ในที่สุดรัฐบาลลุงตู่ 2 หรือรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีในภาคที่ 2 ซึ่งเป็นภาคที่ปราศจากอำนาจพิเศษในฐานะผู้นำคณะรัฐประหาร แต่เป็นรัฐบาลที่ต้องอยู่ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บทเฉพาะกาลยังคงให้แต้มต่อกับ พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะเสียงของสมาชิกวุฒิสภา 200 เสียงที่ตั้งมากับมือ

และไม่ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการสืบทอดอำนาจอย่างมากมายเช่นไร ก็ต้องถือว่ารัฐบาลลุงตู่ 2 นี้ เข้ามาบริหารประเทศถูกต้องตามกติกาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทุกประการ แม้ว่าคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรจะเกินครึ่งมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มีคำถามมากมายจากทุกแวดวงของสังคม รวมทั้งใน Social Media ด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ จะบริหารประเทศไปได้สักกี่น้ำ เพราะนอกจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่อย่างปริ่มน้ำแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องความขัดแย้งในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลเอง โดยเฉพาะในพรรคพลังประชารัฐที่ก่อกำเนิดขึ้นมาโดยนำเอาอดีต ส.ส.กลุ่มต่างๆ จากหลายพรรคการเมืองเข้ามารวมกัน ที่ทำให้เชื่อกันว่าความขัดแย้งแตกแยกนี้จะทำให้รัฐบาลนี้อายุไม่ยาว

นอกจากนี้ ความเห็นที่แตกต่างของ ส.ส.ในแต่ละพรรคการเมืองที่มาร่วมรัฐบาล ซึ่งเห็นได้จากช่วงของการลงมติต่างๆ รวมทั้งการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ก็อาจทำให้เสียงที่ปริ่มน้ำอยู่แล้ว ต้องมีความสุ่มเสี่ยงมากยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะบอกได้ว่า รัฐบาลลุงตู่ 2 จะมีอายุยืนยาวเพียงใด อาจไม่ได้วัดกันที่คะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอีกหลายเรื่องด้วยกัน

ปัจจัยแรกและเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะมีผลต่อความอยู่รอดของรัฐบาลลุงตู่ 2 ได้แก่ ประสิทธิภาพในการบริหารงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่งจากวันที่มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี ก็มีเสียงปรามาศมาจากทั่วสารทิศถึงประวัติของรัฐมนตรีบางคนที่เคยถูกกล่าวหาเป็นคดีความ หรือมีส่วนพัวพันกับคดีความที่เคยเป็นปัญหาในอดีต ว่าจะต้องถูกตรวจสอบอย่างหนักจากสังคมและพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

...

หากรัฐมนตรีส่วนใหญ่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เข้าตา โดยมีผลงานเป็นรูปธรรมที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ รวมทั้งไม่มีเรื่องไม่ชอบมาพากลที่ส่อในทางทุจริต หรือเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตัวเองปรากฏออกมาให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย รัฐนาวานี้ ก็จะสามารถอยู่ได้นาน

ในทางตรงกันข้าม หากบรรดารัฐมนตรีที่มาจากหลากหลายพรรค ต่างมุ่งที่จะเข้าไปบริหารงานโดยเน้นที่การกอบโกยผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง แล้วนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลปล่อยปละละเลย ไม่ตัดไฟเสียแต่ต้นลม รัฐบาลนี้ก็อยู่รอดยาก

ทั้งนี้ เราสามารถที่จะประเมินได้ว่า รัฐมนตรีคนใด ในกระทรวงใด มีแนวโน้มจะบริหารราชการไปในทิศทางใด โดยดูที่การแต่งตั้งทีมงานฝ่ายการเมืองที่เข้าไปทำงาน เริ่มตั้งแต่เลขานุการ/ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี และที่ปรึกษา ซึ่งแต่ละพรรคจะมีระบบที่แตกต่างกันออกไป บางพรรครัฐมนตรีสามารถเลือกได้เอง แต่บางพรรคเป็นการจัดสรรโควตากัน โดยที่รัฐมนตรีไม่สามารถเลือกเองได้

