ข่าว
100 year

“กกต.” อย่าตะแบง! อุ้มไพบูลย์ย้ายคอก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์25 ส.ค. 2562 05:10 น.
SHARE

พท.ยัน ‘ผิด รธน.’ ชัด

“สามารถ” ฟันธงรัฐธรรมนูญกฎหมายพรรคการเมือง ปิดช่องยุบพรรคประชาชนปฏิรูปซบพลังประชารัฐ ขู่ กกต.ตะแบงต้องรับผิดฐานทำผิด รธน.เอง “สุทิน” ซัดผิดหลักประชาธิปไตยอย่างแรง ฝ่าฝืนเจตนารมณ์คนลงคะแนน “ไพบูลย์” โอ่เป็นนักกฎหมายดูแล้วทำได้ รู้แกวสัปดาห์หน้า กกต.มีคำตอบ จ่อฟ้องหมิ่นฯ “บุญยอด” หาทรยศประชาชน “สันทัด-ปกรณ์” แบ๊ะๆอ้างเรื่องซับซ้อน โยนสำนักงานดูข้อ ก.ม.ก่อน โฆษก พท.เย้ย “ประวิตร” เสียคนตอนแก่ ไม่มีบารมีจริง แค่แซะ 5 รมต.ทิ้งปาร์ตี้ลิสต์-สั่ง “สิระ” เลิกกร่างยังไร้ผล “เจ๊หน่อย” แนะน้องใหม่คิดถึงประชาชนก่อนพรรค เฉ่งพลังดูดรีเทิร์นอัดโปรย้ายค่าย ฝ่ายค้านกวักมือชวนพรรคร่วมรัฐบาลเปิดประตูแก้ รธน. “เทพไท” กระทุ้ง ปชป.ทำตามเงื่อนไข ชงที่ประชุม ส.ส.ยื่นญัตติด่วนศึกษาแนวรื้อกติกาให้เป็นประชาธิปไตย

กรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) ประกาศยุบพรรคตัวเองเพื่อย้ายไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประเด็นถกเถียงทางข้อกฎหมายว่าจะทำได้หรือไม่ โดยพรรคเพื่อไทยระบุหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองให้ทำได้ต้องรับผิดชอบถือว่ากระทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง

พท.ชี้ รธน.–ก.ม.พรรคปิดช่องยุบ “ปชช.”

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.นายสามารถ แก้วมีชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) ประกาศยุบพรรคตัวเองและจะย้ายไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าการย้ายพรรคเกิดขึ้นได้แค่ 2 กรณีคือถูกขับออกจากพรรคและพรรคนั้นถูกยุบ เพราะไปกระทำผิดร้ายแรง เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยพรรคการเมืองไม่เปิดช่องให้ขอยื่นยุบพรรคตัวเองในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สิ้นอายุและพรรคการเมืองนั้นๆมี ส.ส.อยู่ในสภาฯ เพราะการได้เป็น ส.ส.มาจากประชาชนศรัทธาอุดม– การณ์และนโยบายของพรรคนั้นๆ ถึงให้คะแนนมาทำงานในสภาฯ ไม่ใช่ว่าพอตัวอาศัยเสียงประชาชนได้เป็น ส.ส.แล้วจะเลิกพรรคเสียเพื่อไปอยู่กับพรรคอื่น หลักการเป็นเช่นนี้เขาถึงไม่ให้ควบรวมพรรคเหมือนที่เป็นประเด็นในอดีต

ขู่ กกต.ตะแบงต้องรับผิดขัด รธน.

“ถ้านายไพบูลย์จะอ้างข้อบังคับพรรคให้ยื่นเลิกกิจการพรรคได้ นายไพบูลย์ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส.ด้วย เพราะการเลิกเช่นนั้นคือการยุติบทบาทไม่ใช่ไปร่วมพรรคอื่น หากนายไพบูลย์ทำเช่นนั้นได้พรรคเล็กต่างๆจะถูกดูดไปร่วมกับพรรคใหญ่ๆขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปคิดไกลถึงการคำนวณคะแนนเสียง ส.ส.กันใหม่ เพราะมันทำไม่ได้ตั้งแต่ต้น มันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องหลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขนาดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯจะคิดหาทางออกเรื่องนี้ยังคิดไม่ออก แต่ถ้า กกต.จะตะแบงว่าทำได้ กกต.จะต้องเป็นคนรับผิดชอบเพราะกระทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง” นายสามารถกล่าว

ซัดผิดหลัก ปชต.–ฝืนเจตนารมณ์ ปชช.

