ข่าว
100 year

ฟัดทีมเศรษฐกิจ หน้าเดิมทำเจ๊ง เพื่อไทยจัดทีมถล่ม

ไทยรัฐฉบับพิมพ์21 ก.ค. 2562 05:32 น.
SHARE

ณัฏฐพลรีบปัด รวบอำนาจศธ.

นโยบายรัฐบาลคลอดแล้ว แบ่งเป็น 12 นโยบายหลักพ่วง 12 นโยบายเร่งด่วน หนุนให้ศึกษารับฟังความเห็นประชาชนปลดล็อกแก้ รธน. กองเชียร์โพสต์อิริยาบถ “บิ๊กตู่” ดูเอกสารชิวๆอยู่บ้าน ใช้วันหยุดซักซ้อมรับศึกแถลงในสภาฯ 25-26 ก.ค. เด็ก ปชป.ดักคอฝ่ายค้านอย่าเอามันไม่มีสาระ เพื่อไทยเดินหน้าเล็งเป้าใหญ่กะซวกทีม ศก.หน้าเดิม ไม่เว้นซักฟอกคุณสมบัตินายกฯ-รมต. “ชัยเกษม” ยกเหตุผลชี้ชัด “ประยุทธ์” เป็น จนท.รัฐ ป.ป.ช.ฟัน 3 ส.ส.คดีโยกงบฯ สร้างสนามฟุตซอลโคราชหั่นเสียง พปชร. หวั่นพิษปริ่มน้ำให้ ส.ส.นั่งได้แค่เลขาฯ ขณะที่ “ณัฏฐพล” แจงรวบอำนาจแบ่งงานตามความถนัด “กัลยา” รับได้เจ้ากระทรวงดูงานสำคัญ “นิพนธ์” ไร้ปัญหายอมรับชวดกรมท้องถิ่น “ช่อ” โต้ตั้งพรรค อนค.ล้มล้างประชาธิปไตย คงไม่รอดเงื้อมมือ กกต.ตั้งแต่ต้น

ทุกฝ่ายตั้งตารอชมบทบาทใหม่ในระบอบรัฐสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ท่ามกลางการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลเป็นเวทีแรก ล่าสุดร่างนโยบายรัฐบาลสำเร็จเป็นรูปเล่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แบ่งเป็น 12 นโยบายหลัก และ 12 นโยบายเร่งด่วน

“บิ๊กตู่” ใช้เวลาวันหยุดเช็กนโยบาย

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในช่วงวันหยุด เพจเฟซบุ๊กที่สนับสนุนเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ ได้โพสต์ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ในอิริยาบถนั่งอ่านตรวจเอกสารทางราชการบนโต๊ะทำงานที่บ้านพัก พร้อมข้อความว่า “#เพื่อประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของปวงชนชาวไทยไม่ใช่รัฐบาลของพรรคนี้พรรคโน้น อะไรที่ประชาชนได้ประโยชน์ #สร้างไทยไปด้วยกัน #Reform Togerther#” อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้เวลาเตรียมความพร้อมเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค.อย่างต่อเนื่อง

ลค.พิมพ์นโยบายตัวจริงให้ ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นโยบายรัฐบาลฉบับสมบูรณ์ อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดยจะแจกจ่ายให้รัฐมนตรีได้ช่วงบ่ายวันที่ 21 ก.ค.เพื่อไว้ศึกษาเตรียมความพร้อมข้อมูลล่วงหน้าก่อนวันแถลงนโยบาย จากนั้นจะแจกให้กับ ส.ส.ต่อไป ส่วนสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจ้งให้ไปรับนโยบายในวันที่ 22 ก.ค.

