ประธานชวนขอให้ไปชี้แจงเอง
“วิษณุ” ยันรัฐบาลยึดพระโอวาท สมเด็จพระสังฆราชเป็นหลักปฏิบัติ ให้ถือเป็นธรรมเนียมของรัฐบาลต่อๆไป “ชวน” กำชับรัฐบาลต้องมาตอบญัตติฝ่ายค้านปมถวายสัตย์ฯ แต่ “บิ๊กตู่” ทำนิ่งไม่หือไม่อือ “ไพบูลย์” คืนเงินให้ กกต.มุ่งหน้าซบ พปชร.ลุยค้าความฟ้องหมิ่นประมาท “บุญยอด-เจษฏ์” “ณัฏฐ์” ย้ำอีกต้องชำระบัญชีให้จบก่อน “องอาจ” ยัน ปชป.ไม่มีฮั้วชิงผู้ว่าฯกทม. กำลังเฟ้นตัวอยู่ พท.ไล่บี้นายกฯรีบลั่นระฆังไวๆ ดัน “ชัชชาติ” ลงในนามพรรคแน่ “บิ๊กป้อม” บอกสบายใจ ป.ป.ช.ตีตกคดีนาฬิกายืมเพื่อน
จากกรณีที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพรและประทานพระโอวาทแก่นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ให้มีสติระลึกรู้เป็นเครื่องกำกับ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเหลิงอำนาจ หรือหลงอำนาจ จนนำไปสู่การกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่
“วิษณุ” ย้ำยึดมั่นหลักพระโอวาท
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 29 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพรแก่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า สมเด็จพระสังฆราชประทานพระโอวาทและพรว่าการเป็นรัฐบาลข้อสำคัญคือมีหน้าที่ แต่คนเรานั้นเมื่อมีหน้าที่แล้วจะมีหน้าที่อย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมีอำนาจด้วย ฉะนั้นเมื่อพูดถึงอำนาจขึ้นมาก็ต้องให้เข้าใจว่าถ้าประมาท ไม่ระมัดระวังไม่มีสติ การใช้อำนาจนั้นอาจเกินขอบเขตไป เป็นหลักที่ควรต้องยึดถือ ท่านย้ำว่าการใช้อำนาจนั้น ต้องถูกกฎหมาย และต้องมีศีลธรรม แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีสติเป็นตัวกำกับ ท่านได้ประทานพรให้ทำงานประสบผล สำเร็จ การกราบสมเด็จพระสังฆราชถือเป็นธรรมเนียม ต่อไปจะเป็นแบบแผนไปอีก เมื่อ 5 ปีที่แล้วตอนรัฐบาล คสช.เข้ามา ได้เข้าพบมหาเถรสมาคม มีการแลกเปลี่ยนความเห็นในหลายเรื่อง และครั้งนี้ท่านได้ฝากบางเรื่องเอาไว้ ท่านเห็นว่าเป็นการดีที่จะได้มาพบปะกันและจะได้ถือเป็นธรรมเนียมต่อไป เมื่อถามว่าหลังจากนี้ทุกรัฐบาลที่เข้ามาต้องเข้ากราบสักการะมหาเถรสมาคมใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า แล้วแต่รัฐบาลนั้นๆ แต่เมื่อเราเริ่มมาแล้ว มันก็อาจถือเป็นธรรมเนียมได้ แต่รัฐบาลต่อไปเขาอาจไม่ชอบ ไม่สะดวกก็แล้วแต่ แต่ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี
...
