ถึงวาระที่ต้องเป็นไป
ก่อนปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนฯมีญัตติสำคัญเป็นวาระส่งท้ายที่เฝ้ารอกันมานานพอสมควร ในญัตติดังกล่าวมีอยู่ 2 ประเด็นที่ฝ่ายค้านจะอภิปราย
1.การถวายสัตย์ฯไม่ครบถ้วน
2.การไม่เปิดเผยตัวเลขการใช้งบประมาณและแหล่งที่มาตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อสภาตามกฎกติกาของรัฐธรรมนูญ
สองประเด็นนี้ว่าไปแล้วก็มีความสำคัญและมีผลต่อความเป็นไปได้ของรัฐบาลด้วย เนื่องจากเกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญโดยตรง
เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยตรง
เพียงแต่ว่าเป็นญัตติอภิปรายทั่วไปไม่ลงมติ จึงอยู่ที่ว่าฝ่ายค้านที่ประกาศจัด “มืออภิปราย” ไว้ถึง 25 คน ตามสัดส่วนของแต่ละพรรค
จะสามารถตั้งคำถามและเจาะเข้าประเด็นได้มากน้อยแค่ไหน
กรณีการถวายสัตย์ฯนั้นยังมีการถกเถียงกันในวงกว้างว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่รับพิจารณาคำร้องนี้ เหตุผลก็คือเป็นเรื่องการเมืองและรัฐบาลไม่ใช่ข้อกฎหมาย
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเมื่อเรื่องยุติที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ควรยกเลิกการอภิปรายญัตตินี้ แต่อีกฝ่ายเห็นว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะเป็นเรื่องของสภา
“ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนฯ จึงสั่งให้เดินหน้าต่อ
อีกทั้งการจะยกเลิกญัตติไม่ใช่อำนาจของประธานสภาผู้แทนฯในกรณีนี้ แต่ต้องเป็นมติเห็นชอบของสภาด้วย
...
นั่นก็จะเป็นปัญหาหนึ่งในการพิจารณาญัตตินี้กว่าจะเข้าสู่วาระจริงๆอาจจะมีการตีรวนจากฝ่ายรัฐบาล
เพื่อให้มีการลงมติว่าควรจะมีการอภิปรายประเด็นนี้หรือไม่?
หรือหากว่าการดำเนินการอภิปรายต่อไปได้ก็มีส่งสัญญาณเตือนฝ่ายค้านให้ระมัดระวังการอภิปรายจะต้องพึงปฏิบัติคืออย่าพาดพิงสถาบันและล่วงอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
เท่ากับตีกรอบเอาไว้ล่วงหน้าหรือขู่ดักหน้าเอาไว้ก่อน
นั่นเท่ากับว่าผู้อภิปรายฝ่ายค้านแต่ละคนจึงต้องทำงานยากขึ้น หากผิดพลาดพลั้งไปอาจจะถูกเล่นงานทางกฎหมายได้
ที่สำคัญก็คือหากไม่ได้เนื้อได้หนังก็จะมีผลด้านกลับต่อพรรคฝ่ายค้านได้เช่นกัน เนื่องจากทำงานไม่ประสบความสำเร็จเสียเครดิตความนิยมไปโดยปริยาย
พูดง่ายๆก็คือไม่มีน้ำยา หาเรื่องเพื่อกลั่นแกล้งทาง การเมือง
ว่าไปแล้วความสนใจทั้งปวงน่าจะอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ถูกฝ่ายค้านโจมตีว่าไม่ยอมเข้าสภา ซึ่งมีการยืนยันว่าจะไปแน่และยอมชี้แจงทุกอย่าง
นายกฯนั้นเคยผ่านสนามแห่งนี้และแสดงบทบาทมาครั้งหนึ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภา
คงเห็นกันแล้วว่าเป็นอย่างไร ท่วงทำนองลีลาถือว่าไม่เบา พร้อมต่อกรกับฝ่ายค้านอย่างถึงลูกถึงคน
ฝ่ายค้านคงทำการบ้านศึกษาจุดอ่อน-จุดแข็งเอาไว้แล้ว
ยุทธวิธีก็คงจะพยายามอภิปรายกระตุ้น “ต่อมเดือด” ของ พล.อ.ประยุทธ์ที่รู้กันดีว่า “ของขึ้น” ง่ายต่อการยั่วยุ
ที่บ่นๆว่าเครียดอันเป็นอาการที่นายกฯเคยปรารภเอาไว้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบนั้น แต่ใจยังสู้อยู่ทำงานเพื่อชาติต่อไป
หมดวาระนี้แล้วจะหายเครียดหรือเครียดหนักเข้าไปอีกได้รู้กันแน่.
“สายล่อฟ้า”