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และว่าที่ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ว่า ทุกคนควรศึกษาเป็นบทเรียนว่าการจะดำเนินการทางการเมืองใดๆต้องใคร่ครวญ ตรวจสอบอุดมการณ์และจุดยืนตัวเองให้ชัดเจน ไม่ใช่ตั้งพรรคแล้วมายุบทิ้งเพื่อหักเหทิศทาง ยังเกิดปัญหาต้องตีความว่าจะทำได้หรือไม่ ขอร้องว่าพรรคการเมืองอื่นอย่าเอาเป็นแบบอย่างย้ายพรรคเช่นนี้ พรรคพลังประชารัฐอย่าคิดดูด ส.ส.โดยวิธีการนี้ เพราะจะเกิดปัญหายุ่งยากตามมาอีกเยอะ เช่น การโอนคะแนนจากพรรคเก่าไปให้พรรคใหม่ รวมถึงหากมีการเลือกตั้งซ่อมต้องนับคะแนนใหม่อีก แล้วต้องมาคำนวณ ส.ส.กันอีกรอบ ไม่รู้ว่าพรรคไหนจะได้ ส.ส.เพิ่ม พรรคไหน ส.ส.จะลดลง แต่เรื่องใหญ่กว่าทุกเรื่องคือวิธีการคิดของนายไพบูลย์ผิดหลักประชาธิปไตยอย่างแรง เพราะบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาชนที่เลือกพรรคหนึ่งแล้วจะโอนคะแนนไปให้อีกพรรคหนึ่ง

“ไพบูลย์” ลั่นฟ้องหมิ่นฯ “บุญยอด”

เมื่อเวลา 10.30 น. นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏตามข่าวในสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะสื่อออนไลน์หลายสื่อเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ว่า นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ใช้ถ้อยคำในลักษณะใส่ความกล่าวหาตนว่า “นี่มันคนทรยศเสียงประชาชนชัดๆ ถือเป็นการกระทำการใส่ความโดยวิธีโฆษณาในเฟซบุ๊กของนายบุญยอดเอง และเผยแพร่ไปยังสื่อออนไลน์สาธารณะหลายแห่งทำให้ตนเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 ฉะนั้นเพื่อประโยชน์ต่อการรักษาหลักการแห่งกฎหมาย ตนจึงจะฟ้องดำเนินคดีกับนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยวิธีโฆษณาและป่าวประกาศในสื่อโซเชียลมีเดีย ไปยังศาลอาญาในเร็วๆนี้

ย้ายคอกยึด ก.ม.ฉะคนขวางพูดเอามัน

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีความเห็นของนักวิชาการ นักกฎหมายอื่นที่ระบุว่าการเลิกทำพรรคประชาชนปฏิรูปและที่จะย้ายสังกัดพรรคไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐจะมีปัญหาเรื่องต่างๆ ปล่อยให้เขาพูดกันไป บางคนพูดเอามันพูดเกินกรอบที่กฎหมายกำหนด ตนเป็นนักกฎหมายจะทำอะไรต้องศึกษาดูตัวบท มาตราต่างๆแล้วเห็นว่าทำได้ มีกฎหมายรองรับคือรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (7) เรื่องการยกเลิกทำพรรคการเมืองตามข้อบังคับพรรคที่มีคณะกรรมการบริหารพรรค มีมติตามกฎหมายและวรรค 4 ของมาตราเดียวกันที่ระบุรับรองสิทธิคุ้มครองการเป็นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ว่า “เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสมาชิกที่เป็น ส.ส.ให้ถือว่าการสิ้นสภาพของพรรคการเมืองตามมาตรานี้เป็นการถูกยุบพรรคการเมือง ยึดโยงถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (10) กรณีสมาชิกภาพ ส.ส.จะสิ้นสุดลงต่อเมื่อมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่ ส.ส.ผู้นั้น ไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งยุบพรรคนั้น กรณีเช่นนี้ให้ถือว่าให้สิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนด 60 วันนั้น”

รู้แกวสัปดาห์หน้า กกต.มีคำตอบ

นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า พูดภาษาชาวบ้านเข้าใจง่ายๆว่า หลัง กกต.พิจารณาคำร้องขอยกเลิกการทำพรรค ปชช.แล้ว และหากมีมติให้เลิกทำพรรคประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตนมีเวลาหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน ถือว่าไม่ขาดจากการเป็น ส.ส. คาดว่าสัปดาห์หน้า กกต.จะมีความชัดเจนเรื่องนี้ ระหว่างนี้ใครจะพูดอย่างไรช่างเขา เรายึดตามตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนพอ

“บุญยอด” บ่ยั่นอยากฟ้องเชิญเลย

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าในข้อความของตนไม่ได้ระบุชื่อนายไพบูลย์แต่แสดงความเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว กลับเลิกดำเนินกิจการ และย้ายไปสังกัดพรรคอื่นถือว่าไม่เคารพต่อคะแนนเสียงที่ประชาชนให้หรือทรยศประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของใครก็ตาม จึงเป็นความเห็นในเชิงหลักการไม่ได้มีเจตนาว่าร้ายผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะ ในอดีตเคยมีปัญหาการควบรวมพรรคการเมือง ระหว่างวาระของสภาฯ จนนำไปสู่เผด็จการรัฐสภาในยุคนายทักษิณ ชินวัตรเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ต่อมามีการอุดช่องโหว่นี้ในรัฐธรรมนูญปี 60 ห้ามไม่ให้ควบรวมพรรคระหว่างวาระสภาฯ หากปล่อยให้พรรคการเมืองยุบเลิกกิจการตามอำเภอใจแล้วย้ายไปสังกัดพรรคอื่นได้เท่ากับเปิดช่องให้ควบรวมพรรคไปได้โดยปริยาย นอกจากจะขัดรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นการทรยศต่อเสียงของประชาชนที่ไว้วางใจเลือกเข้ามาทำงานการเมือง หากนายไพบูลย์เห็นว่าได้รับความเสียหาย มีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมาย แต่ยังยืนยันว่าแสดงความเห็นโดยสุจริตและนายไพบูลย์เป็นบุคคลสาธารณะ จึงต้องรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานความจริง

พลังธรรมใหม่ไม่ยุบรวมกับใคร

นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกระแสพรรคเล็กยุบตัวเองไปรวมกับพรรคพลังประชารัฐว่า พรรคพลังธรรมใหม่ไม่เคยคิดยุบพรรคไปรวมกับพรรคใด การก่อตั้งพรรคต้องการสร้างการเมืองใหม่ ใช้คุณธรรมนำการเมือง ยึดความซื่อสัตย์สุจริต มีแนวทางของตัวเอง เมื่อเข้าร่วมรัฐบาลยังรักษาความเป็นตัวตน เห็นได้จากการผลักดันให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า สภาฯกำลังผลักดันให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาโครงสร้างราคาพลังงานบทบาทเหล่านี้ทำได้อย่างอิสระ ไม่มีข้อจำกัด ต่างจากการเป็น ส.ส.สังกัดพรรคใหญ่ ต้องปฏิบัติตามกรอบที่พรรคขีดให้ จุดยืนนโยบายหลายข้อของพรรคพลังธรรมใหม่กับพรรคพลังประชารัฐต่างกัน เรายินดีแค่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าทำไม่ดีเราก็ออก จุดยืนพรรคพลังธรรมใหม่เป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล ทำทุกอย่างโดยมีวุฒิภาวะ การดำรงอยู่ของพรรคเล็กจึงมีความหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง

กกต.แบ๊ะๆโยน สนง.ดูข้อ ก.ม.ก่อน

วันเดียวกัน นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆถึงกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปยื่น กกต.ขอยกเลิกกิจการพรรคว่า ขณะนี้ได้ให้สำนักงานดูข้อกฎหมาย ก่อนจะนำเข้าหารือในที่ประชุม กกต. ยังไม่อยากพูดในรายละเอียด เพราะเป็นเรื่องซับซ้อน

ขณะที่นายปกรณ์ มหรรณพ กกต.ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยระบุว่า ไม่สะดวกในการพูดคุยช่องทางนี้ ขอให้รอการนัดพบปะสื่อมวลชนอีกครั้ง

ผู้ตรวจการฯรวม 3 คำร้องถวายสัตย์ฯ

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินวันที่ 27 ส.ค.ที่จะมีการพิจารณากรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ขณะนี้สำนักงานได้รับคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์กรณีดังกล่าวแล้ว อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่สรุปประเด็นและจะเสนอให้ที่ประชุมได้พิจารณา เป็นดุลพินิจของผู้ตรวจการฯว่าจะมีความเห็นหรือมีมติอย่างไร นอกจากจะมีคำร้องจากนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นายอัยย์ เพชรทอง เลขาธิการองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ ที่ขอให้วินิจฉัยการกระทำดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองวินิจฉัยหรือไม่แล้ว เมื่อวันที่ 20 ส.ค.นายภาณุพงศ์ ชูรักษ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการฯพิจารณาประเด็นเดียวกัน สำนักงานจะนำคำร้องทั้งหมดเสนอผู้ตรวจการฯพิจารณาคราวเดียวกัน เพราะประเด็นที่ร้องเชื่อมโยงกัน ข้อมูลต่างๆที่ได้รับขณะนี้ถือว่าค่อนข้างครบถ้วนเพียงพอที่ที่ประชุมผู้ตรวจการฯจะพิจารณาให้ได้ข้อยุติน่าจะไม่ต้องมีการขอให้หน่วยงานใดชี้แจงอีก