วาง 12 นโยบายหลัก 12 ด้านเร่งด่วน

สำหรับนโยบายรัฐบาล แบ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน 12 ด้านและนโยบายหลัก 12 ด้าน โดย 12 นโยบายหลัก ได้แก่ 1.ปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.สร้างความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุขของประเทศ 3.ทำนุบำรุงศาสนาและวัฒนธรรม 4.การสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก 5.การพัฒนาเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของไทย 6.การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค 7.การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก 8.ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของไทยทุกช่วงวัย 9.สาธารณสุข ความเสมอภาคและสวัสดิการที่เหมาะสมกับกลุ่มประชาชน 10.การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติมโตอย่างยั่งยืน 11.การปฏิรูปการ บริหารจัดการภาครัฐ 12.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการยุติธรรม

วาระด่วนข้อ 11 หนุนศึกษาแก้ รธน.

ส่วนนโยบายเร่งด่วน 12 ด้าน ได้แก่ 1.แก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชน 2.ปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน 3.มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับการผันผวนของเศรษฐกิจโลก 4.การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 5.พัฒนานวัตกรรมการยกระดับศักยภาพของแรงงาน 6.การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่ อนาคต 7.การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 8.แก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ 9.แก้ไขปัญหายาเสพติดและความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 10.พัฒนาระบบการให้บริการประชาชน 11.สนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และ 12.การแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เพิ่มขึ้นมาในวันประชุม ครม.วันที่ 16 ก.ค.

ชทพ.ยังไม่ปักธง ส.ส.ร.ยกร่างใหม่

นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงการจัดสรรเวลาให้พรรคร่วมรัฐบาลอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า ในวันที่ 23 ก.ค. จะหารือในที่ประชุม ส.ส.ถึงข้อสรุปที่แต่ละพรรคจะได้รับการจัดสรรเวลาและกรอบการอภิปราย เวลาอาจน้อยเกินไปแต่ถือว่ายอมรับได้ เบื้องต้นจะเน้นอภิปรายรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รับผิดชอบ เพื่อขยายความให้ประชาชนรับทราบ ผู้สื่อข่าวถามถึงรายละเอียดข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ นายนิกรตอบว่า ยังไม่เห็นถ้อยคำที่เขียนไว้ในนโยบายรัฐบาล แต่ที่พรรคชาติไทยพัฒนาเคยสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้ช่องทางสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นั้น ยังไม่ถือเป็นข้อสรุปเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก หากทุกฝ่ายทั้ง ส.ส.และ ส.ว. รวมถึงประชาชนไม่เห็นด้วย

พปชร.ติวเข้ม ส.ส.รับศึกนโยบาย

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ ได้เตรียมความพร้อมการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยจัดสัมมนา ส.ส.พรรคในวันที่ 21-22 ก.ค.ที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา มีนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคเป็นประธาน เชื่อว่าการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากทุกฝ่ายยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ฝ่ายค้านสามารถทำหน้าที่ตามกรอบข้อบังคับอภิปรายเสนอแนะได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อยากเห็นการทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ เป็นฝ่ายค้านยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย ดีกว่าไปพาดพิงเรื่องคุณสมบัติ รัฐมนตรีทุกคนผ่านการตรวจสอบตามกฎหมายมาแล้ว โดยเฉพาะนายกฯผ่านการตรวจสอบจากองค์กรอิสระมาแล้ว

ท้าดวล “เฉลิม” เจอกันนอกสภา

นายธนกรกล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมเข้าสภาฯจะเจอนรกแน่นั้น ร.ต.อ.เฉลิมนิสัยไม่เคยเปลี่ยน ชอบข่มขู่เป็นอาจิณ ทางที่ดีน่าจะเอาเวลาไปติวเข้มให้นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยดีกว่า จะได้แจ้งเกิดในสภาฯ เพราะนายวันหน่วยก้านดี ควรเป็น ส.ส.ที่มีคุณภาพมากกว่าเป็นเน็ตไอดอลและที่ระบุว่าจะอภิปรายนอกสภาฯควบคู่ไปด้วยนั้น เราคงได้เจอกัน เพราะตนอยู่นอกสภาฯเหมือนกัน สมัยนี้ไปทะเลเจอฉลามนอกสภาฯจะเจอเฉลิมกับธนกร

