ข่าว
100 year

ลงยันต์ป้อง "จุดตาย" !

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 ส.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

ยื้อต่อลมหายใจได้อีกเฮือก

ล่าสุดศาลอาญาเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง นปช.บุกล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำ นปช.

อาทิ นายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นพ.เหวง โตจิราการ ฯลฯ เป็นจำเลย

โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย ลดหลั่นกันไป

สูงสุด 4 ปี 4 เดือน ต่ำสุด 2 ปี 8 เดือน

จึงเป็นอะไรที่ลุ้นระทึกในชั้นสุดท้าย “ศาลฎีกา” ที่นัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม

แต่เนื่องจากนายวีระกานต์ป่วย พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม พร้อมส่งใบรับรองแพทย์ ประกอบกับยังไม่ได้รับหมายศาล จึงมีการอนุญาตเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 23 สิงหาคม 2562 เวลา 09.00 น.

ยังมีเวลาหายใจหายคอ แต่ไม่เร็วก็ช้าก็ต้องรับผลการพิพากษา

เหตุมาจาก “กรรม” ผลของการกระทำของใครของมัน

กระบวนการยุติธรรมตามทัน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปช้าหรือเร็ว

คดีม็อบป่วนเมืองเข้าคิวรอศาลพิพากษา แกนนำขาใหญ่ทยอยรับชะตากรรม ทุกขั้ว ทุกสี นปช. พันธมิตร กปปส. ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ส่วนใหญ่ไม่รอดสันดอน แต่อาจมีบางคดีที่หลุด เพราะมันอยู่ที่สำนวนการฟ้อง เหลี่ยมการสู้คดี และพฤติการณ์สร้างความเสียหายกับบ้านกับเมือง

ไม่ใช่เรื่องของสองมาตรฐานแต่อย่างใด

ไม่อย่างนั้นคงไม่เห็นระดับแกนนำขาใหญ่ได้เข้าไปสัมผัสชีวิตในเรือนจำกันถ้วนหน้า

ไม่มีใครสบายเนื้อสบายตัว ต้องขึ้นศาลกันเหนื่อยก็แล้วกัน

มันคือตัวอย่างของพวกที่คิดจะปั่นเกมมวลชนรอบใหม่ มันคุ้มหรือไม่กับเกมเดิมพันชะตากรรมกับอาญาบ้านเมือง เพื่อแลกกับอำนาจและผลประโยชน์ แฝงมากับเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง

ม็อบป่วนเมืองสร้างความเสียหาย อีกสถานการณ์ที่ร้ายแรงไม่แพ้กันก็คือ “คอร์รัปชัน”

นั่นก็ไม่แปลกกับสัญญาณชัดๆ “ห้ามทุจริตเด็ดขาด”

ประกาศเป็น “พันธสัญญา” แปะไว้ข้างฝาห้องประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกที่ใช้อำนาจได้เต็มมือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ย้ำเสียงเข้มกลางวงประชุม ครม.ชุดใหม่

เงื่อนไขสำคัญของรัฐบาล “ประยุทธ์ภาค 2”

โดยสถานการณ์ต้อง “ลงยันต์” กำกับ “รัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ำ” ที่ตามฟอร์มหนีไม่พ้นอาการหวาดระแวงของสังคม อารมณ์ประชาชนไม่ไว้ใจพวก “มือไวใจกล้า” จ้องถอนทุนเลือกตั้ง

อีกอย่างก็คือมาตรฐานความโปร่งใสเทียบกับ “ประยุทธ์ภาคแรก” ที่ทำไว้สูง

อย่างที่เห็นเมกะโปรเจกต์เดินหน้าปักหมุด ลงเสาเข็มคืบหน้าหลายสิบโครงการ ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) แม้แต่รายการก่อสร้างซ่อมแซมถนนหลวง

ไม่มีเรื่องการหักหัวคิว ชักเปอร์เซ็นต์โหดๆร้อยละ 30 เหมือนอดีตที่ผ่านมา

ปล่อยให้เอกชนประมูล ต่อสู้ราคากันตามธรรมชาติ

แม้จะอยู่ในห้วงอำนาจเด็ดขาดรัฐบาลทหาร สถานการณ์ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจคุมเกมสั่งการกระทรวงเศรษฐกิจได้ทุกมิติ

แต่ปลอดภัย เพราะไม่มีพวกมือไวใจกล้า

รอบนี้ “บิ๊กตู่” จึงต้องรักษามาตรฐานความโปร่งใส ต้นทุนหน้าตักที่ทำให้ปลอดภัยมาถึงตรงนี้

ไม่ใช่แค่ “ลงยันต์กันโกง” ประกาศดังๆกลางวง ครม.ใหม่ห้ามทุจริตเด็ดขาด ตามยุทธศาสตร์ยังมีการตั้งฟลอร์ ครม.เศรษฐกิจ พ่วงด้วยคณะกรรมการติดตามงาน “กรอง” หลายชั้นหลายชุด

“อุดช่องโหว่คอร์รัปชัน” เลี่ยงปมอันตรายในยุคสถานการณ์สื่อกระแสหลักเฝ้าสังเกตการณ์ แถมสังคมโซเชียลฯจ้องจับผิดพรรคร่วมฝ่ายค้านรอปิดบัญชี

ยังมี “ตาวิเศษ” กล้องมุมสูงส่องตลอดเวลา

ขืน “ประยุทธ์ภาค 2” ถูกจับปมทุจริต ฉ้อฉลงบประมาณ ติดเชื้อคอร์รัปชัน ลามเป็นบาดทะยัก

“จุดตาย” รัฐบาล กองทัพเป็นแบ็กอัปก็อุ้มไม่ไหว.

ทีมข่าวการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประยุทธ์ จันทร์โอชาสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ลงยันต์รัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ำอีอีซีวิเคราะห์การเมืองทีมข่าวการเมืองเลือกตั้ง

คุณอาจสนใจข่าวนี้