จากยอดดอย

จากยอดดอย แดนไกล ใครจะเห็น ยากลำเค็ญ เพียงใด ใจยังมั่น

จะปกป้อง ผองไทย ชั่วนิรันดร์ สิ้นชีวัน ก็ยังห่วง หวงแผ่นดิน

ด้วยหน้าที่ ชีวิต รับผิดชอบ คือคำตอบ ที่รบอยู่ มิรู้สิ้น

ความภูมิใจ ลึกล้ำ ต่ำอาจิณ รักแผ่นดิน รักเกียรติศักดิ์ นักรบไทย

**คิดถึงยอดหฤทัยใจจะขาด แต่ไม่อาจตัดใจทิ้งไปได้

ด้วยหน้าที่ศรัทธาล้าใจกาย คงความหมายเกินค่ากว่าชีวี

ส่งใจข้ามขอบฟ้าห่วงหาเสมอ หวังเพียงเธอนึกถึงผู้อยู่ที่นี่ ขอให้รอวันรุ่งของพรุ่งนี้ ฟ้าคงมีพรชัยให้กับเรา

บทประพันธ์ข้างต้นบันทึกไว้ช่วงท้ายเล่มในหนังสือ “มองกองทัพผ่านผลงานรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์”

บนเส้นทางทหารผู้รับใช้ประเทศชาติ...ชีวิตมอบเป็นราชพลี ในช่วงเวลาครองยศ “พลโท” ในตำแหน่ง “แม่ทัพภาคที่ 2” ความคิดเรื่อง “การเมืองนำการทหาร” เริ่มขึ้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนขยายผลแห่งความสำเร็จไปสู่การยุติสถานการณ์สงครามปฏิวัติในเวลาต่อมา

การรับราชการ ณ กองทัพภาคที่ 2 นี้เองที่นำความภูมิใจมาสู่ชีวิตการทำงานของ พลโท เปรม ติณสูลานนท์ มากที่สุด ดังจะเห็นว่า ไม่ว่าจะก้าวขึ้นไปดำรงตำแหน่งหน้าที่การงานสูงส่งเพียงใด ก็ไม่เคยลืมช่วงเวลาของชีวิตขณะรับราชการอยู่ที่กองทัพภาคที่ 2 ได้เลย และจะพูดถึงด้วยความภาคภูมิใจเสมอ...

“...ตั้งแต่ผมรับราชการมา ผมภูมิใจในการเป็นแม่ทัพมากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่า ทำงานได้ตามที่เราอยากทำและเป็นงานที่ช่วยเหลือชาวบ้านได้จริงๆ...”

“สี่ปีที่กองทัพภาคที่ 2 เป็นช่วงชีวิตที่ผมภูมิใจมาก ผมรู้สึกว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของคนอีสาน ผมอยู่ที่กองทัพภาคที่ 2 ส่วนหน้าโดยตลอดจะเข้ากรุงเทพฯเฉพาะวันที่ไปเข้าเวรราชองครักษ์เท่านั้น”

...

“ทหาร” กับงานสร้างศรัทธาจากชาวบ้านเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย แรกๆต้องอาศัยความพยายาม ความอดทนที่สูงยิ่ง เพราะชาวบ้านมีทัศนคติในทางลบต่อข้าราชการของรัฐ บางพื้นที่ต้องใช้เวลานานถึง 7 เดือน

“...ไปช่วยเหลือเขาในเรื่องช่วยสอนหนังสือ ช่วยป้องกันหมู่บ้าน ช่วยเขาทำนา มันต้องใช้ความอดทนมาก มีหมู่บ้านหนึ่งที่เราใช้เวลาจนแทบไม่น่าเชื่อ ผมใช้เวลา 7 เดือนในการที่จะทำให้หมู่บ้านนี้เชื่อถือ

7 เดือนนะครับที่ทหารไปถูกด่าอยู่ ชื่อ...บ้านคำรอดพื้นของจังหวัดสกลนคร ไปครั้งแรกชาวบ้านไม่ให้เราเข้าไปในหมู่บ้าน ต้องตั้งฐานอยู่นอกหมู่บ้านแล้วแกก็ด่าทุกวัน...มาทำไม มายุ่งอะไรกับฉัน...แต่ผู้บังคับหมวดคนที่เราเลือกไปเขาเก่งเขาอดทน เขาออกไปทำนาก็ช่วยเขาไล่ก็กลับ รุ่งเช้าออกไปทำนาไปช่วยเขาอีกเขาไล่ก็กลับ เขาด่าว่าคุณไม่ต้องมายุ่งกับผม จะไปไหนก็ไปก็กลับ...ไปช่วยเขาอยู่อย่างนี้ เขาไม่ยอมไม่อยากให้ช่วย

แต่เราก็อดทน ไม่ให้ช่วยก็ไม่ช่วย จนกระทั่งเขาเห็นใจ กว่าจะร่วมมือฝึก ทสป. (บ้านอาสาป้องกันตนเอง) กับเราก็ 7 เดือน นานที่สุด...”

