ที่รอกินกล้วยฤาษีถือว่าหมิ่นศักดิ์ศรีนัดหารือ-ถอนตัว ‘สมคิด’ ชิ่งเรื่อง ศก.

รัฐบาลโต้ 2 โพลดังฟันธงสอบตก แก้ปัญหาเศรษฐกิจ “อุตตม” เสียงแข็งไม่ได้แย่ตามผลสำรวจครวญ ครม.เพิ่งเข้ามาทำงานได้เดือนกว่า “สมคิด” โบ้ยไม่ได้คุมทีมเศรษฐกิจแล้ว “กอบศักดิ์” โอดต้องเห็นใจลูกพี่ อ้างเป็นรัฐบาลผสมพรรคร่วมต่างมีรองนายกฯ ทำให้ขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจไม่มีเอกภาพ “อภิสิทธิ์” ขย่มซ้ำบริหารไร้ระบบทำคนจนเพิ่มจาก 8 เป็น 14 ล้านคน พรรคเล็กฉุน รมต.ฤาษีเลี้ยงลิงดูถูก ป้อนกล้วยปิดปากพรรคนาโน จับตา “ประชาธรรมไทย” ประชุมชี้ชะตาถอนตัวร่วมรัฐบาล “วิษณุ” ไม่ตื่นเต้นแจงปมถวายสัตย์ฯ ลั่นรัฐบาล รู้ดีสุด “วิรัช” คุยนายกฯ ตอบได้ไม่ต้องใช้องครักษ์ “บิ๊กตู่” ไม่สนย้อนสื่อเอาเวลาไปแก้น้ำท่วมดีกว่าบ่นอุบงานช้ามามากแล้ว ยังมาชงแก้รัฐธรรมนูญกันอีก รองนายกฯโยน ครม.เคาะท่าที “เทพไท” ดัน เสนอแก้ไข รธน.ในนามรัฐบาล เร่งให้ทันสมัยประชุมนี้

จากกรณีนิด้าโพลและสวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดยกลุ่มตัวอย่างเสียงส่วนใหญ่ระบุว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถในการ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีลูกทีมออกมาตอบโต้โดยปฏิเสธว่านายสมคิดไม่ได้เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจแล้ว พร้อมยอมรับว่าการเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคทำให้นโยบายด้านเศรษฐกิจไม่มีเอกภาพ

...

“สมคิด” โบ้ย รบ.สอบตกไม่ได้คุม ศก.

เมื่อ 14.30 น. วันที่ 9 ก.ย. ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นิด้าโพลและสวนดุสิตโพล ระบุรัฐบาลสอบตกด้านนโยบายเศรษฐกิจว่า ตนไม่ได้เป็นรองนายกฯ คุมด้านเศรษฐกิจแล้ว คุมกระทรวงเศรษฐกิจเพียง 4 กระทรวงเท่านั้น ขอยืนยันว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแรง ดังนั้นทุกคนต้องมีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว โดยขอให้ทุกคนลุกขึ้นมาสู้และช่วยตัวเองบ้าง เศรษฐกิจไทยไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด

“กอบศักดิ์” รับนโยบายไร้เอกภาพ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจควบคุมนโยบายและกระทรวงด้านเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะเป็นรัฐบาลพรรคร่วม แต่ละพรรคมีรองนายกฯ เพื่อดูแลกระทรวงเศรษฐกิจของตัวเองเพราะเลือกตั้งได้ออกมาแบบนี้จะให้ทำอย่างไร ทำให้การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจไม่มีเอกภาพ จึงเป็นเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจขึ้นมา โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธานเพื่อรวมศูนย์อำนาจดูแลด้านเศรษฐกิจ จึงไม่มีรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมาต้องเห็นใจนายสมคิดเพราะไม่ได้เป็นรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ แล้วก็ต้องมาคิดดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อประสานให้ทุกส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกันโดยเฉพาะการบริหารเศรษฐกิจ จึงมี ครม.เศรษฐกิจขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ ในสัปดาห์นี้จะมีการประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 12 ก.ย.จากเดิมจะต้องประชุมวันที่ 13 ก.ย.เนื่องจากนายกฯติดภารกิจ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมพิจารณามาตรการกระตุ้นการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

“อุตตม” โต้ไม่ได้แย่ตามผลโพล

ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวหลังเปิดงานสัมมนาเพิ่มโปร่งใสและความซื่อสัตย์การจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะว่า กรณีผลโพลสวนดุสิตและนิด้าระบุประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจนั้น เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข รัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้น แต่พยายามอย่างเต็มที่ กระทรวงการคลังพร้อมรับฟังเสียงของประชาชน ถ้ามาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพออาจจะพิจารณาเพิ่มเติม ยืนยันว่าเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้แย่

“อภิสิทธิ์” ชี้การเมืองส่อเค้ารุนแรง

ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) โดยเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มากล่าวบรรยายเรื่อง “การพลิกผันของโลก สู่ประเทศไทยทิศทางใหม่แห่งการเรียนรู้” ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมี 3 ปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยน คือ 1.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่รวดเร็วที่เห็นแนวโน้มชัดเจนจากสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นมานาน แต่ยังแก้ปัญหาได้ 2.ความเหลื่อมล้ำ และ 3.ปัญหาการเมืองไทย ถ้าเดินต่อไปเช่นนี้ยังมองไม่เห็นว่าปัญหาบ้านเมืองจะได้รับการแก้ไขได้อย่างไร หากไม่พยายามที่จะยอมรับความจริง จะเป็นความสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในสังคมรุนแรงต่อไปอีก

