ปชป.ยังเงียบ ยัน ไม่แลกกระทรวง เสียงหนุนโหวตไม่ร่วม พปชร.เพิ่มมากขึ้น ด้าน “กลุ่มงูเห่า” ดอดประสานขอดีลเดิมขอ 3 รมต. ฟื้นแนวคิดการเมืองขั้วที่สาม โหวตนายกฯ สู้ ”บิ๊กตู่”

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 29 พ.ค. 2562 ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค และนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค และว่าที่ประธานสภาฯ ยังคงเดินทางมาที่ทำการพรรคตามปกติ รวมถึง นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช และ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคอีกหลายคน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการประชุมกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคและ ส.ส.ประชาธิปัตย์ อีกครั้งเมื่อไหร่ หลังจากที่เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะพรรคพลังประชารัฐไม่สามารถเคลียร์ปัญหาภายในได้ลงตัว เนื่องจากต้องการกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ คืนให้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และกลุ่มสามมิตร จนไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ตามดีลเดิม ซึ่งสถานการณ์เจรจาเมื่อคืนวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐได้ประสานมาที่ตัวแทนเจรจาพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอแลกกระทรวงอุตสาหกรรมกับกระทรวงเกษตรฯ และพยายามเจรจาขอแลกอีกกระทรวงกับกระทรวงพาณิชย์ โดยรับปากว่าจะจัดการปัญหาภายในพรรคโดยเร็ว แต่ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธข้อเสนอ และขอยึดข้อตกลงเดิมตามโควตาที่แกนนำพลังประชารัฐรับปากไว้แต่ต้น

ล่าสุด มีการประสานมาที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก่อน แล้วค่อยมาจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีทีหลัง ประกอบกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แคนดิเดิตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ที่ระบุว่า จะขอตรวจสอบรายชื่อรัฐมนตรีของพรรคการเมืองอื่นก่อน ทำให้ส.ส.และกก.บห.พรรคที่เคยสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลไม่พอใจ เนื่องจากถือเป็นการก้าวก่ายการทำงานของพรรคการเมืองอื่น และเป็นการไม่ให้เกียรติในทางการเมือง หากไปร่วมรัฐบาลก็จะถูกกดหัวเป็นได้เพียงไม้ประดับ อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่พลังประชารัฐจะบิดพลิ้ว ผิดคำพูด ดึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์กลับไป จากเดิมที่ตกลงจะให้พรรคประชาธิปัตย์ดูแล ซึ่งจะทำให้พรรคไม่สามารถผลักดันนโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตรเพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่พรรคจะเข้าร่วมรัฐบาล เพราะขับเคลื่อนนโยบายที่หาเสียงช่วยเกษตรกรไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการส่งสัญญาณขู่ว่าจะยุบสภาฯ หลังตั้งนายกรัฐมนตรีแล้วด้วย ยิ่งทำให้ ส.ส.และกก.บห.พรรคที่เห็นว่าไม่ควรร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐเริ่มมีมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงกลุ่มของนายอภิสิทธิ์เพียงไม่กี่สิบเสียงเท่านั้น

...

ทั้งนี้ แม้จะมีกลุ่มคนที่เห็นว่าไม่ควรร่วมรัฐบาลเพิ่มขึ้น แต่กลุ่มส.ส.พรรคราว 20 เสียง ยังเป็นกลุ่มที่เหนียวแน่นในการเข้าร่วมรัฐบาล โดยมีรายงานหลังยกเลิกการประชุมร่วมกก.บห.และส.ส.พรรคไม่มีกำหนด ได้มีตัวแทนกล่มงูเห่าที่ต้องการเข้าร่วมรัฐบาลกับ พปชร. ประสานเจรจาขอดีลเดิมว่า ถ้ามีงูเห่าย้ายไปโหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ แกนนำกลุ่มจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และ รมช. โดยดีลเดิมถ้ามีงูเห่าไป 20-25 เสียง จะได้ 3 โควตา 3 รมต. พรรคประชาธิปัตย์จะเกิดส.ส.งูเห่าไปร่วมรัฐบาลแค่ครึ่งพรรค

ขณะเดียวกัน แนวคิดของการเมืองขั้วที่สาม ที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์และ คสช.สืบทอดอำนาจ ก็มีการเคลื่อนไหวผ่านส.ส.กลุ่มหนึ่งของพรรค ที่จะรวมตัวพรรคการเมืองที่คัดค้านการสืบทอดอำนาจ โดยมีการโทรศัพท์ประสานงานภายในกับแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้มาร่วมจับมือการเมืองขั้วที่สาม เพื่อเดินหน้าประเทศไทย และไม่ต้องอยู่ใต้เงา คสช. เพราะหากพลังประชารัฐจะเดินหน้าตั้งนายกรัฐมนตรีก่อนโดยไม่สนใจว่า จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ ก็จะกระทบกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุเงื่อนไขว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงมีโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยอาจต้องทบทวนท่าทีการร่วมรัฐบาลใหม่อีกครั้ง เนื่องจากปัจจัยและเงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการแจกแจงตัวเลข ส.ส.หากรวมได้ 376 เสียง เกินครึ่งของสมาชิกรัฐสภา ก็โหวตเลือกนายกฯ เสียงข้างมากได้ ซึ่งขณะนี้มีการประสานขายแนวคิดนี้ และรวมตัวเลข ส.ส.ของพรรคต่างๆ ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ มีเสียง ส.ส. รวม 362 เสียง ขาดอีก 14 เสียง โดยมีการเจรจากับแกนนำบางกลุ่มใน พปชร. ขอเสียงสนับสนุนอีก 20-25 เสียง ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลขั้วที่สามได้ โดยให้พรรค พปชร.เป็นฝ่ายค้านแทน ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจากัน.