การประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รวมทั้งการอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายฯ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วุฒิสมาชิกและการชี้แจงของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ต่อจากนี้ไป ก็เป็นเรื่องของการเดินหน้าบริหารประเทศของรัฐบาลตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา แต่ควันหลงจากการอภิปรายในช่วงการแถลงนโยบายรัฐบาล ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก โดยเฉพาะการชี้แจงและตอบคำถามต่างๆ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่บางครั้งมีการใส่อารมณ์และตอบโต้ผู้อภิปรายด้วยถ้อยคำที่ฉุนเฉียวจนทำให้บดบังสาระสำคัญของคำชี้แจงนั้นไปจนหมดสิ้น
เป็นที่ชัดเจนว่า ส.ส.พรรคฝ่ายค้านบางคน จงใจหรือเจตนาที่จะยั่วให้นายกรัฐมนตรีโกรธหรืออารมณ์เสีย จนต้องลุกขึ้นมาตอบโต้ด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำที่ดุดันและรุนแรง ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีเองก็ออกมากล่าวขอโทษต่อประชาชนผ่านสื่อมวลชน โดยยอมรับว่า ยังไม่คุ้นเคยกับการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมทั้งยืนยันว่าจะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น
...
ส่วนการชี้แจงตอบคำถามของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่นๆ นั้น บางคนที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพก็สามารถทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดี ตรงประเด็นและไม่มีการเสียดสีฝ่ายตรงข้าม ขณะที่รัฐมนตรีที่เคยเป็น ส.ส.มาก่อน มักจะยังติดอยู่กับการตอบโต้ฝ่ายค้าน จนทำให้มีการโต้คารมกันไปมา จนบดบังสาระสำคัญในเรื่องที่อภิปรายและชี้แจงไปเสียหมด
แต่สิ่งที่โลก Social Media พูดถึงกันมากนอกจากเรื่องคอยจับผิดว่านายกรัฐมนตรีจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ นั่นก็คือ การอภิปรายของนักการเมืองหน้าใหม่ในซีกฝ่ายค้านที่พยายามทำการบ้านโดยหาจุดอ่อนหรือช่องโหว่ในนโยบายรัฐบาลมาอภิปราย รวมทั้งย้อนกลับไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ถึงขนาดรัฐมนตรีบางคนต้องออกปากชื่นชมการอภิปรายว่ามีเนื้อหาสาระพร้อมทั้งรับว่าจะนำข้อเสนอแนะไปดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลให้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทย แต่พฤติกรรมเก่าๆ ที่ไม่พึงปรารถนา เช่น การลุกขึ้นประท้วงฝ่ายตรงข้ามอย่างพร่ำเพรื่อ จนสร้างความเบื่อหน่ายให้กับประชาชนที่สนใจติดตามชมหรือฟังการอภิปราย โดยมีร่องรอยของความไม่พอใจปรากฏให้เห็นอยู่มากพอสมควรในโลก Social Media
ปรากฏการณ์เหล่านี้ โดยรวมแล้วทำให้เกิดภาวะของการให้ความสนใจกับประเด็นความขัดแย้ง การโต้เถียงกันด้วยถ้อยคำที่รุนแรง หรือการประท้วงที่น่าเบื่อหน่าย มากกว่าที่จะให้ความสนใจในเนื้อหาสาระของการอภิปรายที่มุ่งเน้นไปที่นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา
ซึ่งหากจะมองกันอย่างรอบด้านแล้ว ปรากฏการณ์นี้น่าจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีก็คือ การทำให้ประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หันมาสนใจการเมืองในสภาฯมากขึ้น ส่วนข้อเสียก็คือ แทนที่คนสนใจการเมืองจะได้ฟังการอภิปรายที่มีเนื้อหาสาระ กลับต้องมาพบกับบรรยากาศการประท้วงเพื่อรบกวนการอภิปรายของฝ่ายตรงข้ามจนกลายเป็นความเบื่อหน่ายการเมืองในที่สุด
ดังนั้น สิ่งที่นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจะต้องตระหนักต่อไปนี้ก็คือ การอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ เน้นข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนผู้เสียภาษีมาใช้ในการจัดการเลือกตั้งและจ่ายเงินเดือนพร้อมค่าใช้จ่ายอื่นๆ แก่ ส.ส. ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านมีความเข้มข้นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด
พฤติกรรมใดที่รู้ตัวกันอยู่แล้วว่า เป็นพฤติกรรมของการเมืองแบบเก่าๆ ที่สร้างความเบื่อหน่ายให้กับประชาชนผู้ที่กำลังสนใจติดตามการเมือง ก็ควรจะลดลงหรือเลิกเสีย ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ในพรรคก็ควรจะช่วยตักเตือนและห้ามปราม เพราะนอกจากจะสร้างความเบื่อหน่ายแล้ว ยังอาจจะทำให้ฝ่ายของตนเสียคะแนนนิยมอีกด้วย
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมใดที่ได้รับคำชื่นชมก็ควรจะรักษาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างศรัทธาให้กับประชาชนว่า ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบการปกครองที่พึงปรารถนา และสามารถพึ่งพานักการเมืองที่มีคุณภาพได้ ไม่ว่านักการเมืองคนนั้นจะมาจากซีกฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ต่างมีส่วนในการสร้างการเมืองที่ดีได้ทั้งสิ้น
สุดท้ายที่จะไม่พูดถึงเสียเลยก็คงไม่ได้ นั่นคือการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา “ชวน หลีกภัย” ที่แม้อายุจะขึ้นเลข 81 แล้ว แต่ประสิทธิภาพในการควบคุมการประชุมถือว่าอยู่ในขั้นปรมาจารย์ที่ยากจะหาใครมาทำหน้าที่แทนได้ในเวลานี้ ขณะที่ประธานวุฒิสภาที่ทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับสภาที่มีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล จึงอาจจะยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง คงต้องให้เวลาในการสร้างความคุ้นเคยต่อไป
และไม่ว่าในภาพรวมของการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ดาวสภา” ขึ้นมาหลายคนก็ตาม แต่สิ่งที่จะต้องไม่ลืมมากไปกว่าการพุ่งเป้าความสนใจไปที่ตัวบุคคล นั่นก็คือ การให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระของการอภิปรายที่จะทำให้การเมืองไทยเป็นการเมืองยุคใหม่ที่ถือว่ามีพัฒนาการเกิดขึ้นหลังจากที่ห่างหายไปถึง 5 ปี
ทั้งหมดนี้ อาจไม่ได้ขึ้นกับคุณภาพของ ส.ส.เท่านั้น แต่บรรดากองเชียร์ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะในโลก Social Media จะต้องรู้จักแยกแยะว่า อะไรคือ ดราม่า และอะไรคือ สาระ เพื่อกระตุ้นและกำกับให้นักการเมืองทำหน้าที่แทนประชาชนตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย...
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong