โอกาสวันคล้ายวันเกิด 26 ก.ค. ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในอีก 2 สัปดาห์ จะมีอายุครบ 70 ปี พร้อมกับกระแสข่าวจะประกาศวางมือทางการเมือง เหมือนๆ กับแกนนำหลายคนในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ "เฮียเพ้ง" นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ผู้เป็นมือขวาคนสนิทของนายทักษิณ ได้ประกาศวางมือกลางงานวันเกิดครบ 69 ปี ของตัวเอง หรือจะมีนัยสำคัญในการส่งสัญญาณบางอย่าง
หากย้อนไปตั้งแต่ปี 2549 นายทักษิณ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ถูกถอดยศ "พ.ต.ท." เคยประกาศจะยุติบทบาททางการเมืองเป็นครั้งแรก หลังลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กระทั่งเกิดวาทกรรมออกมาอย่างต่อเนื่องจากปากนายทักษิณ กว่า 7 ครั้ง ในทำนองว่าตัวเองและครอบครัวตระกูลชินวัตร จะยุติบทบาทเลิกเล่นการเมือง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยังคงอยู่เบื้องหลังการบริหารจัดการพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือ
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแผ่งชาติ (นปช.) เชื่อว่านายทักษิณจะวางมือทางการเมืองจริงๆ เพราะที่ผ่านมา ชื่อของนายทักษิณถูกหยิบยกมาใช้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าคนอายุ 70 ปี ผ่านอะไรมากมายจะต้องคิดมากกว่าปกติ โดยเฉพาะเรื่องครอบครัว เพราะเวลาของตัวเองน้อยลง ครอบครัวลูกหลานยังยืนยาวอยู่ต่อไป
ในแง่มุมมองของนักวิชาการ "รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย" อาจารย์สาขาวิชาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช บอกกับ "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" ว่า นายทักษิณคงไม่วางมือทางการเมือง แต่การออกมาทวีตข้อความจะไม่จัดงานวันเกิด เนื่องจากตรงกับช่วงที่พรรคเพื่อไทย จะเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งกำลังเข้าสู่การเมืองแบบใหม่ จะทำการเมืองแบบล้าหลังเหมือนในอดีตไม่ได้ โดยมีคนระดับแกนนำพรรคตัดสินใจเพียงไม่กี่คน
"เพื่อไทยถึงเวลาต้องปรับตัว จะทำการเมืองเหมือนในยุคไทยรักไทย ใช้แนวทางการตลาดการเมืองมาใช้คงไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ต้องเปิดโอกาสทุกๆ กลุ่ม ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ คนด้อยโอกาส เพราะหากพรรคการเมืองทำการเมืองแบบล้าหลังจะอยู่ยาก ชะตากรรมจะไม่ต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ หากวิเคราะห์เลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อไทยได้ที่นั่งส.ส.ลดลง ดูได้จากทุกๆ พื้นที่คะแนนเสียงลดลง แม้ได้ที่นั่งส.ส.มากสุดในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ตาม เพราะทางเลือกของประชาชนมีมากขึ้น อย่างกรณีพรรคอนาคตใหม่ มีการเปิดโอกาสคนทุกกลุ่ม ในยุคความพลิกผันเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งมาพร้อมๆ กับความพลิกผันเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี"
ที่ผ่านมานายทักษิณ มองออกจึงระบุจะไม่เกี่ยวข้องแบบอ้อมๆ ในกรณีจัดงานวันครบรอบวันเกิดที่ใกล้จะถึง แต่นายทักษิณก็ยังเป็นนายทักษิณ เชื่อแน่ว่าจะยังไม่วางมือทางการเมือง อาจจะอยู่ในฐานะที่ปรึกษาพรรคในฐานะเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยและในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี การจะวางมือทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงคงไม่ทำอย่างแน่นอน เนื่องจากไม่ได้ยินจากปากนายทักษิณ
อย่างไรก็ตาม หากนายทักษิณ วางมือทางการเมืองจริง ซึ่งหมายความว่าวันนี้ทางพรรคเพื่อไทยต้องเติบโต ไม่จำเป็นต้องมีผู้อาวุโสมาให้คำปรึกษา โดยคนในพรรคต้องเดินด้วยตัวเอง และส.ส.ในพื้นที่ ซึ่งมีจำนวนมากต้องปั้นให้เป็น ส.ส.เชิงยุทธศาสตร์ให้มากขึ้น รวมถึงต้องสร้างนักการเมืองเลือดใหม่ตามยุทธศาสตร์ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ให้มาผสมกับคนรุ่นเก่า รุ่นกลางและรุ่นใหม่ รวมคน 3 รุ่นภายในพรรค
นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยต้องเข้มแข็ง โดยการตัดสินใจต่างๆ ต้องทำแบบองค์คณะ อย่างพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของญี่ปุ่น ครองใจคนญี่ปุ่นมานาน 20-30 ปี เนื่องจากมีการกำหนดนโยบายทางการเมืองในรูปขององค์กร ซึ่งพรรคเพื่อไทยอาจนำมาใช้ พร้อมกับลดบทบาทของแกนนำให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง แต่คิดว่าคนในตระกูลชินวัตร จะเข้าสู่การเมืองต่อไป อย่างนายพานทองแท้ ชินวัตร แม้ยังไม่ลงส.ส. แต่ที่ผ่านมาได้ร่วมในเวทีต่างๆ อาจจะมาเป็นกรรมการบริหารพรรค ดังนั้นคนในตระกูลชินวัตรจะไม่หายไปจากพรรคเพื่อไทย
ส่วนกรณีนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล หรือนายภูมิธรรม เวชยชัย วางมือทางการเมือง เนื่องจากมองว่าปัญหาการเมืองยังมีค่อนข้างมาก แม้อยู่ในตำแหน่งบริหารของพรรคแต่คงเคลื่อนไหวได้ยาก ประกอบกับไม่ได้เข้าสู่สภา เพราะไม่ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้จะวางมือทางการเมืองแบบถาวรหรือไม่ต้องจับตาดูต่อไป
ขณะเดียวกัน เชื่อว่าในอนาคตพรรคเพื่อไทยจะคงอยู่และเข้มแข็งต่อไป จากจุดได้เปรียบของ ส.ส.ระบบเขต และมองว่าอนาคตพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นอย่างไรหรือมีแนวโน้มเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางนั้นขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะยังอยู่หรือไม่ หากกติกาต่างๆ ไม่ได้แก้ไข จะเป็นอุปสรรคต่อพรรคการเมืองต่อไปอีก.