“ชวน” กำชับรัฐบาลต้องมาตอบ
ที่โรงแรมแชงกรีลา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ทำหนังสือไปยังรัฐบาลให้ทราบถึงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อ ครม. โดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 คิดว่าต้องเปิดประชุมก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 18 ก.ย. จะได้ไม่ต้องเปิดประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในสมัยวิสามัญ ยังมีเวลาอีก 3 สัปดาห์ คิดว่าเพียงพอในการประสานงานร่วมกัน ส่วนการกำหนดวันอภิปรายปกติจะกำหนดไว้เบื้องต้น 1 วัน แต่ถ้าไม่จบถึงจะขยายเวลาเพิ่มเติมออกไป ส่วนตัวหารือกับรองประธานสภาฯทั้งสองคนแล้ว ว่าควรบรรจุวาระดังกล่าวเป็นการเฉพาะ รัฐบาลในฐานะที่มีหน้าที่ต้องมาชี้แจง สภาฯก็จะให้เกียรติกัน ขอให้รัฐบาลแจ้งวันมา เชื่อว่ารัฐบาลจะมาตอบญัตติดังกล่าว และทุกเรื่องจากนี้ไปรัฐบาลต้องมาตอบ หลายเรื่องที่ผ่านมาเราอาจไม่เข้าใจกัน เช่น เรื่องกระทู้ถาม เมื่อประสานงานไปแล้วไม่มีคนมาตอบ ก็ตัดกระทู้นั้นไป และเอากระทู้ใหม่เข้ามาเพื่อไม่ให้เสียเวลา แต่ต่อจากนี้สภาฯจะใช้วิธีประสานงานไป และรัฐบาลต้องส่งตัวแทนมาตอบกระทู้ ส่วนตัวเชื่อว่านายกฯจะมาเพราะนี่เป็นวิถีทางประชาธิปไตย ทุกคนต้องมาทำหน้าที่ตัวเอง แต่จะให้ใครตอบเป็นสิทธิของรัฐบาล เป็นสิทธิตามกฎหมายที่นายกฯจะมอบหมายรัฐมนตรีคนใดมาตอบ
“บิ๊กตู่” นิ่ง “ชวน” อยากให้ตอบญัตติ
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า อยากให้นายกฯเข้าชี้แจงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152
งัดแผนร้องขอให้ประชุมลับได้
ต่อมาช่วงเย็น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่รัฐบาลอาจขอเป็นการประชุมลับ ว่า ตามข้อบังคับการประชุมสภา ในการขอเปิดอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 สามารถขอเปิดประชุมลับได้ และเคยมีผู้เสนอว่าหากกังวลว่าจะมีการก้าวล่วงในช่วงใดช่วงหนึ่งของการอภิปราย คณะรัฐมนตรี หรือทางสภาฯ สามารถขอเสนอให้มีการประชุมลับได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเรื่องการร้องขอให้ประชุมลับ มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ทั้งนี้คณะกรรมการประสานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะมีการประชุมในวันที่ 2 ก.ย. เพื่อพิจารณากรณีที่ฝ่ายค้านขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ต้องจับตาดูว่าจะมีการหยิบยกเรื่องการร้องขอให้ประชุมลับขึ้นมาหารือหรือไม่ เพราะในอดีตมีหลายครั้งที่มีการร้องขอให้ประชุมลับในเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง
“ไพบูลย์” คืนเงินกองทุนให้ กกต.
วันเดียวกันที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวภายหลังนำแคชเชียร์เช็คจำนวน 882,909.67 บาท ที่พรรคได้รับการจัดสรรจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง คืนให้กับ กกต.เพราะหากรอ กกต.ประกาศให้พรรคสิ้นสภาพในราชกิจจานุเบกษาจะไม่มีอำนาจนำเช็คดังกล่าวมาคืน เพราะถือว่าพ้นจากการเป็นหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคแล้ว อีกทั้งต้องการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองว่าเมื่อเลิกพรรคแล้ว ควรคืนเงินอุดหนุนเป็นอันดับแรก เมื่อมีประกาศ กกต.ในราชกิจจานุเบกษาให้พรรคสิ้นสภาพแล้ว จะนำส่งงบการเงินให้นายทะเบียนพรรคภายใน 30 วัน จากนั้นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจะเข้ามาตรวจสอบการชำระบัญชีให้เสร็จภายใน 180 วัน จะไม่รอให้การชำระบัญชีเสร็จแล้วจึงไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่น การที่มีเจ้าหน้าที่ของ กกต.ออกมาแสดงความเห็น เป็นการให้ข้อมูลกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง กกต.ควรจะตักเตือน
ค้าความฟ้อง “บุญยอด–เจษฎ์”
นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ไม่ต้องกังวลเรื่องลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตนถือเป็นเพียง ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แม้มีการเลือกตั้งใหม่ที่อาจต้องมีการคำนวณสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ ตนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือถูกกระทบ หากมีการคำนวณคะแนนใหม่จริง ตนก็อยู่ในเซฟโซนเพราะยังมีอีก 5 พรรคที่มีคะแนนน้อยกว่า ยืนยันว่าจะฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทนายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวหาว่าตนทรยศต่อเสียงประชาชนที่เลือกพรรคประชาชนปฏิรูป และนายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่แสดงความเห็นว่ายุบพรรคเหมือนการเผาบ้านเพื่อเอาประกัน เป็นการสร้างวาทกรรม บิดเบือนข้อกฎหมาย โจมตีใส่ความให้ตนเสียหาย ทำให้สังคมเกิดความสับสน คิดว่าถึงเวลาที่ต้องมาตรวจสอบนักวิชาการที่ขอเรียกว่านักวิชาเกิน จะทำหน้าที่เหมือนซามูไรด้านกฎหมาย ใครอย่าเข้ามาในวงดาบของตนก็แล้วกัน หากพูดบิดเบือนกฎหมายไม่ถูกต้อง จะฟ้องให้เป็นบรรทัดฐาน ใครอยากโดนฟ้องอีกก็เชิญ
“ณัฏฐ์” ชี้ต้องชำระบัญชีให้จบก่อน
ด้านนายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล ผอ.สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ยังคงยืนยันความเห็นว่านายไพบูลย์ นิติตะวัน ต้องชำระบัญชีให้เสร็จภายใน 180 วันก่อน จึงจะไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 95 วรรคสอง กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารที่สิ้นสภาพ ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่จนกว่าจะชำระบัญชีแล้วเสร็จ แต่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคการเมืองที่สิ้นสภาพไม่ได้ เมื่อเทียบกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 70 กำหนดให้ประธาน กกต. และ กกต.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ พ้นจากหน้าที่ไป แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า กกต.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ข้อความที่เหมือนกันคือ “ยังคงปฏิบัติหน้าที่” ดังนั้นหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคที่ต้องพ้นเพราะเหตุพรรคสิ้นสภาพ ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่กฎหมายกำหนด การแสดงความคิดเห็นของตนเป็นเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ไม่ได้ไปกล่าวพาดพิงตัวบุคคล แต่เป็นการวิพากษ์กฎหมายในฐานะประชาชนคนหนึ่ง
ปชป.ยันไม่มีฮั้วชิงผู้ว่าฯ กทม.
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะ กรรมการอำนวยการยุทธศาสตร์กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านอาจส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.เพียงคนเดียว ว่า พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ไปก้าวล่วงการตัดสินใจของพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือพรรคอื่น ส่วนพรรคประชาธิปัตย์อยู่ระหว่างการสรรหาผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์การบริหารอย่างมืออาชีพ เหมาะสมที่จะบริหารงานเป็นผู้ว่าฯกทม. สำหรับที่มีกระแสข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์จะหลีกทางให้พรรคการเมืองอื่นหรือจับมือฮั้วกับบางพรรคส่งผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.นั้นไม่เป็นความจริง เราไม่เคยคิดจะฮั้วกับพรรคไหนทั้งสิ้น ยังคงเดินหน้าทำงานสรรหาผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่มีความเหมาะสมมาทำงานรับใช้พี่น้องชาว กทม.
