ข่าว
100 year

โจทย์ “โคตรหิน” กัปตันเรือเหล็กฝ่ามรสุมกระหน่ำ : แก้เศรษฐกิจ ทันเล่ห์การเมือง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์25 ส.ค. 2562 05:09 น.
SHARE

มรสุมข่าวร้ายทางเศรษฐกิจกระหน่ำแบบรายวัน

คลื่นสึนามิจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน บวกแรงกระแทกจาก “ฮ่องกงเอฟเฟกต์” การชุมนุมต่อต้านอำนาจรัฐบาลปักกิ่งที่ไม่จบง่ายๆ ซ้ำด้วยวิกฤติภัยแล้งในประเทศไทย

สารพัดปัจจัยด้านลบทั้งในและนอกประเทศ

ในสภาพที่รัฐบาล “เรือเหล็ก” ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพิ่งตั้งลำออกจากท่า หลังผ่านการเลือกตั้งมากว่า4-5 เดือน เหมือนเป็นห้วง “หลุมดำ” ตามธรรมชาติแบบไทยๆ ข้าราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พากันใส่ “เกียร์ว่าง” รอรัฐบาลใหม่

การบริหารสะดุด การเบิกจ่ายงบประมาณชะงัก

จากอาการเศรษฐกิจที่เพิ่งฟื้นจากวิกฤติการเมือง จีดีพีกำลังเชิดหัวขึ้น ต้องเสียหลักเซถลา

ตัวเลขดิ่งลงวูบวาบอย่างน่าตกใจ

สถานการณ์แบบที่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กระบี่มือหนึ่งด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด เตรียมตัวรับแรงกระแทกจากสึนามิ

“เผาจริง” ไม่ใช่ “เผาหลอก”

บ่งบอกด้วยสถานการณ์เหยียบคันเร่งเต็มสปีด ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตามที่นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “แพ็กเกจ” ใหญ่

อัดฉีดกระตุ้น “ชีพจร” ปลุกจีดีพีไตรมาสสุดท้ายปลายปี

ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก 1.มาตรการบรรเทาค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกองทุนหมู่บ้าน ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2562

ประกอบด้วย 1.ผู้มีบัตรสวัสดิการฯทุกคน 14.5 ล้านคน จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน 2.ผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการฯ ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน 3.ช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตรแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการฯ ที่มีอายุ 0 ถึง 6 ขวบ ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน 4.พักชำระหนี้เงินต้นของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่คงค้างกับสถาบันการเงิน 50,732 แห่ง โดยเป็นหนี้ ธ.ก.ส. 27,249 แห่ง และธนาคารออมสิน 23,483 แห่ง เฉพาะเงินต้นเท่านั้น

มาตรการที่ 2 บรรเทาค่าครองชีพสำหรับเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งปี 2562

ประกอบด้วย 1.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดย ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ในอัตราดอกเบี้ย 0.1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี วงเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี เริ่มวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 2.ขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ระยะเวลา 2 ปี และ 3.สนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่

มาตรการที่ 3 กระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ ประกอบด้วย

1.มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ “ชิมช็อป ใช้” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ และสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (g-Wallet) โดยผู้สนใจเข้าร่วมมาตรการจะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปในวันลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการผ่านทางเว็บไซต์

โดยผู้ที่ผ่านการลงทะเบียนจะได้รับสิทธิประโยชน์ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1.รัฐบาลสนับสนุนเงิน 1,000 บาทต่อคน เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ แต่ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และ 2.หากผู้ลงทะเบียนใช้เงินเพิ่มเพื่อใช้จ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าที่พัก หรือค่าสินค้าท้องถิ่นจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ รัฐบาลจะชดเชยเงินคืนให้เป็นจำนวนเท่ากับ 15 เปอร์เซ็นต์ของยอดชำระเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 4,500 บาทต่อคน ซึ่งเท่ากับวงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน

และมาตรการที่ 4 แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและงบลงทุนของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมี รมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ

เบ็ดเสร็จรวมตัวเลขกว่า 3.16 แสนล้านบาท

ซึ่งดูจากรายละเอียดวิธีการ ส่วนใหญ่การจ่ายเงินเข้าระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ทางการมีฐานข้อมูลเดิมแน่นพอสมควรอยู่แล้ว เน้นส่งถึงมือกลุ่มเป้าหมายผู้มีรายได้น้อย อีกส่วนคือการอุดหนุนเงินกู้ผ่านธนาคารรัฐ รวมถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากอย่างรัดกุม ครอบคลุม

สะท้อนการยึดกฎเหล็ก รักษาระเบียบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

ไม่ไล่แจกดะแบบสะเปะสะปะ

นั่นก็ทำให้เบาใจได้ระดับหนึ่ง กับการบริหารเม็ดเงินประมาณอย่างคุ้มค่ามีคุณภาพ

เบื้องต้นอย่างที่เห็นภาพข่าวประชาชนจำนวนมากถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าคิวรอกดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จนตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยแบงก์ร้อยบาทหมดตู้

แน่นอนชาวบ้านจะนำไปจับจ่ายใช้สอย พยุงค่าครองชีพ

ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนปัญหาปากท้องผู้มีรายได้น้อย พร้อมกับผันเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์กระตุ้นสภาพคล่องภายในประเทศ ประคองตัวจากความฝืดเคืองภายนอก

โดยผลลัพธ์ในเชิงเศรษฐกิจต้องรอประเมินช่วงครบรอบการหมุนของมาตรการกระตุ้นเม็ดเงิน วัดจากตัวเลขจีดีพีจะได้ตามเป้าร้อยละ 3 กว่าๆ อย่างที่ “ขุนคลัง” คาดการณ์หรือไม่

แต่ก่อนอื่นใด ผลในทางการเมืองเห็นชัดก่อนเลย จากอาการของทีมพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมฝ่ายค้านที่ดาหน้าถล่มโจมตี เบิ้ลบลัฟมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ตั้งหน้าตั้งตาด่าตั้งแต่หัววัน “ลุงตู่” ละเลงงบฯ แก้ปัญหาไม่ตรงเป้า

ซึ่งนี่แหละ “เข้าเป้า” กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแพ็กเกจใหญ่ของรัฐบาล “ประยุทธ์ภาค 2” ที่ออกมา ได้สร้างผลในเชิงจิตวิทยา อย่างน้อยในความรู้สึกของชาวบ้าน รัฐบาลมุ่งแก้เศรษฐกิจปากท้อง

ตรงกันข้ามกับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จ้องแต่เล่นการเมือง

โดยเฉพาะปรากฏการณ์มันฟ้องจากคนของแนวร่วมฝั่งเดียวกันเอง ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ลูกทีมของ “เฮียมิ่ง” นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พูดชัด อึดอัดกับการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่มุ่งแต่เดินหน้ารื้อรัฐธรรมนูญ ไม่พูดถึงเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้าน

นั่นก็ทำให้เกิดกระแส “สวิงขั้ว” ลูกทีม “เฮียมิ่ง” พร้อมหนุนรัฐบาล

ในจังหวะภายในพรรคเพื่อไทย ลูกหาบของ “นายใหญ่” ก็ตั้งท่าล่อกันเอง ดักทุบ “งูเห่า” จากคิวที่ ส.ส.สุรินทร์ ยี่ห้อ “ทักษิณ” โผล่รับ “นายกฯลุงตู่” ลงพื้นที่ เชียร์ให้อยู่ยาว 4 ปี อย่ายุบสภา

สถานการณ์ของฝ่ายค้านส่อ “เสียงแตก”

แม้ตามรูปเกม จะมีคิวอภิปรายทั่วไปไม่ลงมติในต้นเดือนกันยายน กรณี พล.อ.ประยุทธ์ นำ ครม.ถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ให้รุมกินโต๊ะผู้นำ

แต่ในมุมร้ายสุดของฝ่ายรัฐบาล ถ้านายกฯทำผิดรัฐธรรมนูญจริง ก็วนกลับไปสู่จุดตั้งต้นใหม่

“ใหม่ไปไม่ได้ เก่าก็กลับมา” โดยสภาพ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลเดิมยังครบองค์คณะ มีอำนาจเต็ม

ที่สำคัญดาบ ม.44 จะฟื้นกลับมามีฤทธิ์เดชสารพัดนึก

ยังไง “บิ๊กตู่” ก็ไม่เจอทางตัน ปัญหาจริงๆ ณ วันนี้ของทีมอำนาจ คสช.ก็คือสภาพการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ ที่ล่าสุด “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เปิดตัวเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค

พร้อมประกาศตนเป็น “นักการเมืองเต็มตัว”

ท่ามกลางพิธีกรรมต้อนรับอย่างชื่นมื่น ครึกครื้น เจ้าตัวประกาศจะนำพรรค พปชร.สู่ความยิ่งใหญ่ รัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี เลือกตั้งรอบหน้าจะได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่าต้นทุนเดิม 116 ที่นั่ง

แต่แค่ประเดิมก็เจอ “รับน้อง” ทันที กับการที่นายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนดัง โพสต์เฟซบุ๊กบลัฟทันควัน ใครๆก็รู้มานานแล้วว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นของ “บิ๊กป้อม”

เมื่อถึงเวลาก็เปิดตัวอย่างไม่อายใคร

นั่นหมายถึงยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” ที่นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เลขาธิการพรรค ก่อร่างสร้างค่าย รวบรวมนักการเมืองอาชีพอย่างนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายวราเทพ รัตนากร นายสนธยา คุณปลื้ม นายสันติ พร้อมพัฒน์ ฯลฯ

เป็นพรรคการเมืองในฟอร์มของนักเลือกตั้งอาชีพ

ต้องคืนสู่ฟอร์มพรรคท็อปบูต เมื่อทหารอาชีพอย่าง “บิ๊กป้อม” เข้ามา “จัดแถว” ส.ส.

สวนกระแสเทรนด์การเมืองของคนรุ่นใหม่ แต้มยิ่งไหลไปที่ทีม “อนาคตใหม่”

ไหนจะรอยร้าวแฝงอาการจ้อง “แทงหลัง” กันเอง ข่าววงใน “ขาใหญ่” จ้องโหน “พี่ใหญ่” มาเบียดกับแกนนำรุ่นเก๋าอย่างนายสุริยะ นายสมศักดิ์ ตั้งท่าหักดิบยึดอำนาจการบริหารภายในพรรค

แต่โดยสภาพ “พี่ใหญ่” ที่ไม่ขลังเหมือนเก่า

ถึงจุดไม่มีใครกลัวใคร ไม่มีใครฟังใคร คงได้ฟัดกันพรรคแตก

ที่แน่ๆกับภาวะเสี่ยงๆเดาทาง “บิ๊กตู่” ต้องชั่งใจหนัก ไม่บุ่มบ่ามกระโดดเข้าพรรคพลังประชารัฐเต็มตัว

เพราะจะยิ่งโหลดน้ำหนักพรรคทหารมากไปกันใหญ่

การเมืองยังมีเวลาคิดยาวๆ ไม่จำเป็นต้องรีบหงายไพ่ อยู่ตรงไหน “บิ๊กตู่” ก็ใหญ่เท่ากัน

ที่สำคัญตอนนี้ประชาชนให้ความสนใจกับเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปากท้องมากกว่า

มันคือจังหวะที่ “บิ๊กตู่” จะลบคำสบประมาท

ผู้นำนั่งหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจ ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ

ในวิกฤติคือโอกาส พล.อ.ประยุทธ์ต้องแสดงภาวะผู้นำ ความเด็ดขาดในการคุมเกมการต่อรองผลประโยชน์แฝงเกมการบริหารในยุค ครม.เลือกตั้ง สภาพรัฐบาลผสม

นายกฯต้องรู้ทันเล่ห์นักการเมืองอาชีพที่เขี้ยวลากดิน

พร้อมแฝงวาระสอดไส้ในจังหวะเร่งรีบดันงบกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตลอดเวลา

อย่าปล่อยคอร์รัปชันหากินกับความเดือดร้อนชาวบ้านเด็ดขาด.

“ทีมการเมือง”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์การเมืองทีมการเมืองสงครามการค้าประยุทธ์ จันทร์โอชาค่าครองชีพเกษตรกรการลงทุนข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้