เอากันอย่างนั้นเลยหรือ?
เห็นรัฐมนตรีพลังงานในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ คือนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ได้ประกาศว่านโยบายของรัฐบาลนั้นมี 2 ส่วน คือ ระยะสั้น 1 ปี และระยะยาว 4 ปี
ไขคำตอบด้วยว่ารัฐบาลวางแนวเอาไว้เพื่อบริหารประเทศครบเทอม 4 ปี
ตรงกันข้ามกับฝ่ายค้านที่ปรามาสเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงาน โดยอ้างถึงเสียงปริ่มนํ้าจะเป็นเหตุให้อยู่ได้แค่ 3-6 เดือนเท่านั้น
จึงไม่แปลกที่จะดำเนินการเพื่อรุกไล่เริ่มจากการแถลงนโยบายที่จะเน้นไปที่บรรดารัฐมนตรี ไล่ตั้งแต่นายกฯไปจนถึงรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆซึ่งมีแผลติดตัว
ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายจะต้องงัดกลยุทธ์มาเดินเกมทางการเมือง
รัฐบาลก็ต้องโม้เอาไว้ก่อนว่าครบเทอมแน่ แต่อยู่ที่ว่าจะบริหารประเทศไปได้นานแค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับความสามารถ
ฝ่ายค้านก็ต้องออกลูกทำนองนั้น เพื่อข่มขวัญเอาไว้ก่อน
แน่นอนว่าในสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้น รัฐบาลดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์และความเป็นไป
“เศรษฐกิจ” จะเป็นตัวชี้ขาดความคงอยู่จะสั้นจะยาวมันบ่งชี้ได้
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯที่คาดการณ์กันก่อนหน้านี้ว่าจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้แตกต่างจากรัฐบาล คสช. ที่มาจากการเลือกตั้ง
คือมีนักการเมืองเข้ามาร่วมเป็นรัฐมนตรี และได้แบ่งกระทรวงรับผิดชอบ ซึ่งมีงานด้านเศรษฐกิจด้วย จึงต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน
จึงมีแนวคิดที่จะตั้ง “ครม.เศรษฐกิจ” เพื่อประชุมร่วมกันก่อนที่จะเสนอให้ ครม.ใหญ่พิจารณาอนุมัติ
มีนายกฯเป็นประธานทั้ง 2 คณะ
อันนี้แหละที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็น “ทีม” ได้ เพื่อรวบรวมความคิดเห็น แนวทางแก้ไขและแนวคิดใหม่ๆ
เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ การประสานงานไปในทิศทางเดียวกัน
รัฐบาล คสช.เป็นบทเรียนที่ชัดเจนในการแก้ไขและขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจ แม้จะตั้งให้นายสมคิดเป็นหัวหน้าทีม แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
เนื่องจากมีการสั่งการไปแล้วแต่บรรดาเจ้ากระทรวงไม่ขานรับ ไม่เชื่อฟัง ไม่ปฏิบัติตามจนเกิดปัญหาความไม่ลงรอย ไม่ยอมรับในตัวบุคคล
ทุกอย่างเลยกระท่อนกระแท่นไปกันคนละทิศละทาง ทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่เป็นเอกภาพ ขับเคลื่อนไม่ได้อย่างที่โม้กันเอาไว้
เพราะทั้งระบบและบุคคลไม่เป็นเอกภาพ
นั่นแหละคือคำตอบที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา
และที่เห็นชัดก็คือสภาพเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นด้วยวิธีการต่างๆด้วยการใช้งบประมาณลดแลกแจกแถม แต่ก็ไม่เข้าเป้า
สุดท้าย “ทุนใหญ่” ไม่กี่รายรับเละฝ่ายเดียวทั้งดอกทั้งต้น
จริงๆแล้วปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยนั้นมีช่องว่างมาก ไม่มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และควรจะเป็นอย่างนั้น
ที่อยากเห็นก็คือภาครัฐจะต้องมีนโยบายที่เน้นย้ำเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการพูดอย่างกว้างๆ ไม่มีมาตรการที่จับต้องได้ให้เห็น
รัฐบาลของประชาชนต้องกล้าที่จะทำเรื่องนี้ เพราะคือวิธีการแก้ปัญหาได้จริงๆ.
“สายล่อฟ้า”