เด็ก ปชป.ดักคอ ส.ส.ตีรวนไร้สาระ

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแถลงนโยบายเป็นกลไกที่สำคัญตามกระบวนการประชาธิปไตย บรรดานักการเมืองผู้ที่มีประสบการณ์น่าจะรู้ดีว่าอะไรควรพูดหรืออะไรที่ไม่ควรพูด เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศและความตั้งใจของประชาชนที่อยากจะเห็นการทำงานในสภาเป็นไปอย่างราบรื่น ทราบมาว่า ส.ส.บางรายจะใช้โอกาสนี้อภิปรายหรือพูดจากระทบกระเทียบตัวบุคคล โดยไม่สนใจเนื้อหาสาระ ขอแต่เพียงให้ได้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนเท่านั้น ขอทุกคนอภิปรายเนื้อหาเพื่อนำพาประเทศเดินไปข้างหน้าดีกว่าใส่ร้ายและเอามันทางการเมือง เพราะไม่เกิดประโยชน์กับใครแล้ว ยังทำให้ประชาชนเอือมระอาด้วย

“ตั้น” เมินฝ่ายค้านจ้องขยี้นโยบาย

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กรณีที่มีชื่อจะถูกอภิปรายในการแถลงนโยบายรัฐบาล ไม่รู้สึกเป็นกังวล เพราะเรื่องการทำงานในส่วนของนโยบายของกระทรวงมีข้อมูลพร้อมอยู่แล้ว มีนโยบายที่เป็นภาวะเร่งด่วน เช่น เรื่องการพัฒนาบุคลากร หรือเยาวชน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ในรายละเอียดก็จะเป็นเรื่องการพัฒนาคนด้วยระบบเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการยกระดับกระบวนการเรียนการสอนที่ทันสมัยให้เข้ามาช่วยสร้างเยาวชนให้แข็งแกร่งและสามารถพัฒนาตัวเองต่อสู้กับโลกที่มีการแข่งขันสูงได้ ส่วนการอภิปรายเรื่องส่วนตัวคงต้องดูกันต่อไป

พท.เล็งเป้าใหญ่กะซวกทีม ศก.

ด้านฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า ขณะนี้ทีมงานของพรรคแบ่งประเด็นอภิปรายเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สังคม การศึกษา และการกระจายอำนาจ โดยจะเน้นที่ด้านเศรษฐกิจและการเมืองเป็นหลัก ที่ 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาล คสช.ล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจภาพรวมถดถอย เกิดสภาพรวยกระจุกจนกระจายจะอภิปรายรวมไปถึงนโยบายการสร้างรายได้และเพิ่มกำลังซื้อ การที่นายกฯยังเลือกทีมเศรษฐกิจหน้าเดิมนำมาสู่คำถามว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่

ซัดไม่เลี้ยงคุณสมบัติรัฐมนตรี

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ส่วนด้านการเมืองจะอภิปรายในสิ่งที่สังคมตั้งคำถามและประชาชนส่วนใหญ่มีความกังวล เรื่องคุณสมบัติของผู้มาดำรงตำแหน่งนายกฯและรัฐมนตรี รวมถึงการบริหารราชการของ คสช.ตลอด 5 ปีที่ไร้การตรวจสอบ มีโครงการมากมายที่สังคมตั้งข้อสงสัยอาจดำเนินการขัดหลักธรรมาภิบาล และอาจปล่อยปละละเลยให้มีการคอร์รัปชัน ซึ่งรัฐมนตรีหลายคนเป็นคนหน้าเดิม ดังนั้นฝ่ายค้านจะหลีกเลี่ยงไม่อภิปรายเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ ส่วนการจัดสรรเวลาฝ่ายค้านจะมีการประชุมอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า แต่โดยหลักจะใช้เวลาแบ่งตามสัดส่วน ส.ส.เหมือนทุกครั้ง

“ชัยเกษม” ชี้ชัด “บิ๊กตู่” จนท.รัฐ

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคำร้องความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ว่า เป็นเรื่องที่ดีหลายฝ่ายมองตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีลักษณะต้องห้าม เพราะเคยมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาตัดสินไว้ว่า หัวหน้าคณะปฏิวัติเมื่อทำการรัฐประหารสำเร็จก็เป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์สั่งการได้ทั้งปวง กรณีที่เกิดขึ้นตามคำร้อง พล.อ.ประยุทธ์ ยังอยู่ในตำแหน่งหัวหน้า คสช.หลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯสมัยแรก เท่ากับว่าอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของ พล.อ.ประยุทธ์ได้สิ้นสุดลงแล้วเหลือแต่สถานะเท่ากับเจ้าหน้าที่รัฐทั่วไป ตามคำวินิจฉัยศาลฎีกาที่เคยตัดสินว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐคือผู้ที่รับเงินเดือนของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ นอกจากนี้คำตัดสินศาลฎีกา กรณีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ศาลระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าพนักงานรัฐทำให้นายสมบัติแพ้คดี

รอจับตามาตรฐานศาล รธน.

นายชัยเกษมกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยเปิดพจนานุกรมวินิจฉัยการเป็นลูกจ้างในคดีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯมาแล้ว เมื่อเถียงกันไปมาก็ให้ไปเปิดพจนานุกรมประกอบการพิจารณาว่าคำว่าเจ้าหน้าที่คืออะไร รัฐคืออะไร เพราะมันชัดเจนปฏิเสธไม่ได้ จึงต้องรอดูว่าศาลจะใช้มาตรฐานอะไรในการพิจารณาหากบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐจะอ้างอะไร สุดท้ายการตัดสินอยู่ที่ดุลพินิจของศาล ซึ่งต้องอธิบายต่อประชาชน ที่สำคัญประชาชนจะรับฟังหรือไม่

“สุชาติ” ฟุ้งใช้ทีวีสภาประจานทุจริต

ที่โรงแรมเอสดี อเวนิว ปิ่นเกล้า นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา จัดกิจกรรมพบผู้ฟังและผู้ชม นายสุชาติกล่าวว่า โทรทัศน์รัฐสภาเป็นสื่อของประชาชนมาจากเงินภาษีของทุกคน เราพร้อมรับฟังปรับปรุงภาพลักษณ์บทบาทหน้าที่ของนักการเมืองให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เวลาเกิดปัญหาจนถึงมีปฏิวัติรัฐประหารฝ่ายการเมืองมักถูกตำหนิว่าเป็นสาเหตุโดยตลอด นอกจากสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องแล้ว ต้องยกระดับรายการนำเสนอเรื่องที่ประชาชนควรรู้ในฐานะเจ้าของประเทศและผู้เสียภาษี อาทิ การติดตามการใช้งบฯโครงการต่างๆของรัฐบาล การรับเรื่องร้องทุกข์เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ทั้งการตรวจสอบโครงการที่อาจเข้าข่ายทุจริตหรือใช้จ่ายงบฯไร้ประสิทธิภาพ รวมถึงป้องกันขบวนการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้

ฟัน 3 ส.ส.รัฐบาลคดีสนามฟุตซอล

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ในการประชุม ป.ป.ช.เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ลงมติชี้มูลความผิดคดีโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนในพื้นที่เขตการศึกษาที่ 2 จ.นครราชสีมา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 56 แห่ง โดยมีผู้เกี่ยวข้องถูกชี้มูลความผิด 28 ราย ในจำนวนนี้มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐร่วมอยู่ด้วย 3 คน ส่วนที่เหลือเป็นข้าราชการ ทั้งนี้จากการไต่สวนของ ป.ป.ช.พบความเชื่อมโยงการกระทำความผิดระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการในพื้นที่ เริ่มจากการนำงบประมาณที่ได้จากการแปรญัตติของ ส.ส.ที่ระบุเป็นค่าก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน ที่ประสบอุบัติภัยไปก่อสร้างสนามฟุตซอลโดยไม่จำเป็น ไม่ใช่ความต้องการของท้องถิ่นและโรงเรียน บางแห่งไปสร้างสนามฟุตซอลกลางแจ้ง ทั้งที่ต้องสร้างในพื้นที่ร่ม และพื้นสนามไม่ได้มาตรฐาน จนเกิดมูลค่าความเสียหายนับร้อยล้านบาท ขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีต่อไป และเตรียมแถลงข่าวเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ถูก ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนในคดีดังกล่าวด้วย

กกต.ยกคำร้อง “เจ๊หน่อย” ไร้มลทิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน กกต.ได้เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต.เรื่องการเลือกตั้งแบบ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแบบเขตเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 3 เลย ที่มีการกล่าวหาว่าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย หลอกลวงหรือจูงใจให้เข้าใจผิดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากการไต่สวน และพยานหลักฐานอื่นๆไม่เข้าข่ายความผิด กกต.มีคำสั่งให้ยกคำร้อง นอกจากนั้นยังมีคำวินิจฉัย กกต.เรื่องการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 3 เพชรบูรณ์ มีเหตุอันควรสงสัยว่านางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ (ภรรยานายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง) ให้ทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้แก่ตนเอง กกต.เห็นว่า พยานหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอ ฟังไม่ได้ว่ากระทำการผิดตามข้อกล่าวหา มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

“ณัฏฐพล” แจงแบ่งงานรวบอำนาจ

อีกเรื่อง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์การแบ่งงานที่รวบอำนาจมาไว้ที่ รมว.ศึกษาธิการว่า ได้พูดคุยกันระหว่างรัฐมนตรีทั้ง 3 คนมาก่อน เบื้องต้นตนขอดูนโยบายในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะ กรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะได้ทราบปัญหาที่แท้จริง และต่อยอดขับเคลื่อนสิ่งที่มีอยู่ ขณะเดียวกันถึงแม้อำนาจจะมาอยู่ที่ตนแต่การทำงานก็แบ่งตามความถนัดของ รมช.โดยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ถนัดเรื่องวิทยาศาสตร์และการพัฒนาการอาชีวศึกษาที่เกี่ยวกับเรื่องของน้ำและป่าก็รับที่จะช่วยดูแลให้ ขณะที่นางกนกวรรณ วิลาวัณย์ รับเรื่องพื้นที่โซนภาคตะวันออกและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไปดูแล ซึ่งเข้าใจกันดี ในส่วนของ สพฐ.คงมีการแบ่งโซนกันบริหารจัดการ ไม่ต้องกังวลว่าอำนาจจะมาอยู่กับตนตลอดไปประมาณ 6 เดือน อาจพิจารณาแบ่งงานกันใหม่

“กัลยา” รับได้เจ้ากระทรวงดูงานสำคัญ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีปัญหาการแบ่งงานเพราะเข้ามาทำงานไม่ได้ต้องการอะไร การได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ก็ถือเป็นหัวใจของกระทรวงศึกษาธิการเช่นกัน เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านายณัฏฐพลรวบอำนาจหน่วยงานสำคัญไว้เอง คุณหญิงกัลยาตอบว่า นายณัฏฐพล เป็นเจ้ากระทรวง ต้องดูแลรับผิดชอบส่วนงานสำคัญ และได้พูดคุยกันแล้วว่าให้แต่ละคนดูแลรับผิดชอบงานไปก่อน ค่อยดูโครงสร้างและผ่องถ่ายงาน ตนไม่มีปัญหาคนอื่นจะมีปัญหาหรือไม่นั้น ไม่ทราบ