สถานการณ์ในช่วงที่มีการสู้รบระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์กับทางราชการได้สะท้อนความจริงของชาวอีสานหลายประการ โดยเฉพาะภาพของความขาดแคลนที่มิใช่เพียงความแร้นแค้นในการยังชีพเท่านั้น หากแต่ยังจนยากในด้านวิชาความรู้อีกด้วย

ในการปฏิบัติภารกิจที่กองทัพภาคที่ 2 นอกจากได้ใกล้ชิดกับชาวบ้านในพื้นที่แล้ว พลโทเปรมยังมีโอกาสได้สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์อย่างใกล้ชิดบ่อยครั้ง ซึ่งยากนักที่จะลืมภาพชีวิตเหล่านั้นจากความทรงจำได้

โดยเฉพาะคราวที่ได้รับเสด็จสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ที่เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ ฐานปฏิบัติการวรพัฒน์ บ้านนาม่วง อำเภอดอนตาล ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2520 ซึ่งฐานแห่งนี้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารของชุดควบคุมที่ 06 ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารทั้งสองฝ่าย การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้นยังความปลาบปลื้มแก่พสกนิกร

และ...ข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่ในขณะนั้นอย่างหาที่เปรียบมิได้ พลเอกเปรมได้ถ่ายทอดความรู้สึกนี้เมื่อครั้งปาฐกถาพิเศษในปี 2538 ว่า...“ที่ผมจะพูดต่อไปนี้ เรื่องที่สมเด็จย่าทรงปฏิบัติแล้วก็เกี่ยวข้องกับผมโดยตรงทีเดียวก็คือเรื่องที่ทรงมีน้ำพระทัยใส่ใจผู้ที่ปฏิบัติงานเพื่อชาติบ้านเมืองในขณะนั้น ในขณะที่เรามีปัญหาเรื่องของผู้ก่อการร้ายที่เราเรียกกันว่า...การปราบปราม ผกค. ซึ่งผมไม่ชอบคำนี้เลย ผมก็เลยเรียกใหม่ว่า...

การปฏิบัติการเพื่อทำความเข้าใจกับผู้หลงผิด ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อปราบปราม ผกค. เพราะ ผกค.ก็คือคนไทย พี่น้องเราทั้งนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปปราบเขา แล้วเราไม่ต้องการจะปราบเขาด้วย แต่เราต้องการทำความเข้าใจกับเขา เพื่อให้เขาเข้าใจว่าที่เขากระทำอยู่นี่มันผิด ที่ถูกควรจะเป็นอย่างไร”

วันหนึ่งก็รับสั่งว่า...“ฉันอยากจะไปดูสิว่าพวกเธอทำอะไรกันอย่างไร จะให้ฉันไปได้ไหม”

พลเอกเปรมตอนนั้นเป็นแม่ทัพรับผิดชอบโดยตลอด หมายความว่าจะถวายว่าไปได้หรือไปไม่ได้ เพราะว่าใน พ.ศ.ที่ท่านเสด็จฯช่วงปลายปี 2519 ผกค.ตอนนั้นสถานการณ์ของการก่อการร้ายที่เราเรียกกันค่อนข้างลดลงมากพอสมควรแล้ว...ในปี 2520 การก่อการร้ายในภาคอีสานก็จบสิ้นลงแล้ว สันติสุขกลับคืนมาแล้ว แต่ว่าเมื่อท่านรับสั่งอย่างนั้น เพราะท่านไม่เคยทอดพระเนตรเห็นว่าพวกเราทำงานกันอย่างไร

ท่านจึงรับสั่งถามผมว่า “ฉันจะไปดูได้ไหม” ในที่สุดเราก็บอกว่า ต้องเชิญเสด็จไป เรามีเหตุผลว่า หนึ่ง...ผมมั่นใจว่าพระบารมีของสมเด็จย่าสูงมาก แล้วก็ทุกคนในประเทศของเรารักท่านทั้งนั้น แม้แต่ ผกค.ผมก็คิดว่ารักท่าน ผมถึงมั่นใจว่าคงไม่มีใครที่จะคิดมิดีมิร้ายกับพระองค์ท่านแน่นอน

สอง...เราปรึกษากันแล้วก็ลงความเห็นกันว่าถ้าท่านเสด็จฯไปในฐานของเราจะทำให้พวกเรามีขวัญกำลังใจสูงลิ่ว แล้วเราก็สามารถที่จะให้การถวายความปลอดภัยได้แน่นอน ในที่สุดผมก็กราบบังคมทูลว่าเชิญเสด็จไปได้ เราก็เลือกฐานหนึ่ง ชื่อ “ฐานปฏิบัติการวรพัฒน์” เป็นชื่อของร้อยโทวรพัฒน์ (อัมพรพงษ์)

การเมืองนำการทหาร จุดเริ่มแห่งความสำเร็จมาจาก “3 ใจ” ด้วยกันก็คือ ชาวบ้านเข้าใจ ร่วมใจ และจริงใจกับเรา นำไปสู่การต่อสู้ทางยุทธศาสตร์เอาชนะคอมมิวนิสต์ ตามนโยบาย 66/23

“พลเอก เปรม ติณสูลานนท์” บนเส้นทางทหารนักรบสู่ถนนการเมืองกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย...จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2531 แล้วได้ประกาศยกย่อง พล.อ.เปรม เป็น “รัฐบุรุษ” (รัชกาลที่ 9) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531

ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น “ประธานองคมนตรี” เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541 โดยดำรงตำแหน่ง “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม-1 ธันวาคม 2559

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตอบรับขึ้นทรงราชย์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง...ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี 2 ธันวาคม 2559 ในสมัยรัชกาลที่ 10.