ปัจจัยที่มีผลต่อความอยู่รอดของรัฐบาลประการต่อมาก็คือ ประสิทธิภาพในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ประกอบด้วยพรรคหลักๆ คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งทั้ง 2 พรรคนี้ มีจุดดี จุดด้อยที่แตกต่างกัน

สำหรับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุดในสภาฯ และในบรรดาพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีจุดเด่นที่มี ส.ส.ที่มีความช่ำชองเกมการเมืองในสภา และพร้อมที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับนายกรัฐมนตรีและบรรดารัฐมนตรีทั้งหลายได้ไม่มากก็น้อย แต่จุดด้อยก็คือ อดีต ส.ส.ที่เคยมีดีกรีเป็นอดีตรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ ต่างๆ ที่อยู่ในบัญชี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ได้เข้ามาในสภาฯ แม้แต่คนเดียว (เพราะจำนวน ส.ส.เขต มีมากกว่าจำนวน ส.ส.พึงมีของพรรคเมื่อรวมคะแนนเสียงทั้งประเทศแล้ว) จึงอาจทำให้น้ำหนักในการตรวจสอบรัฐบาลลดความเข้มข้นลงไปบ้าง

ส่วนพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นพรรคใหม่ มี ส.ส.ใหม่หลายคนที่มีความรู้ความสามารถในหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านกฎหมาย ด้านแรงงาน ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสังคม ฯลฯ แต่ก็มีจุดด้อยในเรื่องประสบการณ์การทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแม้ที่ผ่านมา พยายามที่จะจัดระเบียบการทำงานของ ส.ส.ในสภา ด้วยการมีรายงานการทำหน้าที่ของ ส.ส. โดยเฉพาะในการอภิปรายเรื่องต่างๆ ให้ติดตามเป็นระยะๆ ในเว็บไซต์ของพรรค

แต่เท่าที่ติดตามดูการอภิปรายของ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ก็ยังเป็นการอภิปรายด้วยข้อมูลเก่าๆ ที่เน้นการโจมตีการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น เรื่องแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ และเรื่องค่าโง่ทางด่วนที่เป็นข้อมูลด้านเดียวจากฝ่ายที่คัดค้านการยืดอายุสัมปทาน เป็นต้น แต่ที่น่าสนใจคือ การทำการเมืองนอกสภา โดยการส่ง ส.ส.ออกเดินสายไปรับฟังปัญหาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับแผนการของพรรคที่ต้องการขยายไปสู่การเมืองท้องถิ่น

ปัจจัยสุดท้ายที่จะเป็นตัวตัดสินว่า รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยืดได้นานแค่ไหนก็คือ การช่วงชิงพื้นที่และคะแนนนิยมในสื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Media ซึ่งที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่จะสามารถช่วงชิงความได้เปรียบไว้ได้ ซึ่งสะท้อนมาจากคะแนนนิยมที่พรรคได้รับจากคนรุ่นใหม่อย่างเกินความคาดหมายในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็มีความพยายามที่จะช่วงชิงพื้นที่และคะแนนกลับมา ซึ่งคงต้องอยู่ที่ผลงานและพฤติกรรมการบริหารงานของรัฐบาลด้วย

การต่อสู้เพื่อช่วงชิงคะแนนนิยมโดยใช้ Social Media จะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ พรรคการเมืองพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านคงจะต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านสื่อสังคมออนไลน์กันมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว การลงมือทำงานจริงหรือไม่ จะเป็นตัวชี้ขาดว่าฝ่ายใดจะได้รับความนิยมจริงๆ ต่อไป การสร้างภาพอย่างเดียว ย่อมประสบผลสำเร็จในระยะสั้น เพราะทุกวันนี้การตรวจสอบข้อมูลข่าวสารใน Social Media จะได้รับความสนใจมากขึ้น

ปัจจัยทั้งหลายที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุที่จะนำไปสู่ผลคือ ความอยู่รอดของรัฐบาลลุงตู่ 2 ซึ่งตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป การตรวจสอบจะเริ่มขึ้นทันที โดยไม่มีระยะเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ หรือ Honeymoon Period เหมือนรัฐบาลใหม่ที่ผ่านๆมาอีกแล้ว.

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong