หลัง ครม.ชุดใหม่ เข้าถวายสัตย์ฯเมื่อวันที่ 16 ก.ค.เวลา 17.00 น. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นอันว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ตั้งแต่การยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ได้สิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ มีผลทำให้คำสั่งใดๆที่ คสช.ออกมาทั้งหมดเป็นอันสิ้นสุด ยกเว้นที่ คสช.ได้รับรองเป็นกฎหมาย และรอที่จะเข้าสภาผ่านขั้นตอนตามกระบวนการต่อไป

วินาทีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะสวมหมวกแค่ใบเดียวคือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 สมัยที่ 2 ของประเทศไทย อำนาจหน้าที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ สามารถที่จะถูกตรวจสอบตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ถูกลงโทษ ถูกถอดถอน ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ในขณะเดียวกัน การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่มีอำนาจเหนือคำสั่งทางปกครอง คำพิพากษา คำวินิจฉัยอื่น หรือแม้กระทั่งการเรียกตัวบุคคล การใช้อำนาจทางความมั่นคงก็จะสิ้นสุดลงตาม หัวหน้า คสช. ไปด้วย

มีการตั้งข้อสังเกตว่า อำนาจทางด้านความมั่นคง ที่ คสช.เคยมี ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นอำนาจที่ใช้ผ่าน กอ.รมน. ที่จะมีบทบาทหน้าที่ไม่ต่างจาก คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ รมว.กลาโหม ก็ยังมีอำนาจในการกำกับดูแล กอ.รมน. เพราะฉะนั้นอำนาจทางด้านความมั่นคงก็ยังอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ดี

เช่นเดียวกับคำสั่งหรือกฎหมายใดๆที่เคยใช้ในสมัยที่มี คสช. ก็แปลงร่างเป็นกฎหมายความมั่นคงที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในปัจจุบันกับในอดีตจึงไม่มีอะไรที่แตกต่าง

พล.อ.ประยุทธ์ พูดทิ้งทวนเอาไว้ในฐานะหัวหน้า คสช.ว่าเมื่อทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ราคาสินค้า ราคาผลผลิตทางการเกษตร การแก้ไขปัญหาสังคม ความเป็นอยู่สวัสดิการ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การแก้ปัญหาการปกครอง การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การออกกฎหมายและการเร่งรัดเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ประชาชนต่างรอคอย จะได้รับการสานต่อและเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยได้เข้าสู่ขั้นตอนของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ มีสภาผู้แทนราษฎรซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากความเห็นชอบของรัฐสภา สิทธิเสรีภาพต่างๆได้รับหลักประกันคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญตามแบบอย่างนานาอารยประเทศ ปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไขตามกฎเกณฑ์ปกติในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่มีอำนาจพิเศษใดๆอีกต่อไป”

“แม้การปกครองเช่นนี้อาจจะล่าช้าไม่ทันต่อความต้องการของประชาชนบางกลุ่ม อาจติดขัดที่ขั้นตอนข้อจำกัดทางกฎหมาย การเมืองและงบประมาณ ต้องรับฟังความคิดเห็นโต้แย้งที่แตกต่าง แต่ก็เป็นไปตามครรลองของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยซึ่งทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อดทน อดกลั้น ไม่ขัดแย้งรุนแรง มีเหตุผล มีวินัย เคารพเสียงข้างมาก ยึดมั่นในธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม โดยคำนึงถึงวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิตของไทย”

เขียนแปะข้างฝาไว้เลย.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th