แขวะบริหารไร้ระบบคนจนเพิ่ม 14 ล้าน

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า เมื่อย้อนดูภารกิจ พม.ยังคงต้องมีอยู่และหนักมากขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และหนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงระบบสวัสดิการ ทั้งนี้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ทำอยู่ขณะนี้จริงๆแล้วเป็นจุดเริ่มต้นนำสู่ระบบสวัสดิการที่ดีได้ แต่เสียดายที่ผ่านมาอาจจะด้วยปัจจัยทางการเมืองหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ทำให้มีแต่ความไม่เป็นระบบมากขึ้น เอาง่ายๆแค่คิดจะลดความยากจน 7-8 ล้านคน แต่บริหารจนกระทั่งคนจนเพิ่มเป็น 14 ล้าน ทั้งที่ระบบควรประเมินตรวจสอบได้เพราะคนเราไม่ได้อยู่ในสถานะเช่นนี้ทุกปี สะท้อนถึงระบบคืออะไร สิทธิควรเป็นเรื่องแน่นอน ถ้าเป็นผู้ยากไร้จะได้รับการช่วยเหลือแน่นอนเท่าใด ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เท่าไหร่ หลักคิดเรื่องสวัสดิการกับสิทธิเป็นธงหนึ่ง ของ พม. ที่ต้องทำเพื่อให้ไทยมีความพร้อม ทำให้ทุกคน มีโอกาสเดินหน้าอย่างมั่นใจ

พรรคเล็กฉุน รมต.ฤาษีเลี้ยงลิงดูถูก

สำหรับปัญหาความไม่พอใจของพรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็ก ที่มีกระแสข่าวอาจถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล หลังไม่ได้รับการจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดถึงการจัดสรรตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการคณะต่างๆในสภาฯ ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธรรมไทยว่า หลังจากมีแกนนำของพรรคพลังประชารัฐคนหนึ่งที่เป็นรัฐมนตรีเปรียบเปรยพรรคเล็กกินกล้วยที่แจกให้ แกนนำในพรรคประชาธรรมไทยที่เป็นอดีตนายทหาร จปร.13 มองว่าดูหมิ่นศักดิ์ศรีพรรคเล็ก ท่ามกลางกระแสข่าวว่าพรรคจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

นัดชี้ชะตาประชาธรรมไทยถอนตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ กรรมการพรรคหลายคนที่เป็นอดีตนายทหาร จปร.13 ขอให้นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารทั้ง 19 คน ในวันที่ 10 ก.ย.เวลา 11.00 น. ที่ทำการพรรค หมู่บ้านวิสต้าปาร์ค เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เพื่อพิจารณาถึงสถานการณ์การเมืองเกี่ยวกับพรรคเล็กทั้งหมดที่เกิดขึ้น และตัดสินท่าทีของพรรคว่าจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ หลังลงมติจะเดินทางไปแถลงข่าวที่โรงแรมรามาการ์เดน ในเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน

“วิรัช” โยนบิ๊ก พปชร.เคลียร์รอยร้าว

ที่รัฐสภา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการจัดสรรตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการที่พรรคได้ 8 ตำแหน่ง อยู่ที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และนายสุชาติ ชมกลิ่น ประธานส.ส.ของพรรคจะเป็นผู้จัดสรรให้ โดยยึดหลักอาวุโสเป็นหลักควบคู่กับความถนัด ส่วนจะแบ่งโควตาให้พรรคเล็กหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในพรรคจะหารือกัน

สื่อออสซีขุดปมค้ายาแซะ “ธรรมนัส”

วันเดียวกัน เว็บไซต์สำนักข่าวเดอะ ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ ของออสเตรเลีย รายงานข่าวสืบสวน ชื่อบทความว่า จากผู้ร้ายกลายเป็นรัฐมนตรี เปิดโปงโทษจำคุกคดียาเสพติดนักการเมือง เขียนโดยนายไมเคิล รัฟเฟิลส์ และนายไมเคิล อีวานส์ จากกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ของไทย กล่าวต่อสื่อมวลชนให้ตรวจสอบเรื่องคดีที่ออสเตรเลียว่าจริงหรือไม่ โดยระบุว่าจากการตรวจสอบ เอกสารของศาล ไม่พบชื่อ ร.อ.ธรรมนัส หรือชื่ออื่นๆที่เจ้าตัวเปลี่ยนมาก่อนหน้านี้ แต่จากการที่ ร.อ.ธรรมนัสยอมรับเรื่องถูกจับกุมเดือน เม.ย.2536 นั้น ทำให้พบความเชื่อมโยงกับวันที่ 16 เม.ย.2536 ศาลออสเตรเลียไต่สวนผู้สมรู้ร่วมคิดลักลอบขนเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัม มูลค่า 4.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าออสเตรเลีย เป็นชาวออสเตรเลีย 2 คน และชาวไทย 2 คน คือ ร.ต.มนัส โพธิ์พรหม วัย 27 ปี และนายศรศาสตร์ เทียมทัศน์ วัย 39 ปี โดยตามเอกสารศาลรายงานว่า ชาวไทยทั้ง 2 คน ถูกจำคุก 6 ปี และมีเงื่อนไขกำหนดห้ามปล่อยตัวก่อนครบ 4 ปี ซึ่งสื่อออสเตรเลียเปรียบเทียบว่า ร.อ.ธรรมนัสกับ ร.ต.มนัสในขณะนั้นมีวันเดือนปีเกิดวันเดียวกัน ประวัติทางทหารแบบเดียวกัน และช่วงเวลาถูกจำคุกตรงกับที่ ร.อ.ธรรมนัสระบุว่าใช้ชีวิตตามปกติอยู่ในออสเตรเลียเป็นเวลา 4 ปี

