทางลึก นาทีนี้ “กรณ์” สนิทกับทีม “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ มากกว่าใคร

แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ที่แน่ๆชื่อของ “กรณ์ จาติกวณิช” จะไม่มีอยู่ในสารบบประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งรอบต่อไป ในเมื่อวงในรู้กันดีว่าคนชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะกลับมายึดแป้นหัวหน้าพรรคเหมือนเดิม โดยมีปรมาจารย์ “ชวน หลีกภัย” เป็นแบ็กอัป เล่นบทพ่อยกหนุนศิษย์รัก

ใครก็หักด่านยาก ประชาธิปัตย์วนไม่พ้นมิติเดิม.

ทีมข่าวการเมือง