ลุ้นชี้ขาด “ชวน” รวบรัดเลือกนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันดังกล่าวที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินยังจะพิจารณาคำร้องที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภารวบรัดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและประชุมรัฐสภา เพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย

“สนธิรัตน์” อ้าง ปชช.เชียร์ รบ.อยู่ 8 ปี

เมื่อเวลา 06.15 น. ที่สวนลุมพินี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลัง-ประชารัฐ พร้อม น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ น.ส.ภาดา วรกานนท์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ร่วมกันออกกำลังกายช่วงเช้าพร้อมพบปะทักทายพูดคุยกับประชาชนที่มาออกกำลังกาย ระหว่างพูดคุยกับประชาชนมีประชาชนส่วนหนึ่งกล่าวสนับสนุนให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ทำหน้าที่ 2 สมัย หรือ 8 ปี เพราะ 4 ปีนั้นสั้นเกินไป ขอให้ช่วยบริหารประเทศให้ก้าวหน้า

โยน กกต.ตัดสิน “ไพบูลย์” ซบ พปชร.

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์กรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป เตรียมเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐว่า เรื่องนี้เป็นความจำนงของนายไพบูลย์ที่จะยกเลิกพรรคและจะมาเข้าร่วมกับพลัง–ประชารัฐ โดยรายละเอียดทางกฎหมายต้องดูอีกครั้ง การคำนวณคะแนนคือเรื่องใหม่ แต่เข้าใจว่านายไพบูลย์ดูมาแล้ว คงต้องให้ทาง กกต.เป็นผู้ให้ความเห็น ส่วนตัวอาจจะยังให้ความเห็นไม่ได้ เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเตรียมเสนอญัตติตั้งกรรมาธิการศึกษาวิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทางพรรคพลังประชารัฐจะเสนอตั้งด้วยหรือไม่ นายสนธิรัตน์บอกว่า พรรคพลังประชารัฐได้ศึกษาเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดในการจัดตั้ง

ดีใจ “บิ๊กป้อม” มาช่วยทำการเมือง

เมื่อถามถึงเสียงตอบรับในการที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เข้ามานั่งประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่เป็นความตั้งใจของท่านที่จะมาช่วย ทำการเมือง พรรคยินดีต้อนรับ ถือเป็นเรื่องที่ดีของ พรรคพลังประชารัฐ

“สมศักดิ์” ปัดล้วงลูก ยธ.แค่ตรวจเยี่ยม

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวว่าถึงกรณีกระแสการวิจารณ์ว่ามีการเข้าไปล้วงลูกภายในกระทรวงยุติธรรมว่า ยืนยันว่าไม่มีการเข้าไปล้วงลูกใดๆทั้งสิ้น หลังเข้ารับตำแหน่งเพียงแค่เดินสายตรวจเยี่ยมกรมต่างๆในกระทรวง เพื่อรับฟังข้อมูลการปฏิบัติงานและมอบนโยบายเท่านั้น เป็นปกติที่รัฐมนตรีต้องทำ เพื่อจะได้รับรู้ถึงปัญหาการปฏิบัติงานและได้มอบแนวทางการทำงานให้แต่ละกรมเพื่อความสอดคล้อง บูรณาการร่วมกันภายในกระทรวง ถ้ารัฐมนตรีไม่ไปมอบนโยบายให้แต่ละกรมตรงนี้ถือว่าผิด ไม่เข้าใจว่าการไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย ทำไมคนถึงมองว่าเป็นการล้วงลูก การให้นโยบายกับการล้วงลูกต่างกัน การไปตรวจเยี่ยมทุกครั้ง ตนทำแบบเปิดเผย เป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง ที่ ผ่านมาไม่เคยไปก้าวก่ายการทำงานหรือล้วงลูกใคร หลังตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบกรณีพบปัญหาประสิทธิภาพของกำไรอิเล็กทรอนิกส์คุมประพฤติหรือกำไล EM การตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด ขอให้คณะกรรมการผู้รับผิดชอบแถลงข่าวให้สาธารณชนรับรู้วันที่ 26 ส.ค. ผลจะออกมาเป็นอย่างไรเราจะได้รู้พร้อมกัน

กวักมือพรรค รบ.แจมศึกษาแก้ รธน.

ด้านความคืบหน้าในการผลักดันเสนอศึกษาหาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และว่าที่ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีพรรคฝ่ายค้านเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา หลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่า อยากเชิญพรรคร่วมรัฐบาลว่าพรรคใดเคยมีนโยบายจะแก้ไขรัฐธรรมนูญและบอกประชาชนไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงรัฐบาลที่เสนอนโยบายต่อรัฐสภาในข้อ 12 ว่าจะศึกษาแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญ โอกาสนี้ควรมาร่วมมือกันดำเนินการ พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ได้ผลีผลามแก้ตามใจพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่อยากให้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลได้มาศึกษาร่วมกันว่าหลักเกณฑ์และวิธีการใดจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน และได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมแล้วให้การยอมรับทั้งประเทศ วิธีนี้เท่านั้นจะเป็นทางออกที่ดีของประเทศได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีจุดอ่อนสำคัญคือขาดการมีส่วนร่วมและถูกเขียนในบรรยากาศที่ประชาชนไม่มีเสรีภาพจนเกิดปัญหาข้อปฏิบัติต่างๆที่ประสบอยู่ในขณะนี้

“วันนอร์” ผนึกชาวบ้านดันรื้อกติกา

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา หลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ไปแล้วเป็นการยื่นญัตติหาวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีข้อกำหนดไว้หลายมาตรา เลยต้องศึกษาว่าถ้าจะทำให้สะดวกและประสบความสำเร็จควรทำอย่างไรก่อนหลัง และเห็นว่าการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาฯอย่างเดียวโอกาสสำเร็จยาก จึงจะดำเนินการพร้อมกันกับการให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 เพื่อให้เกิดความเห็นร่วมกันว่าต้องแก้ ถ้าประชาชนเห็นด้วยจะทำให้การแก้ไขสะดวกมากขึ้น ทั้งรัฐบาลและ ส.ว.จะได้จับมือกันแก้รัฐ– ธรรมนูญในบทบัญญัติที่ยังไม่เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยเพียงพอ เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพความเป็นประชาธิปไตย การเลือกนายกฯต้องยึดโยงกับประชาชน แต่ปัจจุบัน ส.ว. 250 คนมีส่วนในการเลือกนายกฯ เรื่องแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่พรรคการเมืองจะคิดนอกกรอบในการพัฒนาประเทศลำบาก ทั้งที่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นต้น และเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่ต้องการให้ขยายมากขึ้น

“สงคราม” ขอทุกฝ่ายปั้น รธน.ของ ปชช.

ด้านนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ต้องเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน 7 พรรคฝ่ายค้านเป็นเพียงผู้ริเริ่ม ดังนั้น การแก้ไขต้องให้ทั้งพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงองค์กรเอกชน ประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน ต้อง เข้ามามีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของทุกคนในประเทศ จึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข จะสำเร็จหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับประชาชนไม่ใช่แค่ฝ่ายการเมือง

“เทพไท” บี้ ปชป.แก้ รธน.ตามเงื่อนไข

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ที่สภากาแฟ ต.นาสาร อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ว่า ตามที่พรรคประชาธิปัตย์เคยให้คำมั่นสัญญากับประชาชน เรื่องเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 3 ข้อ คือ 1.นโยบายประกันรายได้เกษตรกร 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 3.ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ตอนนี้รัฐมนตรีของพรรคได้ผลักดันนโยบายประกันรายได้เกษตรกรได้เป็นผลสำเร็จ ประกันราคาปาล์ม กก.ละ 4 บาท ยางพารา กก.ละ 60 บาท และประกันรายได้ข้าว ตันละ 10,000-15,000 บาท อยู่ในขั้นตอนขอมติ ครม. ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งได้บรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนข้อ 12 ของรัฐบาล สามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนได้

ชงที่ประชุม ส.ส.ตั้ง กมธ.ศึกษา

“เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ละเลยต่อเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาล ผมจะนำเสนอประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุม ส.ส.ของพรรคสัปดาห์หน้า เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณามีมติยื่นญัตติด่วนเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยตามหลักสากลโดยเร็ว จะบรรจุเข้าวาระการประชุมสภาฯเมื่อไหร่ เป็นดุลพินิจของประธานสภาฯ” นายเทพไทกล่าว