แฉสำนวนศาลระบุเป็นผู้จัดหาหลัก

ทั้งนี้ จากคำให้การของ ร.ต.มนัส โพธิ์พรหม เพื่อแลกเปลี่ยนผ่อนผันโทษ ระบุว่าเคยเป็นสายลับทหารใช้ชื่อว่า ยุทธภูมิ โพธิ์พรหม และทำธุรกิจอื่นเพื่อหารายได้พิเศษ พร้อมระบุชื่ออดีตนายทหาร 3 คน คือวีระ มานพ และพิศาล แต่ไม่ระบุนามสกุลว่า มีส่วนรู้เห็นในการลักลอบขนยาเสพติด ถึง ร.ต.มนัส ให้การว่า ไม่รู้ว่าสิ่งที่ขนมาคือเฮโรอีน แต่เอกสารประกอบการสืบสวนของศาลออสเตรเลียระบุว่าเจ้าตัวเป็นผู้จัดหาหลักในไทย และมีส่วนร่วมกับนายศรศาสตร์ ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง ดำเนินการเรื่องวีซ่าและตั๋วเครื่องบินสายการบินแควนตัสแก่หญิงไทยรายหนึ่งชื่อปา รับเป็นผู้ลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย และเป็นผู้ช่วยเหลือนำยาเสพติดส่งแก่ผู้ซื้อที่โรงแรมในย่านบอนไดบีช นครซิดนีย์

รมช.เกษตรฯ ฉะการเมืองอยู่เบื้องหลัง

เมื่อเวลา 17.10 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิง เฮอรัลด์ ของประเทศออสเตรเลีย ตีพิมพ์รายงานพิเศษพาดพิงพัวพันยาเสพติด เคยถูกจับที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2536 ระบุไม่ได้เป็นคดีเล็กๆตามที่กล่าวอ้างว่า รู้หมดแล้วซัดกันมา 3-4 วันแล้ว พวกนี้แสบ เป็นแก๊งเดิมๆอย่าไปใส่ใจ เอาเรื่องเดิมๆมาเขียน ตนจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว เรานิ่งๆไว้ถ้าเราไปต่อความกับคนเหล่านี้จะเป็นประเด็นขึ้นมา ไม่ไปต่อความยาวด้วย หวดด้วยข้อกฎหมายกับคนพวกนี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องนี้ไม่มีผู้ใหญ่ในรัฐบาลสอบถามอะไรเพราะเป็นเรื่องเก่า เป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามเป็นพวกอวตาร ไปสืบมารู้ตัวหมดแล้วเห็นตัวจริงทั้งหมด อย่าไปใส่ใจตนไม่ให้ความสำคัญ

“ไพบูลย์” ยื่น “ชวน” แก้ไขสังกัด พปชร.

ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อและอดีตหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวว่าได้ไปยื่นหลักฐานแสดงเจตจำนงเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 ก.ย. พร้อมชำระค่าสมัครสมาชิกพรรคแบบตลอดชีพ 2,000 บาท ได้รับใบเสร็จรับเงินจากพรรคและหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ทำให้มีผลเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐโดยสมบูรณ์ และได้ยื่นหนังสือต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ให้เปลี่ยนข้อมูลทะเบียน ส.ส.จากสังกัดพรรคประชาชนปฏิรูปเป็นพรรคพลังประชารัฐ และเปลี่ยนจำนวน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐจาก 116 คน เป็น 117 คน เพื่อคำนวณสัดส่วน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐในสภาฯต่อไป

เมินเสียงค้านไม่ได้เลือกพรรคเก่า

นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า วันที่ 10 ก.ย. เวลา 15.00 น. จะไปร่วมประชุมพรรคพลังประชารัฐครั้งแรก พร้อมร่วมอภิปรายทั่วไปวันที่ 18 ก.ย.ในนาม ส.ส.พลังประชารัฐ ส่วนที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบสถานภาพ ส.ส.พลังประชารัฐ ไม่น่าจะมีผลกระทบ เพราะพรรคประชาชนปฏิรูปทำตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองโดยสมบูรณ์แล้ว เชื่อว่าคนที่เลือกพรรคประชาชนปฏิรูปมากกว่า 90% เห็นด้วยกับตน อาจมีส่วนน้อยไม่เห็นด้วย คนที่วิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกพรรคประชาชนปฏิรูป

“ธนกร” สับ “ธนาธร” สร้างความแตกแยก

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ไม่สบายใจมากที่ได้ยินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม แต่กลับพูดปราศรัยปลุกระดมสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน กล่าวหารัฐบาลเอาเงินไปสร้างรถไฟฟ้าหลายหมื่นล้านบาทแต่ช่วยน้ำท่วมนิดเดียว เป็นวิธีคิดที่อันตรายต่อชาติมาก ปลุกปั่นด้วยข้อมูลไม่ถูกต้อง มีแต่จะสร้างความเกลียดชังแบ่งแยกประชาชน การเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ แต่การที่โฆษกพรรคอนาคตใหม่ระบุว่าประชาชนมีสิทธิเรียกร้องรัฐธรรมนูญบนท้องถนน บ้านเมืองจะกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งเช่นเดิม เห็นด้วยถ้าไปตั้งเวทีเสวนาต่างๆและจะเสนอตั้งกรรมาธิการในสภาฯ แต่ไม่สมควรจะปลุกมวลชนเคลื่อนไหวตามท้องถนนอีก การเมืองยุคใหม่ต้องนำปัญหาเข้าแก้ไขในสภาฯ

“วัชระ” เตือนอย่าเหมารวมป้ายสีศาล

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายธนาธรระบุพาดพิงศาลว่าในรอบ 10 กว่าปีมีคนมากมายไม่ได้รับความเป็นธรรม คนหลายคนต้องติดคุกหรือโดนคดีในสิ่งที่ไม่ได้ทำ เป็นหัวหน้าพรรคคนรุ่นใหม่อนาคตไกล ไม่ควรพูดเหวี่ยงแหให้สังคมเข้าใจผิดองค์กรยุติธรรม ควรระบุให้ชัดเจนว่าเป็นคดีไหน จำเลยหรือนักโทษคนนั้นชื่ออะไรเพื่อขอความยุติธรรมจากศาลต่อไป ไม่ใช่กล่าวหาลอยๆ สร้างภาพลบให้ศาล ถ้าแน่จริงให้ระบุข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าใคร คดีไหน กี่คนที่เขาไม่ได้ทำและศาลไหนลงโทษคนบริสุทธิ์บ้างไม่ใช่สร้างกระแสให้เยาวชนในมหาวิทยาลัยเข้าใจผิดศาลแบบนี้ ถ้าจะปลุกระดมให้เยาวชนและผู้คนปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมควรยุติได้แล้ว ควรให้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ตั้งกระทู้ถามในสภาฯหรือเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ หรือเสนอให้คณะกรรมาธิการสามัญสอบสวนว่ามีจริงอย่างที่พูดหรือไม่ หรือยกเมฆขึ้นมา

“วิษณุ” ชี้ รบ.รู้ดีสุดแจงได้ถวายสัตย์ฯ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมชี้แจงอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระเรื่องนี้แล้วหรือยังนั้นตนไม่ทราบ แต่การอภิปรายไม่สามารถข้ามไปถึงวันที่ 19 ก.ย. ได้ เพราะวันปิดสมัยประชุมสภาฯวันที่ 18 ก.ย. การอภิปรายจึงต้องจบภายในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 18 ก.ย. และไม่คิดว่าจะมีประเด็นอะไรมากมาย ทราบว่ามีการเข้าชื่อกัน 20 คนเพื่อจะอภิปราย ไม่มีปัญหาอะไรว่ากันไป ขณะที่คณะรัฐมนตรียังไม่ได้พูดคุยกันว่าจะให้ใครชี้แจง ส่วนวิปรัฐบาลไม่ทราบแต่ไม่มีความจำเป็นอะไร เพราะไม่มีใครรู้และเข้าใจเรื่องเท่ากับรัฐบาล

อย่าไปตื่นเต้นเดี๋ยวคนกลัวเกมสภาฯ

นายวิษณุกล่าวอีกว่าส่วนที่มีข่าวว่าฝ่ายค้านพุ่งเป้ามาที่นายกฯและตนนั้นไม่เป็นไร ขอบคุณที่บอกให้รู้ล่วงหน้า วิธีเตรียมตัวคืออย่าไปไหน ให้ช่วยอยู่และไม่รู้จะเตรียมตัวอย่างไร เพราะไม่รู้เขาจะถามอะไร ถ้าถามมาก็ตอบไป ที่เขาล็อกเป้ามาที่ตนไม่มีปัญหาอะไร พร้อมหรือไม่พร้อมก็ต้องไปชี้แจง เพราะวัตถุประสงค์ของมาตรา 152 คือเป็นการสอบถามและให้คำแนะนำ บอกเสมอมาว่าถ้าเขาถามเรารู้เราก็ตอบ ถ้าไม่รู้ก็ตอบไปว่าไม่รู้ แต่ถ้าเป็นคำแนะนำแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์จะรับเอาไว้สำหรับปรับปรุงและดำเนินการต่อไป คงไม่มีอะไรยุ่งยาก อย่าไปทำให้เป็นเรื่องตื่นเต้น เดี๋ยวคนจะตกใจกลัวเกมในสภาฯ ซึ่งเป็นกติกาตามปกติ

ถ้าละเอียดอ่อนค่อยขอถกลับ

เมื่อถามว่า ในช่วงนายวิษณุชี้แจงจะขอเป็นการประชุมลับหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบอยู่ที่วิปรัฐบาล และอยู่ที่ว่าตอนนั้นพูดถึงเรื่องอะไรกัน ไม่เห็นน้ำไม่ควรไปตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกไม่ควรจะโก่งหน้าไม้ให้รู้ว่าเขาถามอะไร และถ้ารู้สึกว่าถามแบบนี้มันละเอียดอ่อนขอประชุมลับเฉพาะตรงนั้น แต่หากไม่มีอะไรที่ละเอียดอ่อนและควรจะให้ประชาชนรู้เหมือนๆกันควรจะประชุมแบบเปิดเผย การประชุมลับหรือไม่ลับเป็นไปตามข้อบังคับที่กำหนดไว้ และเราเคยขอประชุมลับกันมาแล้วตั้งหลายครั้งเป็นเรื่องธรรมดา เช่น ถ้ามีเรื่องละเอียดอ่อน สุ่มเสี่ยงและพาดพิงบุคคลที่สามก็ขอประชุมลับ แต่ถ้าไม่เข้าหลักเกณฑ์อย่างที่ว่าไม่ต้องประชุมลับ เรื่องประชุมลับไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ถึงเวลาใช้วิธีคิดเฉพาะหน้าได้

“วิรัช” ชี้แตะสถาบันไร้เอกสิทธิ์คุ้มครอง

ที่รัฐสภา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ในวันที่ 18 ก.ย. จะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 น. เบื้องต้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯจะมาเป็นผู้ชี้แจงแน่นอน เชื่อว่าการอภิปรายจะเป็นไปตามที่ได้ยื่นญัตติมา 2 เรื่อง คงจะอภิปรายนอกกรอบไม่ได้ เวลาเห็นว่ามากพอสมควรและไม่ต้องจัดสรรเวลา เพราะฝ่ายค้านเป็นฝ่ายยื่น ฝ่ายรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านอภิปรายเต็มที่ เราคงไม่ทักท้วงอะไรมากหากอภิปรายอยู่ในกรอบ เชื่อว่าทุกคนมีวุฒิภาวะ หากพูดกระทบไปถึงสถาบันบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบตนเอง ไม่มีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครอง ทั้งนี้ การอภิปรายจะเป็นลักษณะเปิดเผย ดังนั้น คนพูดต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากก้าวล่วงต้องรับผิดชอบเอง

ไม่ต้องมีองครักษ์นายกฯตอบได้

เมื่อถามว่า ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายซ้ำซ้อน วกวน ฝ่ายรัฐบาลจะเสนอปิดการอภิปรายหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า ถ้าอภิปรายซ้ำซ้อนเล็กน้อยคงไม่เป็นไร แต่ถ้าอภิปรายวกวนต้องพิจารณาหน้างานอีกครั้ง แต่ขอย้ำว่าจะเปิดโอกาสฝ่ายค้านเต็มที่ เพราะไม่เช่นนั้นจะถูกตำหนิได้ว่าวันอภิปรายน้อยแล้ว ยังจะให้เวลาน้อยอีก เมื่อถามว่าทางรัฐบาลหรือพรรคพลังประชารัฐได้เตรียมผู้อภิปรายไว้แล้วหรือยัง นายวิรัช กล่าวว่า คงไม่ต้องเตรียมผู้อภิปรายไว้ เชื่อว่าทุกคนมีวุฒิภาวะ หากอภิปรายในกรอบคงไม่ต้องทักท้วงอะไร และนายกฯจะชี้แจงได้หมด

ปชป.มั่นใจไม่ระคายผิวรัฐบาล

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าและประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติว่า ที่ประชุม ส.ส.พรรคไม่มีระเบียบ วาระพิจารณาเรื่องนี้ เชื่อว่าการอภิปรายในวันที่ 18 ก.ย. ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล ฝ่ายค้านระบุชัดเจนแล้วว่าจะพุ่งเป้าไปที่นายกฯและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือกฎหมายของรัฐบาล มั่นใจว่าทั้งสองท่านชี้แจงตอบคำถามได้ ไม่ได้มีเนื้อหาสาระสลับซับซ้อนอะไร จึงไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล ส่วนฝ่ายค้านขอร่นวันอภิปรายวันที่ 16 ก.ย. ขึ้นอยู่กับการเจรจากันระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลจะหาวันที่เหมาะสม มีความพร้อมตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย ถ้ารัฐบาลยังยืนยันเป็นวันที่ 18 ก.ย. ฝ่ายค้านต้องปรับการทำงานให้ผู้อภิปรายและเนื้อหาสาระพอดีกับเวลาที่ตกลงกัน

นายกฯเปิดเวที ผบ.ทบ.อินโด-แปซิฟิก

ส่วนภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ไปเป็นประธานเปิดการประชุมกองทัพบกกลุ่มประเทศภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ประจำปี 2562 (IPACC IPAMS SELF 2019) ระหว่างวันที่ 9-11 ก.ย. ภายใต้หัวข้อ “การก้าวไปสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืน มุมมองใหม่ของกองทัพบกภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก” มี ผบ.ทบ.มิตรประเทศเข้าร่วม 25 ประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ จีน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า ถือเป็นเวทีเปิดกว้างสําหรับเครือข่ายผู้นําทางการทหารทุกระดับให้ร่วมกันเสริมสร้างความมั่นคง ยืนยันว่าหลักการสําคัญที่ไทยยึดมั่นมาตลอดคือการเข้มแข็งไปด้วยกัน ด้วยการ กระชับความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด จากทุกภาคส่วน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งวัตถุประสงค์ของการประชุมนี้เพื่อส่งเสริมมุมมองของกองกําลังทางบกภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกให้ก้าวไปสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืนสอดคล้องกับหลักการข้างต้น หวังว่ายกระดับความสัมพันธ์อันดีเพื่อต่อยอดเป็นกลไกความร่วมมือที่แน่นแฟ้นในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างไร้ขีดจํากัด

“อภิรัชต์” ย้ำห่วงสงครามไฮบริด

จากนั้น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.และ พล.อ.เจมส์ แมคคอนวิว ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ร่วมกันแถลงข่าว พล.อ.เจมส์ แมคคอนวิว กล่าวขอขอบคุณพันธมิตรและประเทศไทยที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยมีมามีผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบกมาร่วม เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศต่างๆเห็นถึงความ สำคัญเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความคิดต่างๆในเรื่องการแก้ไขปัญหาในภูมิภาค เพื่อรักษาและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ด้าน พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพบกไทยและสหรัฐฯมีมานาน หลักนิยมที่เราใช้ตั้งแต่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จนถึงหลักนิยมในการรบปัจจุบัน เรายังใช้หลักนิยมของกองทัพบกสหรัฐฯ มีการฝึกกับสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มุ่งด้านความมั่นคงอย่างเดียว แต่มุ่งเรื่องการช่วยเหลือเมื่อมีภัยพิบัติในภูมิภาค ยอมรับว่าเป็นห่วงภัยคุกคาม ยาเสพติด การค้ามนุษย์และสงครามไซเบอร์ ทุกประเทศมีแนวทางรับมือกับภัยคุกคามเรียกว่า ไฮบริด Warfare ไม่ใช่การรบที่ใช้อาวุธอย่างเดียว ต้องใช้ความคิด นโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่จะทำให้เรา ทำให้ภูมิภาคเกิดความสงบ รวมถึงภายในประเทศด้วย เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่

“บิ๊กตู่” ไม่สนเอาเวลาไปแก้น้ำท่วม

จากนั้นเวลา 11.00 น. ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆหลังเป็นประธานเปิดการประชุมกองทัพบกกลุ่มประเทศภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ประจำปี 2562 เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการเตรียมตัวชี้แจงในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ในประเด็นถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ในวันที่ 18 ก.ย. ว่า เอาเวลาไปแก้น้ำท่วม จากนั้นนายกฯเดินทางไปยังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง เพื่อขึ้นเครื่องบิน บ.ท.135 แอมแบร์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยใน จ.ยโสธร และ จ.อุบลราชธานี

บ่นงานช้ามากยังมาชงแก้ รธน.กันอีก

ต่อมาเวลา 13.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย ที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วัดกลางศรีไตรภูมิ อ.เมืองยโสธร ว่า 5 ปีที่ผ่านมาตนมาอีสานหลายครั้ง อนุมัติหลายโครงการในการประชุม ครม.สัญจร ส่วนโครงการต่างๆงบประมาณปี 63 เพียงพอจะจ่ายให้ได้ 6 โครงการที่จังหวัดเสนอมาให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ได้อย่างไร เพื่อให้ทันเดือน ม.ค.ปี 63 เพราะเราช้ามากแล้ว เนื่องจากมีการเลือกตั้งและกำลังจะมีเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอะไรกันอีกแล้ว ทำให้ยุ่งไปหมดแต่ก็ช่างเขา ตนทำงานของตนไปใครไม่ทำก็ช่างเขา ใครไม่อยากให้ทำต่อโครงการต่างๆบ้างที่พูดไม่ใช่ให้ตนอยู่ต่อ เราทำมาเยอะแล้วทั้งแก้ภัยแล้งและน้ำท่วม เนรมิตให้ใครไม่ได้ แต่ยืนยันจะทำให้เมื่อร่วมมือกัน

รบ.ทำเต็มที่ พรรคร่วมต้องช่วยกัน

เมื่อเวลา 16.20 น. ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของเทศบาล ต.บ้านกอก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่งระหว่างลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยว่า มาวันนี้เพื่อดูว่าจะทำอะไรให้เพิ่มเติมอีกหรือไม่ รัฐบาลไม่สามารถบังคับใครได้ หลายคนบิดเบือนว่ารัฐบาลบังคับโน่นบังคับนี่ โลกในโซเชียลที่เปลี่ยนแปลงอันตรายกับเราที่สุด ทำให้เราแบ่งแยกกันแล้วจะรวมพลังกันได้อย่างไร เหมือนไม้ไผ่เป็นซีกหักได้หมด แต่ถ้ามัดรวมเป็นกำหักไม่ได้ รัฐบาลมีหน้าที่รวมแขนงไม้ไผ่ให้เป็นกำ ขอร้องเถอะรักกันมากๆ ทำตัวให้เป็นแขนงไผ่ที่มัดรวมกัน จะแก้ไขปัญหาได้ ยืนยันว่าจะแก้ให้ได้ถ้าทำแบบนั้น เพราะหากแตกแขนงกันไปในวันหน้าก็หักหมด ส่วนการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลจะช่วยกัน ข้อเสนอของฝ่ายค้านก็รับมา อะไรเป็นประโยชน์ทำได้ก็ทำถือว่าทำให้ประชาชน วันนี้รัฐบาลยืนยันจะทำเต็มที่ เราหยุดยั้งไม่ได้อีกแล้ว ประชาชนกำลังเดือดร้อน น้ำกำลังท่วม มันมีอะไรสำคัญกว่านี้ไหม มีแต่ใช้วิธีการอื่นก็ได้ ไม่ใช่ทุกอย่างมะรุมมะตุ้มกันเวลานี้ ไม่ทราบว่าทำเพื่ออะไรเหมือนกัน การใช้งบประมาณต้องมีระเบียบไม่อย่างนั้นพวกตนก็ติดคุก สงสารบ้างแล้วกัน