“นิพนธ์” ยอมรับชวดคุมกรมท้องถิ่น

นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า กรณีกระแสข่าวที่ว่าไม่พอใจการแบ่งงานนั้นไม่เป็นความจริงเพราะเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เชิญหารือร่วมกันแล้ว ซึ่งรัฐมนตรี 3 คนเข้าใจในเรื่องเดียวกัน และทิศทางตรงกัน เนื่องจากทุกกรมของกระทรวงมหาดไทยถือเป็นกรมหลักและมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ยืนยันว่าพร้อมปฏิบัติตามสิ่งที่ พล.อ.อนุพงษ์มอบหมายให้ แต่ก่อนหน้านี้ยอมรับว่า เคยแสดงความสนใจผ่านสื่อว่าต้องการดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพราะเคยเป็นนายกอบจ.แต่เมื่อ รมว.มหาดไทยให้ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถือเป็นกรมที่มีความสำคัญมาก ในการดูแลป้องกัน และช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศจากภัยพิบัติ และกรมที่ดินตนพร้อมทำหน้าที่อย่างดีที่สุดซึ่งจะนำประสบการณ์งานท้องถิ่นมาบูรณาการเพื่อพัฒนากลไกและขับเคลื่อนงานให้ดียิ่งขึ้น

เชื่อ “บิ๊กป๊อก” ใจกว้างเสนอแนะกันได้

นายนิพนธ์กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่า พล.อ.อนุพงษ์ เปิดกว้างให้ รมช.ทั้ง 2 คนเสนอแนะเชิงนโยบาย ทั้งด้านการกระจายอำนาจการพัฒนาท้องถิ่นและอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่มีอุปสรรคในการบริหารจัดการงานในกระทรวงอย่างแน่นอน ทั้งนี้หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะนำนโยบายของรัฐบาล นโยบายของพรรค และประสบการณ์ต่างๆมาผสมผสานกัน รวมเป็นนโยบายกระทรวงมหาดไทย ให้นำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นผลต่อไป

หวั่นพิษปริ่มน้ำให้ ส.ส.นั่งแค่เลขาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐว่า ความคืบหน้าการจัดสรรโควตาในตำแหน่งข้าราชการการเมือง ได้แก่ เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะมีความชัดเจนหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล ที่ ส.ส. ในพรรคต่างมีความต้องการมานั่งในตำแหน่งดังกล่าวกันถ้วนหน้า ล่าสุดผู้บริหารในพรรคได้พูดคุยกันตกลงเบื้องต้นแล้วว่าจะให้เฉพาะ ส.ส.มาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีได้เท่านั้น เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องเสียงปริ่มน้ำในการประชุมสภาหากมี ส.ส.มานั่ง ตำแหน่งทางการเมืองในกระทรวงจำนวนมาก ส่วนผู้ช่วยรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรี จะให้อดีตผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตที่สอบตกไปทำหน้าที่เพื่อได้มีประสบการณ์งานบริหารนำไปต่อยอดเพิ่มฐานเสียงให้ตัวเองในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้

“ช่อ” โต้ตั้ง อนค.ล้มล้างคงไม่พ้นมือ กกต.

น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้ของพรรคต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของนายณฐพร โตประยูร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยว่า สิ่งที่ยืนยันได้คือพรรคมั่นใจว่า การก่อตั้งพรรค อนค.ไม่ได้มีส่วนใดเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง เพราะการตั้งพรรคลงรับสมัครเลือกตั้งได้ ส.ส. 81 คน ได้เสียงกว่า 6 ล้านเสียง ถ้ามีอะไรผิดพลาดที่นำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คงต้องพิจารณาดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่รู้สึกแปลกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ต้องการให้ทุกคนตระหนักว่านี่คือการใช้กลไกทางกฎหมายในการบ่อนทำลายพรรคการเมืองที่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้มีอำนาจ ถ้าการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาลงสมัครรับเลือกตั้งโดยทำตามกระบวนการทุกอย่าง ถูกมองว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ในขณะที่ผู้ก่อการรัฐประหารไม่เคยมีใครถูกลงโทษเลย ทั้งที่ฉีกรัฐธรรมนูญ โค่นอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ประเทศนี้คงไม่มีความยุติธรรม เหลืออยู่แล้วจริงๆ

