ข่าว
100 year

ดูกันชัดๆ เปิดคำพิพากษา (ฉบับสมบูรณ์) 24 นปช.ก่อการร้าย เหตุใดถึงรอดหมด

ไทยรัฐออนไลน์14 ส.ค. 2562 17:01 น.
SHARE

เปิดคำพิพากษา คดีก่อการร้าย (ฉบับสมบูรณ์) ของ 24 แกนนำ นปช.เพราะอะไรศาลจึงพิจารณาตัดสินรอดจากโทษทั้งหมด

วันที่ 14 ส.ค. ภายหลังศาลชั้นต้น ได้พิพากษายกฟ้อง 24 จำเลย นปช. ชุมนุมกดดัน ต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 2553 ซึ่งคดีดังกล่าวศาลสืบพยานยาวนานกว่า 9 ปี ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้นำคำพิพากษาฉบับสมบูรณ์มาลงให้ประชาชนได้รับทราบว่า เหตุใดศาลจึงยกฟ้องแกนนำ นปช.ทั้ง 24 ราย  

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าการกระทำอันเป็นความผิดก่อการร้ายจะต้องเป็นการกระทำอันเข้าองค์ประกอบความผิดที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135 / 1 ว(1) ถึง (3) คือ ต้องมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ กระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นประโยชน์สาธารณะ กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือบุคคลใดหรือต่อสิ่งแวดล้อมอันก่อให้เกิด หรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ

ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวนั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน แต่หากเป็นการกระทำในการเดินขบวนชุมนุมประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้สิทธิ์เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย

จากพยานหลักฐานทางนำสืบของโจทก์ ไม่มีพยานปากใดที่เข้ามาเบิกความยืนยันว่า มีจำเลยคนหนึ่งคนใดที่เป็นแกนนำกลุ่ม นปช. ได้ทำการปราศรัยหรือกระทำการอันเป็นการยุยงปลุกปั่นให้ผู้ร่วมชุมนุมกระทำการดังที่ได้ระบุไว้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135 / 1 วงเล็บ(1) ถึง (3) แม้โจทก์จะมีพยานเบิกความต่อศาล ว่า ระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องแต่พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นการกระทำของบุคคลใดหรือเป็นการกระทำของฝ่ายใด และไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งข่าวว่า เป็นจริงหรือไม่ และยังมีพยานโจทก์อีกหลายปากเบิกความต่อศาลว่าการชุมนุมของ นปช.เป็นการใช้สิทธิ์เรียกร้องทางการเมืองให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ก็ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่า เป็นการกระทำของกลุ่ม นปช. การเดินทางไปที่รัฐสภา และสถานีดาวเทียมไทยคม ก็เป็นการเดินทางไปเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีคำสั่งให้ต่อสัญญาณสถานีโทรทัศน์ช่องพีเพิล ชาเเนล ที่รัฐบาลมีคำสั่งให้ปิดหรือตัดสัญญาณไป ก่อนหน้านั้น ชายชุดดำก็ไม่ปรากฏว่า เป็นกองกำลังของฝ่ายใด และไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาดำเนินคดีได้ในขณะนั้น ทั้งที่สถานที่ที่ปรากฏตัวชายชุดดำมีประชาชนอยู่ด้วยจำนวนมาก จึงไม่น่าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะจับกุมดำเนินคดีไม่ได้ทันท่วงที การที่แกนนำกลุ่ม นปช. ปราศรัยบนเวทีที่ว่า หากทหารออกมาสลายการชุมนุมหรือทำรัฐประหาร ให้ประชาชนนำน้ำมันและให้มีการเผานั้น เป็นการกล่าวปราศรัยบนเวที ก่อนวันที่จะมีการชุมนุมใหญ่หลายวัน และไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายทรัพย์สิน ตามที่มีการปราศรัยแต่อย่างใด การวางเพลิงเผาซ้ำ เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ภายหลังจากแกนนำกลุ่ม นปช. ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในเรื่องการวางเพลิงเผาซ้ำไว้เป็นที่สุด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8132 / 2561 ว่า มิใช่เป็นการกระทำของกลุ่ม นปช. การปราศรัยเรียกร้องให้ประชาชนทำการต่อต้านการทำรัฐประหารเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่สามารถจะทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด การชุมนุมของกลุ่ม นปช. เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ เป็นการใช้สิทธิ์เรียกร้องทางการเมือง ซึ่งแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศแนวทางการต่อสู้มาโดยตลอดว่า เป็นการชุมนุมโดยสันติวิธี สงบ และปราศจากอาวุธ และปฏิเสธเข้ามาดำเนินการของ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง กับพวก ซึ่งมีแนวทางการต่อสู้คนละแนวกันตลอดมา การดำเนินการของพลตรีขัตติยะกับพวก จึงไม่ใช่เป็นการดำเนินกิจกรรมของ กลุ่ม นปช. เพราะแกนนำ นปช. ประกาศจุดยืนมาโดยตลอดว่า เป็นการชุมนุมโดยสันติวิธี สงบ ปราศจากอาวุธ การชุมนุมของ กลุ่ม นปช. มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก จึงอาจจะมีบุคคลผู้ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์ ให้เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นได้

การที่จำเลยที่ 7 กับพวกขัดขวางการลำเลียงกำลังพลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร บริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และยึดเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแสดงต่อสื่อมวลชน บริเวณเวทีปราศรัย และต่อมาเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องรับเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลายเหล่านั้นกลับคืนไปหมดแล้ว การกระทำดังกล่าวมิได้ประสงค์เอาแก่ตัวเพื่อเอาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ เหตุวางเพลิงเผา และทำลายทรัพย์สินของทางราชการบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เกิดขึ้นภายหลังจากจำเลยที่เจ็ดนำเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแสดงต่อสื่อมวลชนแล้ว ไม่ได้ความว่าจำเลยที่เจ็ดเดินทางกลับไปอีก กรณีนี้จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่เจ็ดร่วมกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย

โจทก์ฟ้องคดีนี้รวม 5 สำนวน ขอให้ลงโทษฐานก่อการร้ายและบรรยายฟ้องถึงลักษณะการกระทำความผิดต่างๆ เพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิด และไม่ได้ขอให้ลงโทษในการกระทำความผิดลักษณะต่างๆ มาด้วย จึงถือว่าเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษ เฉพาะจำเลยที่ 24 ในความผิดต่างๆ อันเป็นองค์ประกอบความผิดมานั้น ฟังได้ว่า เป็นการกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันกับคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 24 กับพวกต่อศาลจังหวัดพัทยา กรณี พาพวกไปขัดขวางการประชุมผู้นำอาเซียน และศาลจังหวัดพัทยา มีคำพิพากษาแล้วคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) แม้รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่ต่อมา โดยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ได้ประกาศห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมในท้องที่ดังกล่าว การออกอากาศเช่นว่านั้นก็เพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ซึ่งได้ร่วมชุมนุมต่อเนื่องติดต่อกันมาแล้วหลายวัน แต่ภายหลังที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแล้ว ไม่ได้ความจากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ว่า แกนนำกลุ่ม นปช. จัดการชุมนุมที่อื่นได้อีก นอกเหนือจากสถานที่ที่มีการชุมนุมอยู่ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1-15 และจำเลยที่ 18- 24 จึงไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้อง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นปช.ก่อการร้าย24 แกนนำนปช.ศาลชั้นต้นยกฟ้องตัดสินยกฟ้องชุมนุมเสื้อแดงปี 2553ข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้