“สมบูรณ์” เลขาฯ ประธานสภา แจงซ้ำให้ “สุทิน” รับทราบ เหตุตีตกญัตติตรวจสอบที่มา ส.ว. เพราะไม่มีอำนาจหน้าที่ แขวะ ไม่ใช่สภาฯ สั่งได้เหมือนในอดีต
เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2562 นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมากล่าวหา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่องบรรจุญัตติในสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในฐานะเลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอชี้แจงให้ นายสุทิน รับรู้อีกครั้งดังนี้
1. ญัตติที่ท่านเสนอมานั้น ไม่ใช่หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นเหตุที่ไม่บรรจุญัตติดังกล่าวเพราะตามมาตรา 129 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรจะตั้งกรรมาธิการฯ กระทำกิจการ สอบสวน ศึกษาเรื่องใดต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาฯ เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 269 กำหนดให้การสรรหาแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นอำนาจของ คสช. ดังนั้น จึงไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาที่จะไปสอบสวน
2. ที่นายสุทิน ระบุว่า ปกติถ้าผู้เสนอญัตติเขียนญัตติไม่ถูกต้อง สภาฯ จะเชิญไปแก้ไข ครั้งนี้ทำไมไม่เชิญแต่ตีตกเลยนั้น ที่ผ่านมาถ้าสภาฯ เห็นว่าญัตตินั้นมีเนื้อหาสาระที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาฯ ที่กระทำได้ แต่ยังมีข้อความหรือถ้อยคำที่ไม่ถูกต้องก็จะเชิญมา แต่ญัตติของนายสุทิน ไม่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาฯ จึงไม่ต้องเชิญมาแก้ไข
“คุณสุทิน คลังแสง คงเคยชินกับสภาฯ สั่งได้เหมือนในอดีต จึงไม่ยอมรับฟังเหตุผลของการไม่บรรจุญัตติ การตรวจสอบที่มา ส.ว. อาจเพราะห่างจากสภาฯ มานาน เพราะคราวที่แล้วอยู่ในกลุ่มถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้ง และเคยอยู่ในสมัยสภาฯ สั่งได้ ยุคสมัยที่สภาฯ เป็นแบบเผด็จการรัฐสภา จึงรับคำสั่งให้บรรจุญัตติ ออกกฎหมายเพื่อนายทุนพรรคตนเอง เช่น ออกกฎหมายล้างผิดให้นักโทษทุจริตหนีคดี ออกนโยบายโครงการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท หรืออนุมัติงบประมาณในโครงการที่เอื้อต่อการทุจริต จนเคยชิน
คิดว่าสมัยนี้คงเหมือนกัน จะเอาอะไรก็ต้องเอาให้ได้ เอาเรื่องเอาญัตติที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจตนเองมาบรรจุให้ได้ ไม่เคารพการตัดสินของประธานสภาฯ ซึ่งท่านได้มอบหมายให้รองประธานได้พิจารณาอย่างรอบคอบ เชิญนักกฎหมาย ที่ปรึกษา มาร่วมพิจารณา ท่านเคารพต่อหลักการความยุติธรรม แต่คุณสุทิน ทำตัวเป็นเด็กเกเรประจำสภาฯ ไม่ยอมรับคำตัดสิน และขอเรียนว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เป็นสถาบันออกกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมของสังคม อย่าใช้สภาผู้แทนราษฎรต่อรองทางการเมือง สร้างความแตกแยกในสังคม”
(ภาพจากเฟซบุ๊ก สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล, สุทิน คลังแสง)