ปัญหาข่าวลวง ข่าวปลอมหรือ Fake News ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยอีกครั้งเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คนใหม่ ออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งว่า จะทำให้การแก้ไขปัญหาข่าวลวง ข่าวปลอมเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลโดยกระทรวงดีอีจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับแรกๆ
และทันทีที่รัฐมนตรีออกมาประกาศแบบนี้ แกนนำพรรคฝ่ายค้านออกมาแสดงความห่วงใยในทันทีว่า หากรัฐบาลจะแก้ปัญหา Fake News ด้วยการตั้งศูนย์ต่อต้าน Fake News ขึ้นมาจริงๆ แล้ว ก็น่าเป็นห่วงว่า จะกลายเป็นศูนย์ตอบโต้ข่าวที่เป็นผลลบแก่รัฐบาลหรือไม่ หรือกล่าวง่ายๆ คือ หากฝ่ายค้านหรือฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำเสนอข้อมูลข่าวสารใดๆ ก็มา รัฐบาลก็จะออกมาบอกว่า ข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นข่าวปลอมที่เชื่อถือไม่ได้ และในที่สุดก็จะกลายเป็นเครื่องมือในการจัดการกับความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับรัฐบาลในที่สุด
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีดีอีพยายามชี้แจงว่า รัฐบาลไม่มีเจตนาที่จะตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้นมาเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน แต่ต้องการที่จะให้มีหน่วยงานของรัฐบาลมาทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงและเชื่อถือได้แก่ประชาชนเท่านั้น จากนั้น ก็เดินหน้าเชิญฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาประชุมหารือกันแต่ยังไม่มีข้อสรุป จึงยังคงไม่มีความชัดเจนว่า เรื่องนี้ จะเดินหน้ากันต่อไปอย่างไร
...
จริงๆ แล้ว ปัญหาข่าวลวง ข่าวปลอม ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ เพราะปัญหาข่าวลวง ข่าวปลอม หรือที่เราเคยเรียกกันว่า “ข่าวลือ” ก็มีให้เห็นตลอดอยู่ในทุกๆ สังคม ทุกๆ ประเทศอยู่แล้ว สังคมใดที่สมาชิกของสังคมมีภูมิคุ้มกันทางด้านความรู้และการศึกษาน้อย สังคมนั้น ก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวลือที่ไม่ใช่ข่าวจริงและสร้างความเสียหายแก่สังคมนั้นค่อนข้างมาก
แต่การเกิดขึ้นของ Social Media หรือสังคมที่ใครๆ ก็สามารถสร้างข้อมูลข่าวสารของตัวเองได้ การแพร่กระจายของข่าวลวง ข่าวปลอมสามารถทำได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง จนเกิดการหลงเชื่อและก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ความตื่นตระหนกต่อภัยธรรมชาติ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชน
ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างๆ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานในกองบรรณาธิการเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวลือที่เข้าข่ายว่าจะเป็นข่าวลวงหรือข่าวปลอม ว่าเป็นข่าวจริงหรือไม่กันหลายองค์กร แต่ก็ยังดูเหมือนว่า ปัญหาข่าวปลอมนี้ ยังคงมีแพร่กระจายและทำให้ต้องมาตรวจสอบกันไม่เว้นแต่ละวัน
จากปมปัญหานี้ ทำให้สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ซึ่งเป็นองค์กรรวมของเว็บไซต์ข่าวต่างๆ ที่เป็นสื่อหลักในประเทศไทยมายาวนานพยายามที่จะทำโครงการชื่อว่า “ชัวร์แล้ว แชร์ได้” โดยให้สมาชิกของสมาคมร่วมกันรับแจ้งและตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอมแล้วนำมาเสนอเป็นข่าวเพื่อให้ประชาชนได้ทราบกันทั่วไปว่า ข่าวใดเป็นข่าวจริง และข่าวใดเป็นข่าวปลอม
แต่ที่ผ่านมา โครงการนี้ ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่วางเป้าไว้ ซึ่งน่าจะมีข้อจำกัดต่างๆ หลายประการ เช่น ความร่วมมือจากเจ้าของ Social Media ยักษ์ใหญ่ของโลกต่างๆ รวมทั้งเรื่องงบประมาณในการดำเนินการ แต่ถึงที่สุดแล้ว แต่ละสำนักข่าวก็ยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอมกันเป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ทำกันแบบต่างคนต่างทำ อาจมีการซ้ำซ้อนกันบ้าง จึงทำให้ประสิทธิภาพการตรวจสอบไม่สามารถครอบคลุมปัญหาได้รวดเร็วเพียงพอ
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาข่าวลวง ข่าวปลอมหรือ Fake News นั้น จำเป็นที่สำนักข่าวต่างๆ จะต้องร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นและเป็นระบบ ขณะเดียวกันก็ต้องได้รับความร่วมมือจากจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคม โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของรัฐให้ครบถ้วนและรวดเร็ว เพื่อที่เวลาสื่อมวลชนขอตรวจสอบข้อมูลที่มีข้อสงสัยว่าเป็นข่าวปลอมซึ่งเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐ ก็จะได้สามารถนำเอาข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากหน่วยงานของรัฐมานำเสนอได้อย่างรวดเร็วและไม่เกิดความเสียหาย
ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 มีหลักการว่า ข้อมูลข่าวสารของทางราชการทั้งหลาย ถือว่าเป็นเอกสารสาธารณะที่ประชาชนต้องเข้าถึงได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้ว่า รัฐสามารถปกปิดได้ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ หรือข้อมูลที่เปิดเผยไปแล้วจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เกิดประสิทธิภาพ เป็นต้น
หากรัฐบาลต้องการที่จะจัดการปัญหา Fake News อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลก็ต้องเร่งรัดให้หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร นำข้อมูลข่าวสารทั้งหมดใส่ไว้ในระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานและเปิดให้ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งกำชับหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ให้รีบตอบสนองกรณีที่มีข้อสงสัยต่อข้อมูลข่าวสารใดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนั้นๆ สื่อมวลชนก็จะมีหน้าที่นำข้อมูลข่าวสารนั้นไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนอีกต่อหนึ่ง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรสนับสนุนองค์กรอื่นๆ ทั้งสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมอื่นๆ ที่มีเจตจำนงในการต่อต้านข่าวลวงข่าวปลอมให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐได้สะดวกและรวดเร็วมากที่สุด รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนที่ใช้ Social Media ได้มีความรู้เท่าทันและสามารถแยกแยะข่าวจริง-ข่าวปลอม ได้ด้วยตัวเองให้มากขึ้น เพียงเท่านี้ ก็เชื่อได้ว่า ปัญหา Fake News ก็น่าจะทุเลาเบาบางลงไปได้อย่างมากตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้
ทั้งหมดนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของฝ่ายรัฐบาลว่าจะเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหา Fake News มากน้อยเพียงใด โดยยังคงเป็นรัฐบาลที่มีนโยบายสนับสนุนการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างมีความรับผิดชอบไว้ได้อย่างเหนียวแน่น...
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong