ข่าว
100 year

ศาล-ยกฟ้อง "ทักษิณ" คดี ธนาคารกรุงไทย (คลิป)

ไทยรัฐฉบับพิมพ์31 ส.ค. 2562 05:22 น.
SHARE

ปล่อยกู้ "หมื่นล้าน" บ.กฤษดามหานคร พยานไม่มีน้ำหนัก ระบุซุปเปอร์บอส!

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินคดีลับหลัง พิพากษายกฟ้องทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีบงการสั่งธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้แก่บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานครโดยมิชอบ ชี้พยานโจทก์เป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่าซุปเปอร์บอสคือทักษิณ สั่งการให้จำเลยที่ 2-4 ซึ่งเป็นผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อ

ยกฟ้องทักษิณ คดีถูกกล่าวหาเป็นซุปเปอร์บอส สั่งกรุงไทยปล่อยกู้กฤษฎาฯ โดยเมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีนายทักษิณ ชินวัตร ร่วมทุจริตการปล่อยกู้สินเชื่อ ธ.กรุงไทย กับกลุ่มกฤษฎามหานคร คดีหมายเลขดำ อม.3/ 2555 อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตรอายุ 70 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1 และนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และบริษัทในเครือของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 27 ราย (กลุ่มนาย วิโรจน์ และผู้บริหาร ธ.กรุงไทย กับ บมจ.กฤษดามหานคร ซึ่งศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 26 ส.ค.58 จำคุกทั้งสิ้น 24 คน ยกฟ้อง 2 คน) เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502, ความผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505, ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และความผิด พ.ร.บ.บริษัท มหาชน จำกัด พ.ศ.2535

กรณีวันที่ 8 ก.ย.46-30 เม.ย.47 ได้อนุมัติสินเชื่อให้นิติบุคคลซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ นำไปซื้อที่ดินโดยไม่มีการวิเคราะห์ถึงฐานะทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้งวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อ แหล่งเงินทุนที่จะชำระหนี้ และไม่มีการควบคุมติดตามดูแลสินเชื่อหลังการอนุมัติโดยใกล้ชิด รวมทั้งไม่เรียกหลักประกันให้คุ้มหนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของ ธนาคารกรุงไทย ผู้เสียหาย โดยพวกจำเลยนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตเป็นเหตุให้ธนาคารกรุงไทยได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 10,054,467,480 บาท

คดีนี้เรื่องเดิมมีอยู่ว่า นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อเดือน พ.ย.60 ขอให้นำ พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีสืบพยานลับหลังเพราะจำเลยหนีคดีนี้ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีกับนายทักษิณชั่วคราว อัยการสูงสุดฟ้องว่า การตรวจสอบพบว่าอดีตผู้บริหารธนาคารอนุมัติสินเชื่อจำนวนมาก โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของรัฐ ข้อเท็จจริงมีว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้สินเชื่อกลุ่ม บมจ.กฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร เนื่องจาก ผอ.ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อธุรกิจนครหลวง เคยจัดอันดับความเสี่ยงของกลุ่มกฤษดามหานครในอันดับ 5
คือไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้

ต่อมามีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีเงื่อนไขระบุว่า บมจ.กฤษดามหานครไม่สามารถขอสินเชื่อได้อีก เนื่องจากมียอดขาดทุนสะสมสูง แต่ยังมีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร 3 กรณี คือ 1.การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทอาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด 500 ล้านบาท 2.การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด วงเงิน 9,900 ล้านบาท (วงเงินไฟแนนซ์ 8,000 ล้านบาท วงเงินซื้อที่ดินเพิ่ม 500 ล้านบาท และวงเงินพัฒนาโครงการ 1,400 ล้านบาท) ทำให้รัฐเสียหาย ขอให้ศาลลงโทษ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำวินิจฉัยใจความว่า ตามทางไต่สวนแม้จะได้ความจากนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ พยานในคดีว่า นายชัยณรงค์ได้รับโทรศัพท์จาก ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 2 (เสียชีวิต) แจ้งว่าเรื่องของบริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำเลยที่ 19 “ซุปเปอร์บอส” ตกลงแล้ว อย่าสอบถามข้อมูลมากนัก และขอให้พิจารณาไปโดยเร็ว มีลักษณะเป็นการสั่ง คำว่า “ซุปเปอร์บอส” น่าจะหมายถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะเกิดเหตุ

แต่นายชัยณรงค์เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐว่าคำว่า “ซุปเปอร์บอส” หมายถึงจำเลยที่ 1 หรือคุณหญิงพจมาน อันเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันทั้งการเบิกความเกี่ยวกับคำว่า “ซุปเปอร์บอส” หรือ “บิ๊กบอส” ว่าหมายถึงจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการคาดเดาไปตามความเข้าใจของนายชัยณรงค์เอง นายชัยณรงค์ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัว เพียงแต่อ้างว่าจำเลยที่ 2 โทรศัพท์มาบอกว่า “ซุปเปอร์บอส” ตกลงแล้วอย่าถามข้อมูลมากนัก และขอให้พิจารณาไปโดยเร็ว เป็นกรณีที่นายชัยณรงค์รับฟังมาจากจำเลยที่ 2 อีกชั้นหนึ่ง

ดังนั้น ซุปเปอร์บอสจะเป็นผู้ใดคงมีเพียงจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่จะยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ หรืออาจเป็นข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 2 เองก็เป็นได้ พยานปากนายชัยณรงค์ เป็นพยานที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว ควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง ส่วนพยานปากนายอุตตม สาวนายน พยานในคดีได้ความเพียงว่า ก่อนการประชุมนายชัยณรงค์สอบถามที่หน้าห้องประชุมเพียงว่า จำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์มาถึงนายอุตตมหรือไม่ นายอุตตม ตอบว่า จำเลยที่ 2 “ไม่ได้โทรศัพท์มาหาตน” การ พิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้จำเลยที่ 19 ในส่วนของ นายอุตตมมิได้เกิดจากจำเลยที่ 2 โน้มน้าวให้อนุมัติ เพราะได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ที่ไต่สวนมายังไม่มีน้ำหนัก รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 สั่งการผ่านจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้อนุมัติสินเชื่อ ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามฟ้องพิพากษายกฟ้องนายทักษิณ จำเลยที่ 1

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยกฟ้องทักษิณกฤษดามหานครพยานไม่มีน้ำหนักศาลฏีกาธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อข่าวหน้า1

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้