โยน ครม.กำหนดท่าทีแก้ รธน.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เสนอสภาฯ ให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับข้อเสนอพรรคฝ่ายค้านว่า เรื่องที่เสนอในสภาฯ วิปรัฐบาลจะนำเข้าหารือกับ ครม. ไม่ทราบว่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในที่ประชุม ครม.วันที่ 10 ก.ย.หรือไม่ แต่ตนคงไม่ใช่ผู้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพูดคุยเพราะไม่รู้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเมื่อฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลเสนอสภาฯ ท่าทีของรัฐบาลจะเป็นอย่างไรคงต้องรอให้ ครม.เป็นผู้กำหนด ไม่ขอตอบว่าจังหวะเวลาที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเหมาะสมหรือไม่ ขอให้ ครม.พิจารณา เมื่อถามว่าจำเป็นที่รัฐบาลต้องเป็นตัวหลักหรือจะให้เป็นหน้าที่ของสภาฯ นายวิษณุตอบว่าไม่ทราบขึ้นอยู่กับ ครม. รูปแบบ วิธีการ มีการพูดคุยในวันแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วว่ามีหลายวิธีทั้งตั้งกรรมการข้างนอกจะดีหน่อย เอานักวิชาการเข้ามาได้ หรือตั้งกรรมการในสภาฯ จะมีแต่สมาชิกหรือร่วมกันทั้งในและนอกสภาฯ แต่อันดับแรกต้องดูก่อนว่าจะศึกษาวิธีใดและนำไปสู่การดำเนินการอย่างไร ขอให้ ครม.เป็นผู้พูดหากมีการหยิบยกมาหารือ

“วิรัช” คาด หน.พรรคร่วมหารือ

ที่รัฐสภา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ว่า หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะหารือกันอย่างเป็นทางการหลังประชุม ครม.วันที่ 10 ก.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล สำหรับพรรคพลังประชารัฐเคยคุยกันไว้ว่าจะต้องเตรียมการเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง แต่เนื่องจากขณะนี้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายค้านที่เคยยื่นก่อนหน้านี้แล้ว เราจะนำมาดูเพื่อใช้เป็นแนวทางเดียวกันว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องแก้ไขส่วนใดบ้าง ในอนาคตหากได้ข้อสรุปคงต้องเชิญวุฒิสภามาร่วมหารือด้วย โดยวันที่ 10 ก.ย. จะมีการประชุม ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ จะได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวหารือด้วย

“เทพไท” ชงแก้ รธน.ในนามรัฐบาล

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นญัตติด่วนเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า วันที่ 10 ก.ย.จะเสนอความเห็นเรื่องนี้ต่อที่ประชุม ส.ส.พรรค เพื่อให้คณะกรรมการประสานงาน (วิป) ของพรรคเสนอเข้าสู่ที่ประชุมวิปรัฐบาล เพื่อความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าที่ประชุมวิปรัฐบาลเห็นด้วยจะได้มีมติยื่นเป็นญัตติด่วนในนามพรรคร่วมรัฐบาล ต้องขอบคุณนายวิเชียร ชวลิต กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่แสดงท่าทีเห็นด้วยต่อญัตติด่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตัวเห็นว่าควรจะยื่นญัตติด่วนในสมัยประชุมนี้ไปเลย เชื่อว่าเมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลร่วมกันเสนอญัตติด่วนไปด้วย จะเป็นนิมิตหมายที่ดีของการทำงาน การเมืองในระบอบรัฐสภายุคนี้และความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นอยู่เพียงแค่เอื้อม

“เก่ง” ซัด รธน.ปิดช่อง ส.ส.ช่วยชาวบ้าน

นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า จากการที่ตนได้ติดตามคณะของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นำสิ่งของไปบรรเทาทุกข์และให้กำลังใจพี่น้องประชาชน พบว่าพี่น้องประชาชนและเกษตรกรจำนวนมากยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ และไม่สามารถแก้ปัญหาได้เต็มที่ เพราะมีข้อห้าม ไม่เปิดโอกาสให้ ส.ส.ไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ต้องส่งต่อให้หน่วยงานราชการ ไม่ทันกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน

“สิงห์ศึก” ไม่ขัดข้องแก้ไขเพื่อส่วนรวม

ที่รัฐสภา พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เสนอญัตติให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและเสนอแนะการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า ดำเนินการได้ตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนด ยังไม่ทราบว่าจะแก้ไขประเด็นใดบ้าง และได้สอบถามความคิดเห็นประชาชนแล้วหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติของประชาชน ต้องไปถามประชาชนว่าต้องการหรือไม่ ข้อเสนอให้แก้ไขเรื่องที่มา ส.ว. การได้มาซึ่ง ส.ว.มีอยู่ในรัฐธรรมนูญทั้งในบทหลักและบทเฉพาะกาลที่ให้บังคับใช้แค่ 5 ปีเพื่อช่วยปฏิรูปประเทศให้สำเร็จใน 5 ปี จากนั้นจึงกลับไปใช้บทหลักเลือกกันเองของผู้สมัคร ส.ว.ยังไม่ทราบชัดเจนว่า จะแก้ในส่วนบทหลักหรือ บทเฉพาะกาล ถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็เห็นด้วย แต่ถ้าแก้ไขแล้วไปเข้าทางเฉพาะบุคคลไม่เห็นด้วย เมื่อถามว่ามีการมองว่า ส.ว.เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พล.อ.สิงห์ศึกตอบว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ส่วนรวม ส.ว.ไม่ได้ขัดข้อง

พีมูฟจี้รัฐบาลรื้อ รธน.ลดเหลื่อมล้ำ

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) 300-400 คน นำโดยนายประยงค์ ดอกลำใย แกนนำกลุ่มพีมูฟเคลื่อนขบวนมาศูนย์บริการประชาชน บริเวณหน้าสำงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อยื่นขอร้องเรียกให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ขอให้แก้ปัญหาเร่งด่วน 6 ข้อ อาทิ ขอให้ยุติการดำเนินคดีทุกกรณีที่เกี่ยวข้องเป็นข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐ ขอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมกันแก้ปัญหาเป็นรายกรณี มีนายประทีป กีรติเลขา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นผู้รับข้อเสนอ นายประยงค์ กล่าวว่า นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดในการเคลื่อนขบวนครั้งนี้ ต้องการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เฉพาะในหมวดเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ และการกระจายอำนาจการถือครองที่ดิน ถือเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนที่มักมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับภาครัฐ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มการเมืองอื่น

“วิษณุ” ติว ขรก.การเมืองใหม่อย่าล้ำเส้น

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นประธานชี้แจงแนวทางการปฏิบัติของข้าราชการการเมือง ทั้งเลขานุการและผู้ช่วยรัฐมนตรีเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยนายวิษณุ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติว่า เป็นการแนะนำข้อปฏิบัติของข้าราชการการเมืองในทุกเรื่อง ทั้งระเบียบการทำงาน การช่วยงานรัฐมนตรีซึ่งต้องมีขอบเขต ไม่ล้ำเส้นและใช้ความระมัดระวัง พร้อมอธิบายถึงวินัย จรรยาบรรณ การแต่งกาย การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.มาอธิบายแนวทางการยื่นตาม กฎหมายใหม่แตกต่างจากกฎหมายเดิม และเน้นย้ำให้ทุกคนทราบว่าการเซ็นหนังสือใครจะมีอำนาจเซ็นได้บ้าง เพราะข้าราชการการเมืองมีหลายตำแหน่ง คนลงนามได้มีเพียงคนเดียวคือเลขานุการรัฐมนตรี สิ่งที่นำมาบรรยายเป็นการนำกฎระเบียบใหม่มาพูดคุยกัน ทั้งรัฐธรรมนูญใหม่ กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังใหม่ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณใหม่ กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐก็ใหม่ ดังนั้นอย่าไปถามรุ่นพี่เพราะสิ่งที่พวกรุ่นพี่เคยแนะนำมาให้ ตอนนี้มันอาจจะทำไม่ได้แล้ว

ไม่ห้ามขอเปลี่ยน กก.สัมปทานทางด่วน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่สภาฯมีมติเห็นชอบข้อเสนอกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) พิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ให้ขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอสออกไปอีกว่า ไม่ทราบต้องถามกระทรวงคมนาคม เมื่อถามถึงกรณีกระทรวงคมนาคมจะเสนอแก้ไขมติ ครม.เกี่ยวกับคณะกรรมการที่รับผิดชอบการต่อสัมปทานทางด่วนที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลชุดก่อน และนายวิษณุเป็นผู้รับผิดชอบ นายวิษณุกล่าวว่า แล้วแต่กระทรวง แต่ยังไม่เห็นเรื่อง ก่อนหน้านี้ตนช่วยดูด้านกฎหมาย ขณะที่นายสมคิดดูแลในฐานะกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลก่อน แต่วันนี้กระทรวงคมนาคมเสนอขอเปลี่ยนแปลงได้ไม่มีปัญหา

“อนุทิน” ถ่ายโอนหุ้น 2 พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ดำเนินการโอนหุ้นจำนวน 164,590,285 หุ้น เป็นสัดส่วนร้อยละ 10.13 ให้ บลจ.ภัทร เมื่อวันที่ 4 ก.ย.62 เป็นการปฏิบัติตามมาตรา 5 และมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 และบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากหุ้น STPI แล้วนายอนุทินยังถือหุ้น STEC โดยตรงอีก 51.56 ล้านหุ้น หรือ 4.69% หากคิดมูลค่าหุ้นทั้ง 2 บริษัท ณ ราคาปัจจุบัน STPI ราคาล่าสุดอยู่ที่ 6.90 บาท เท่ากับมีมูลค่า 1,135 ล้านบาท และ STEC ราคา 18.70 บาท เท่ากับ 963 ล้านบาท เท่ากับมีมูลค่าหุ้นที่ถือทั้ง 2 บริษัทรวม 2,098 ล้านบาท