พท.บี้นายกฯรีบลั่นระฆังไวๆ
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค เพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ อาจหลีกทางให้กันในการส่งผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. ว่า เชื่อว่าน่าจะเป็นข่าวปล่อยที่ไม่ทราบที่มาเหมือนเดิมก่อนจะเลยเถิดไปถึงเรื่องที่จะหลีกทางให้กันนั้น อยากทราบว่ารัฐบาลจะตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไหร่ ทั้งที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็พร้อม หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเลือกตั้งก็พร้อม ผู้มีความประสงค์จะลงสมัครก็พร้อม พรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆเกือบทุกพรรคก็มีความพร้อม แต่ดูเหมือนจะมีผู้ไม่พร้อมอยู่ฝ่ายเดียวคือซีกรัฐบาล ฉะนั้นก่อนไปให้ความสำคัญว่าพรรคต่างๆมียุทธศาสตร์อย่างไร จะร่วมมือกันหรือไม่ อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม รีบสั่งการให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนดีกว่า
มั่นใจ 7 พรรคฝ่ายค้านแน่นปึก
เมื่อถามถึงความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมฝ่ายค้าน หลังพรรคอนาคตใหม่ออกมาตำหนิกรณีพรรคเพื่อไทยวิเคราะห์ว่าพรรคอนาคตใหม่อาจถูกยุบพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ตอบว่า เชื่อว่าหลังจากทั้ง สองฝ่ายร่วมแถลงข่าวแล้ว เรื่องนี้น่าจะจบลงด้วยดี ผู้เกี่ยวข้องได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบและขอโทษไปแล้ว ที่สำคัญคือทุกฝ่ายเข้าใจดีว่าผู้พูดพูดด้วยความปรารถนาดี ไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายทำลายใครทั้งสิ้น และตลอดหลายปีที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยไม่เคยมีนโยบายไปวิพากษ์วิจารณ์หรือก้าวล่วงพรรค อื่นก่อน เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบกับเอกภาพในการทำงานร่วมกันของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านแน่นอน
ดัน “ชัชชาติ” ลงในนามพรรค
ขณะที่นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่อาจหลีกทางให้กันในการส่งผู้สมัครลงชิงผู้ว่าฯ กทม. ว่า พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่และพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นพันธมิตรทำงานในฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน มีแนวทางชัดเจนในการทำกิจกรรมร่วมกัน เบื้องต้นยังไม่มีการหารือเรื่องส่งผู้สมัครลงชิงผู้ว่าฯ กทม.อย่างเป็นทางการ แต่พรรคเพื่อไทยจะส่งผู้สมัครลงแข่งขันแน่นอน เพราะเราส่งมาตลอด และต้องมีการพูดคุยกับพรรคแนวร่วมด้วยเหตุด้วยผล เชื่อว่าเขาคงนำกลับไปพิจารณาเพราะเราทำงานด้วยกันมาตลอด ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯของพรรค ลงแข่งขันในสนามนี้ และเชื่อว่านายชัชชาติจะทำงานให้คนกรุงเทพฯได้ เพราะมีความรู้และประสบการณ์
“ประยุทธ์” สั่งแก้จนให้ตรงจุด
อีกเรื่อง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม สั่งการให้วิเคราะห์ข้อมูลความยากจนรายจังหวัด นำมาออกแบบนโยบายแก้ปัญหาความยากจนให้ตรงจุดแบบถูกฝาถูกตัว ใน 4 มิติ คือ การเข้าถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะอาชีพ การหางานให้ทำ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้มีรายได้น้อยเบื้องต้น สามารถจัดออกเป็น 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และมีความพร้อมสูง มี 29 จังหวัด อาทิ เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี จะเน้นการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ กลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง มี 8 จังหวัด อาทิ ลำปาง ตรัง เน้นการพัฒนาอาชีพ และการหางานให้ทำ กลุ่มจังหวัดที่ขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ หรือขาดความพร้อม 7 จังหวัด อาทิ บึงกาฬ กาญจนบุรี ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ 12 จังหวัดที่ติดกับดักความยากจน อาทิ น่าน บุรีรัมย์ ต้องได้รับการดูแลเร่งด่วน ส่วนกลุ่มจังหวัดที่เศรษฐกิจอ่อนแอ กว่า 20 จังหวัด อาทิ สกลนคร ชัยภูมิ ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ
พปชร.คุยฟุ้งชาวบ้านเป็นปลื้ม
นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีชาวบ้านต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอกดเงิน ซึ่งเงินดังกล่าวสามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้มากในการดำรงชีพ ท่ามกลางผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ชาวบ้านต่างดีใจและฝากขอบคุณนายกฯ ผ่าน ส.ส.ของพรรค แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มากแต่ช่วยค่า ครองชีพได้จริง เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มต่างๆ จะทำให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศดีขึ้น บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และเม็ดเงินลงถึงมือชาวบ้าน ส่งผลให้เศรษฐกิจหมุนหลายรอบ
พท.ชวนจับผิดรัฐบาลขายฝัน
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ระบุว่านโยบายลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10 เปอร์เซ็นต์ยังทำไม่ได้ เป็นเพียงการยกตัวอย่างตอนหาเสียงว่า พรรคเพื่อไทยตั้งคณะทำงานติดตามนโยบายของรัฐบาลขึ้นมา เพื่อดูว่านโยบายใดที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล ประกาศว่าจะดำเนินการแล้วไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะนโยบายเรียกคะแนนนิยม ประชาชนต้องร่วมกันติดตามตรวจสอบว่าเข้าองค์ประกอบความผิดในการหาเสียง เป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมหรือไม่ เช่น นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400-425 บาทต่อวัน นโยบายเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้น 20,000 บาท เงินเดือนอาชีวะเริ่มต้น 18,000 บาท ปลดหนี้นอกระบบผู้ใช้แรงงาน 10 ล้านราย รวมถึงนโยบายมารดาประชารัฐ
“วัฒนา” ซัด รบ.บ่มิไก๊ไล่แจกเงิน
นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เริ่มชัดเจนว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกำลังเข้าสู่สภาวะหายนะ สัญญาณเริ่มชัดขึ้นหลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ไม่ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศกระเตื้องขึ้น แต่ตัวเลขที่หน่วยงานรัฐประกาศออกมากลับชะลอตัวลง เช่น การจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในเดือน ก.ค.ติดลบสูงถึงร้อยละ 9.1 ที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังขึ้นเพราะตัวเลขจีดีพีสูงขึ้น เป็นการโกหกประชาชน เพราะตัวเลขจีดีพีที่สูงขึ้นมาจากการส่งออก อาทิ รถยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ขณะที่ตัวเลขคนตกงานเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้นสูง นายกฯ รวมถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และทีมงานเศรษฐกิจทำงานไม่เป็น ใช้นโยบายแจกเงินซึ่งเป็นวิธีคิดง่ายที่สุด แต่ไม่ได้ผลเปรียบเหมือนหมอรักษาคนไข้ คนไข้ตายแล้วก็ยังมาฉีดยาให้ ไม่มีทางที่คนไข้จะฟื้นได้ แนะนำให้พูดความจริงกับประชาชน และยอมรับคำแนะนำจากผู้อื่น หากยังดันทุรังแก้แบบไม่รู้ต่อไป ประเทศไทยจะเป็นผู้ป่วยของอาเซียน และต้องใช้เวลานานมากกว่าจะฟื้นไข้
“ศิริโชค” ขู่ฟ้อง กกต.วินิจฉัยผิด
นายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา และผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 7 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ได้ทำหนังสือถึง กกต. เพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของ กกต. ที่ยกคำร้องที่ตนร้องนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย เพราะเห็นแย้งกับคำวินิจฉัยทั้งเรื่องการแจกเงิน 1,500 บาท และกรณียกคำร้องเรื่องการจัดเลี้ยง ที่ให้เหตุผลว่าเป็นการดำเนินการก่อนการรับสมัคร จัดเลี้ยงญาติ และไม่พูดจูงใจไม่มีความผิด ทั้งที่ผ่านมาการนับหนึ่งทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจะเริ่มตั้งแต่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง อีกทั้งกฎหมายเลือกตั้งเขียนไว้ชัดเจนเกี่ยวกับข้อห้ามเรื่องการจัดเลี้ยง ไม่มีข้อยกเว้นว่าเลี้ยงญาติไม่เป็นไร หรือถ้าไม่พูดจูงใจก็จัดเลี้ยงได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างปรึกษาทีมทนายว่าจะฟ้อง กกต.ทั้งชุด ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ โดยเอกสารที่ขอจาก กกต.นี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจ
“บิ๊กป้อม” สบายใจ ป.ป.ช.ตีตกคดี
ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องข้อกล่าวหา พล.อ.ประวิตร รับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ในคดียืมนาฬิกาเพื่อน 21 เรือน ว่า คดีนี้เป็นไปตามขั้นตอนการทำงานของ ป.ป.ช. และดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนตัวรู้สึกสบายใจมาตลอด ไม่ได้กังวลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังไม่ทราบว่า ป.ป.ช.นำคดีของตนไปเปรียบเทียบกับการยืมรถหรูยี่ห้อเบนท์ลี่ย์ สีชมพู ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ขอให้ไปสอบถาม ป.ป.ช.เอง เมื่อถามย้ำว่าหลัง ป.ป.ช.ตีตกคำร้องทำให้สบายใจขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรยิ้มรับพร้อมตอบว่า สบายใจในเรื่องนี้มาตลอดอยู่แล้ว
“ชวน” ปลื้มเวทีไอป้าบรรลุผล
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมแชงกรี-ลา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานการประชุมใหญ่สมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) ครั้งที่ 40 กล่าวปิดการประชุมพร้อมส่งมอบตำแหน่งประธาน AIPA ให้แก่ประธานรัฐสภาเวียดนาม ว่า การจัดงานปีนี้นับเป็นก้าวแรกสู่การร่วมมือครั้งสำคัญ ประสบความสำเร็จในการตกลงสร้างคลังข้อมูลกฎหมายนานาชาติ และด้านการสื่อสารเพื่อให้การอ้างอิงสถานการณ์ทางกฎหมายในแต่ประเทศมีมาตรฐานมากขึ้น ไม่ให้มีช่องโหว่ เหลื่อมล้ำ เราไม่สามารถสร้างประชาคมที่ยั่งยืนได้หากประชากรอีกกว่าครึ่งยังไม่มีสิทธิมีเสียง เราได้ดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนจะไม่ถูกกีดกันจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคเทคโนโลยีนวัตกรรม และก้าวสู่ภูมิภาคอาเซียนปลอดยาเสพติด เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบนท้องถนน และยังได้เพิ่มความสำคัญต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ลงมติ 4 ข้อซัพพอร์ตเวที ASEAN
นายกิตติ วะสีนนท์ ประธานกรรมาธิการว่าด้วยข้อแถลงการณ์ร่วม AIPA กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการด้านต่างๆทั้ง 4 คณะ มีข้อมติร่วมกันดังนี้ 1.ผลักดันเรื่องความเท่าเทียมและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเพศ 2.สนับสนุนให้ประเทศอาเซียนมีความก้าวหน้าด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เตรียมรับมือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในอนาคต 3.พิจารณาแก้ไขคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ความปลอดภัยบนท้องถนน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในเด็ก รวมถึงสภาพภูมิอากาศที่อาเซียนเริ่มประสบปัญหาแล้ว 4.ปรับปรุงกลไกการทำงานของ AIPA และ ASEAN ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการทำงานแบบเกื้อกูลกัน โดยให้รัฐสภามีส่วนในการเสริมสร้างความเป็นประชาคมอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