ย้ำหน้าที่ตรวจสอบทุกฝ่ายเท่าเทียม

นายเทพไทกล่าวต่อว่า สำหรับเงื่อนไขการปราบปรามหรือการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันพรรคไม่เคยละเลย ได้กำชับให้สมาชิกพรรคทุกคนที่เข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยเคร่งครัด และสมาชิกพรรคทุกคนจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน และรัฐบาลต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ หรือทำงานแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกอย่างเด็ดขาด ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยึดถือคำมั่นสัญญาที่ให้แก่พี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ จะเร่งผลักดันนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ข้อ 4 ข้อ 8 ข้อ 12 ที่เป็นข้อเสนอของพรรคให้สำเร็จ มีผลทางปฏิบัติเร็วที่สุด

เย้ย “ประวิตร” ไม่มีบารมีในพรรคจริง

ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดหน้าเล่นการเมืองเต็มตัวในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมกับกระแสข่าวพลังดูด ส.ส.กลับมาอีกครั้ง นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เปิดตัวเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐว่า แม้ช่วงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐกับทหารจะลับลวงพรางกันไปบ้าง แต่การเปิดตัวของ พล.อ.ประวิตรตอกย้ำให้เห็นภาพพรรคพลังประชารัฐเป็นเนื้อเดียวกับ คสช.ในไม่ช้าอาจได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เปิดตัวเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่อาจต้องรอให้ฝ่ามรสุมการถวายสัตย์ปฏิญาณและปัญหาอุปสรรคที่ถาโถมให้ได้เสียก่อน

คลุกการเมืองให้เสียคนตอนแก่ทำไม

“ถึงเวลา พล.อ.ประวิตรสัมผัสชีวิตการเมืองแค่เจอ 2 โจทย์แรก พล.อ.ประวิตรอาจไม่ได้เป็นผู้มีบารมีตัวจริง ทั้งขอให้ 5 รัฐมนตรีของพรรคลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แต่สุดท้ายรัฐมนตรีทั้ง 5 คนไม่ยอมลาออก ขณะที่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยยังยอมลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อช่วยแก้ปัญหารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ รวมถึงการที่ พล.อ.ประวิตรเตือนนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ไม่ให้แสดงพฤติกรรม “กร่าง” ใส่ตำรวจก็ไม่มีผล นายสิระยังคงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง แค่ 2 กรณีนี้พอจะเป็นตัวชี้วัดบารมีของ พล.อ.ประวิตรในพรรคพลังประชารัฐได้แล้วว่ามีมากน้อยแค่ไหน นักการเมืองในพรรคพลังประชารัฐเชื่อฟัง พล.อ.ประวิตรเหมือนกับตอนเป็น คสช.หรือไม่ ไม่รู้ว่า พล.อ.ประวิตรจะเข้ามาเป็นนักการเมืองให้เสียคนตอนแก่ทำไม” นายอนุสรณ์กล่าว

“เจ๊หน่อย” ฉะพลังดูดอัดโปรย้ายค่าย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.ประวิตรเปิดหน้าเล่นการเมืองเต็มตัวในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยินดีต้อนรับน้องใหม่ถือเป็นเรื่องที่ดี ใครๆก็รู้ว่า พล.อ.ประวิตรคือผู้อยู่เบื้องหลังพรรคพลังประชารัฐมาตลอดตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงการสนับสนุน มีการเชิญนักการเมืองไปพบเพื่อให้ย้ายค่าย การเป็นประธานยุทธศาสตร์ต้องเข้าใจระหว่างการตั้งใจมาทำให้ประเทศกับตั้งใจมาทำเพื่อพรรคตัวเอง เพราะคือตัวจักรสำคัญนำพาพรรคกำหนดนโยบายที่จะทำให้ประชาชนและประเทศชาติ แต่เท่าที่ฟัง พล.อ.ประวิตรพูดครั้งแรกที่เข้าพรรค ไม่มีเรื่องเหล่านี้กลับกลายเป็นการตั้งเป้าหมายจะเอาชนะทางการเมือง ต้องเป็นพรรคใหญ่ครั้งหน้าต้องได้ ส.ส.มากกว่านี้ พฤติกรรมยังตามมาให้เห็นอีกยังมีพลังดูดอย่างต่อเนื่องในสภาฯทุกอาทิตย์ โดยใช้ทั้งอำนาจเงินและอำนาจรัฐ และมีการใช้งบประมาณมาล่อใจกันอีก ไม่รวมถึงเรื่องคดีหรือโปรย้ายค่ายต่างๆ

แนะน้องใหม่คิดถึง ปชช.ก่อนพรรค

“อยากจะเตือนสติว่างบประมาณที่อยู่ในมือท่านไม่ว่าจะกระทรวงไหน เป็นเงินของภาษีประชาชนที่ควรจะใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ไม่ใช่ใช้งบประมาณของประชาชนไปล่อใจ ส.ส.ต่างพรรค ไปตกปลาในบ่อของคนอื่นโดยใช้เงินภาษีของชาวบ้าน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ในฐานะที่ดิฉันเป็นประธานยุทธศาสตร์รุ่นพี่ ดิฉันอยากจะบอกว่าสิ่งที่พวกเราทำแน่นอนว่าเราอยากให้พรรคการเมืองของเราแข็งแรง มีการทำงานที่ดี แต่สิ่งที่เราคิดเป็นแนวนโยบายที่ดีทั้งนั้น ที่ประธานยุทธศาสตร์พรรค พท.ลงพื้นที่ ก็มีแต่เรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้าน ที่เอามานำเสนอเพื่อให้ประธานยุทธศาสตร์คิดค้นนโยบายในการแก้ไขปัญหาให้กับส่วนรวม ไม่ใช่เอามาคิดค้นวิธีการที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับพรรคการเมืองของตัวเอง” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

เหน็บติดอาวุธปัญญาดีกว่าแจกเงิน

นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาคนรายได้น้อยเพิ่มขึ้นเพราะประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย รัฐไม่มีสวัสดิการเพื่อรองรับในสังคมคนสูงวัย แต่เลือกวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาว คือให้เงินไปซื้อปลาแต่ไม่สอนวิธีการจับปลา แต่หากรัฐบาลนำงบฯแจกเงินท่องเที่ยวมาสนับสนุน โรงเรียนใกล้ร้างเปิดเป็นสถาบันอบรมส่งเสริมอาชีพ ใครมาเรียนมีเงินเดือนให้ จบไปมีเงินทุนทำธุรกิจ ถือเป็นคนมีความรู้และผ่านการอบรมแล้ว และมีครูเกษียณอายุราชการจำนวนมาก น่าจะเรียกระดมข้าราชการปลดเกษียณมาช่วยให้ความรู้ประชาชนดีกว่า เลิกได้แล้วกับการแจกเงิน เปลี่ยนวิธีคิดทำแบบสร้างสรรค์ดีกว่า อยากให้รัฐบาลจัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสริมความรู้ให้เกษตรกรและประชาชนที่สนใจไม่ว่าจะอบรมนวดแผนไทยหรือจัดอบรมด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยว เสริมอาวุธทางปัญญาได้ประโยชน์มากกว่าการแจกเงินแน่นอน

ซัด 9 ปี คสช.กู้หนี้ล้น 4.2 ล้านล้าน

เมื่อเวลา 14.00 น. นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกฯและอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้ข่าวว่ารัฐบาลวางแผนจะกู้เงินเพื่อปิดหีบงบฯอีก 2 ล้านล้านบาท ในช่วง 4 ปีหน้า เคยนำตัวเลขการกู้เงินของรัฐบาล คสช.มาให้ได้ดูอยู่มา 5 ปีกู้ไปแล้ว 2.2 ล้านล้านบาท ถ้าเตรียมแผนกู้ตามข่าวจริงอยู่ครบ 5 ปี บวกอีก 4 ปี เท่ากับ 9 ปี เราจะมีหนี้เพิ่มรวม 4.2 ล้านล้าน บาท ดูสถิติการใช้หนี้ของรัฐบาลไทยเป็นตัวเลขจ่ายคืนค่าดอกเบี้ยและเงินต้นช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ปี 2558-2562 รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยสูงขึ้นตามลำดับ ที่น่ากังวลคือ ถ้าเราจะเดินหน้าตามแนวคิดเดิมๆที่ทำไว้ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจะเพิ่มหนี้มากจนหาทางลงไม่ได้หรือเปล่า และดูตัวเลขค่าดอกเบี้ยแล้ว น่าใจหายเหมือนกัน จ่ายปีละกว่าแสนล้านบาท ขณะที่จ่ายคืนเงินต้นได้เพียง 4-5 หมื่นล้านเท่านั้น ลงทุนด้วยเงินกู้เพื่อสร้างประเทศเป็นเรื่องจำเป็น แต่ลงทุนแล้วต้องทำให้เกิดรายได้มากพอที่จะจ่ายคืนเงินต้นได้มากขึ้น เพื่อลดรายจ่ายค่าดอกเบี้ยจึงจะถูกต้อง อยากเห็นรัฐบาลทบทวนแนวทางการบริหารนโยบายทางการคลัง ขอให้รักษาวินัยทางการคลัง ตามที่แถลงนโยบายไว้กับรัฐสภาอย่างเคร่งครัด