ลั่นกลัวคงนอนอยู่บ้านไม่ทำการเมือง

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่า พรรค อนค.มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง แม้จะไม่นำไปสู่การยุบพรรค แต่จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนที่ไม่ประสงค์ดีต่อพรรค น.ส.พรรณิการ์ตอบว่า คงไม่สามารถห้ามได้หากมีความพยายามสานต่อเรื่องนี้ไปสู่การยุบพรรค ความพยายามดังกล่าวเราเห็นมาตลอด แต่คงต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการตั้งพรรค เรารู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และย่อมถูกผู้ที่ไม่ต้องการเสียผลประโยชน์ขัดขวางอย่างเต็มที่ จึงเตรียมใจไว้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องยุบพรรค ถามว่ากลัวไหม เรามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด โดยเฉพาะการล้มล้างการปกครอง เราตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อธำรงระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่อย่างมั่นคงและไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังคงเดินหน้าไปสู่เส้นทางนั้น ถ้ากลัวก็ไปนอนอยู่บ้าน ไม่ต้องทำงานการเมือง

“จุรินทร์”ยกทีม ปชป.ลงชายแดนใต้

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมน้อมเกล้า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จ.ยะลา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย และนายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม พร้อมแกนนำพรรคและ ส.ส.พื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ของพรรค ร่วมประชุมหาแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้กับภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ นายจุรินทร์กล่าวเปิดการประชุมว่า สิ่งที่เป็นวาระเร่งด่วน คือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่กระจายรุมเร้าอยู่ทั่วประเทศ ทั้งราคาพืชผลการเกษตร การประมง ภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าและบริการ

“ถาวร” ตั้งเป้ายกระดับขนส่ง 4 ด้าน

นายถาวรกล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแนวทางที่จะร่วมพัฒนาการขนส่ง 4 ช่องทาง คือ 1.ทางบกในประเทศ เพิ่มเส้นทางการขนส่งทั้งเส้นทางหลักและรองระหว่างประเทศให้เชื่อมโยงกับมาเลเซียและสิงคโปร์ 2.ทางน้ำจะเปิดประตูแห่งที่ 3 มีเกตเวย์การขนส่งทางน้ำในภาคใต้ 3.ทางรางที่เชื่อมโยงได้ทุกภูมิภาค และ 4.ทางอากาศมีแผนพัฒนา การขนส่งทางอากาศภายใน 10 ปี จะไม่มีการสร้างสนามบินเพิ่มแต่จะพัฒนาสนามบินที่มีอยู่แล้ว

ยึดหลัก ร.9 เข้าใจเข้าถึงพัฒนา

นายนิพนธ์กล่าวว่า จะใช้แนวทางเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9 สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับชาวใต้ ทั้งนี้กฎหมาย ศอ.บต.ได้กำหนดเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ อนาคตจะมีการเพิ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เห็นเป็นรูปธรรม สร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชนมากขึ้น นอกจากนี้ภาคการเกษตรต้องใช้กลไกท้องถิ่นเข้ามาช่วยแก้ปัญหานำสินค้าเกษตรมาใช้เพิ่มมากขึ้น เช่น ถนนยางพาราสร้างเสถียรภาพราคาให้กับยางพารา ขณะที่ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร ผอ.ศอ.บต. ได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ว่า ประเด็นศาสนายังเป็นเรื่องหลักและการศึกษาที่ยังไม่ตอบโจทย์คนในพื้นที่ ต้องหยุดสร้างความเหลื่อมล้ำ สถานการณ์ความรุนแรงแบบในอดีตมีแนวโน้มที่จะลดลง การพัฒนาให้มีชีวิตที่ดีขึ้นหรือชีวิตที่ดีกว่าจะดึงคนรุ่นใหม่ให้หันมาร่วมกับภาครัฐมากขึ้น เป้าหมายคือ สร้างความมั่งคั่งมั่นคงให้กับคนในพื้นที่

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประยุทธ์ จันทร์โอชานโยบายรัฐบาลพรรคชาติไทยพัฒนาธนกร วังบุญคงชนะเฉลิม อยู่บำรุงชัยชนะ เดชเดโชข่าวหน้า1

คุณอาจสนใจข่าวนี้