“ธนกร” ซัดมือมืดจ้องโจมตีบัตรคนจน

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ไม่หวังดีกับรัฐบาลในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นำข้อมูลเท็จลงโซเชียลมีเดียโจมตีว่าคนที่ได้ไม่ได้จนจริง เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด การลงทะเบียนมีการบูรณาการความร่วมมือ 26 หน่วยงาน และมีการตรวจสอบหลังปิดลงทะเบียน ใช้ฐานข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของแต่ละหน่วยงานร่วมกันตรวจสอบด้วยเลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ได้แก่ กรมการปกครอง กรมสรรพากร กรมบัญชีกลาง กรมที่ดิน ธนาคารเอกชน 15 แห่ง และธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนกรณีที่บอกว่าคนไทยยังไม่ทราบรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้รัฐบาลได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้รับรู้ในทุกมิติเพื่อให้ประชาชนรับรู้และเข้าร่วมโครงการ มั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถประคองเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกได้ เพราะรัฐบาลช่วยอย่างตรงจุด ทั้งกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี

แบนวีซ่า “หนูหริ่ง” หวั่นลี้ภัยสหรัฐฯ

วันเดียวกัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “VISA อเมริกา” ระบุว่า ครั้งแรกที่ไปอเมริกา ได้ทุนรัฐบาลอเมริกาไปดูงานแก้ปัญหาสังคม ในฐานะแขกของรัฐบาลอเมริกาเดินผ่านด่านอย่างง่าย ไม่ต้องอธิบายอะไร ครั้งที่สองไปร่วมงานสัมมนาและไปนำเสนองานด้าน ICT เพื่อการพัฒนาสังคม ได้รางวัลจาก World Bank ไปทำโครงการสถานีโทรทัศน์บ้านนอก ออกอากาศในย่าน UHF ในชุมชนชาวเขาที่เชียงราย ครั้งที่สามได้รับเชิญไปร่วมแลกเปลี่ยนกับองค์กรสาธารณกุศลในอเมริกา The Rockefeller Foundation ส่งชื่อ หลังงานเสร็จมีโอกาสไปนอนที่วัดไทยในดี.ซี. และ 11 ปีที่ผ่านมาไม่มีโอกาสไปอเมริกาทั้งที่มีวีซ่า 10 ปี ตอนที่มีวีซ่าอยู่ติดเรื่องต้องไปขออนุญาต คสช. ตัดสินใจไม่ออกนอกประเทศ หากคำสั่งขออนุญาตยังอยู่ ตอนที่เรียนสถาบันพระปกเกล้าที่ต้องไปดูงาน ต่างประเทศ ก็แจ้งประธานหลักสูตรว่าไม่ไปดูงาน เพราะถือหลักจะไม่อ้อนวอน คสช. ล่าสุดไปขอวีซ่าไปอเมริกาอีกครั้ง ต้องการไปเยี่ยมลูกสาวที่ไปอยู่ มา 5 ปีแล้ว และไม่ได้เจอกันเลย ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยม 2 สัปดาห์ในช่วงที่ลูกสาวปิดเทอมเดือน ก.ย. แต่สถานทูตอเมริกาปฏิเสธการให้วีซ่า ในบทสนทนาที่ยืดเยื้อ จับใจความได้ว่าเขากลัวตนเดินทางไปอเมริกาแล้วไม่กลับมาอีก เป็นเรื่องเกินความคาดหมาย แต่เข้าใจได้ว่าทำไมเจ้าหน้าที่สถานทูตคิดเช่นนั้น แต่สาบานได้เลยว่าตั้งใจไปเยี่ยมลูกแล้วกลับมาเมืองไทยจริงๆ ไม่ได้คิดจะไปลี้ภัยอยู่ที่นั่น เป็นเอกสิทธิ์แต่ละประเทศ ไม่มีสิทธิทักท้วง แค่อยากเล่าให้ฟัง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไพบูลย์ นิติตะวันกกต.พรรคประชาชนปฏิรูปยุบพรรคพรรคพลังประชารัฐขัดรัฐธรรมนูญข่าวหน้า1ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้