ตลอดระยะเวลา 2-3 วันมานี้ ชื่อของ “พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” กลายเป็นชื่อที่คนไทยกล่าวถึงมากที่สุด แน่นอน เพราะ “บิ๊กติ๊ก” เป็นน้องชายของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฉะนั้น บิ๊กติ๊ก จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงความสนใจมากมายจากทุกสารทิศได้

ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียงเส้นทางชีวิตของ “พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” ผู้ที่อยู่ภายใต้แสงสปอตไลต์สาดส่อง และยังเป็นบุคคลที่สังคมเฝ้าตรวจสอบมากที่สุดอีกคนหนึ่ง...

พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา หรือ บิ๊กติ๊ก เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 15 นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า(จปร.) รุ่นที่ 26 และเป็นน้องชายแท้ๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

สำหรับ บิ๊กติ๊ก น้องรักบิ๊กตู่ เคยเจอบททดสอบหนักๆ ทางการเมืองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ครั้งที่บิ๊กติ๊กถูกตรวจสอบเรื่องการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินตอนเข้ารับตำแหน่งสมาชิก สนช. ซึ่งหลายคนมองว่า เขาชี้แจงคลุมเครือ แต่สุดท้าย ป.ป.ช.พิจารณาแล้วก็ยกคำร้องดังกล่าวไปเมื่อเดือนตุลาคม 2558 ซึ่งก็คงทำให้ พล.อ.ปรีชา โล่งอกโล่งใจไปเปาะหนึ่ง

...

คงเพราะเรานามสกุลจันทร์โอชา

ความวัวยันไม่ทันหาย ข่าวไม่สู้ดีก็เข้ามาแทรกอีกครั้ง กลางเดือนเมษายน 2559 ชื่อของ พล.อ.ปรีชา กลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้างอีกหน หลัง พล.อ.ปรีชา แต่งตั้งนายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชายคนรองที่จบสาขานิเทศศาสตร์ เข้ารับราชการทหาร ในตำแหน่งรักษาราชการนายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 และติดยศเป็นว่าที่ร้อยตรี

อีกทั้ง พล.อ.ปรีชา ในฐานะปลัดกระทรวงกลาโหม ยังเป็นผู้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 ท่ามกลางข้อกังขาจากหลายฝ่ายว่า กรณีดังกล่าวมีการเปิดรับสมัครเข้ารับราชการทหารอย่างเป็นทางการและผ่านขั้นตอนต่างๆ เช่น การสอบคัดเลือก, การสอบสัมภาษณ์เข้ามาหรือไม่

“คงเพราะเรานามสกุลจันทร์โอชา เลยโดนเพ่งเล็ง ทั้งๆ ที่ลูกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็มีเข้ามาเป็นนายทหารกันจำนวนมากเมื่อมีตำแหน่งว่าง แต่ก็ไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง” พล.อ.ปรีชา ตัดพ้อผ่านสื่อ

กรณีที่ พล.อ.ปรีชา แต่งตั้งลูกชายเข้ารับราชการนั้น ได้รับการยืนยันจาก พล.อ.ประวิตร ว่าสามารถทำได้ โดยทุกอย่างเป็นการทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกัน เสียงโจมตีจากหลายฝ่าย ได้ตั้งคำถามถึงเรื่องของ “ระบบอุปถัมภ์” โดย พล.อ.ปรีชา ได้ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีกทั้งยืนยันว่าลูกชายมีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้อง หากจะผิด หรือจะโดนโจมตีก็คงเป็นเพราะใช้นามสกุลจันทร์โอชา

กระทั่ง กลางเดือนสิงหาคม 2560 พล.อ.ปรีชา ได้ออกมายอมรับว่า ลูกชายคนเล็กได้ลาออกจากราชการทหารแล้ว เนื่องจากอยากไปศึกษาต่อด้านสาขานิเทศศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ และถูกหลายฝ่ายจับตามองจนทำให้รู้สึกกดดันเนื่องจากเป็นหลานชายของนายกรัฐมนตรี

ปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชายคนรอง
ปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชายคนรอง

ฝายแม่ผ่องพรรณ ชาวบ้านตั้งให้

พอเข้าเดือนกันยายน 2559 ถือเป็นอีกครั้งที่ชื่อของ “บิ๊กติ๊ก” ถูกสังคมตรวจสอบอีกครั้ง ภายหลังจากกรณีที่มีการนำชื่อนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยา ไปตั้งเป็นชื่อฝายใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีการมองว่าเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตน

ณ เวลานั้น นางผ่องพรรณ ภรรยา พล.อ.ปรีชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาตอบผ่านสื่อว่า ฝายที่จัดทำขึ้นนั้นเป็นความตั้งใจเพื่อให้ชาวบ้านไว้ใช้ประโยชน์ ส่วนการตั้งชื่อฝายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านตั้งให้ ซึ่งธรรมเนียมคนในพื้นที่จะเรียกชื่อพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยอยู่แล้ว และขึ้นอยู่กับชาวบ้านตั้งชื่อให้

ลือซุกคฤหาสน์

ต่อมาไม่นาน ยังไม่ได้หายใจให้คอให้โล่งอก ธ.ค.2559 พล.อ.ปรีชา ก็ถูกสังคมตรวจสอบอีกครั้ง ภายหลังจากที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น(คปต.) โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงบ้านหลังใหญ่ของ พล.อ.ปรีชา ที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งสมาชิก สนช.

จากนั้น นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีดังกล่าว เพราะมองว่าอาจเข้าข่ายความผิดจงใจปกปิดข้อเท็จจริงของทรัพย์สินที่ควรแจ้งให้ทราบ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 หรือ “พ.ร.บ.ป.ป.ช.” มาตรา 39(15) ประกอบมาตรา 32, 33 และ 35

ร้อนถึง “บิ๊กติ๊ก” ต้องออกมาชี้แจงว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของตนเอง แต่ยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย และยังไม่ได้บ้านเลขที่ จึงยังไม่ได้เดินทางไปแจ้ง ป.ป.ช.เพิ่ม ซึ่งหากได้บ้านเลขที่แล้วจะไปแจ้งเพิ่มเติมแน่นอน

ไม่วิ่งเต้น ไม่เส้นสาย

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่พบว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดคอนเทมโพรารี คอนสตัครชั่น ซึ่งมี นายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชายคนโต พล.อ.ปรีชา เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างหน่วยงานในกองทัพภาคที่ 3 หลายโครงการ นอกจากนี้ยังถูกตั้งคำถามเรื่องที่บริษัทดังกล่าวมีที่ตั้งอยู่ในบ้านพักข้าราชการ

กระทั่ง พล.อ.ปรีชา ต้องออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า อยากให้สื่อมวลชนช่วยไปดูข้อเท็จจริงว่า บุตรชายของตนได้ทำตามขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ ในฐานะที่ตนเป็นทหารเก่า เขาจะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องยึดความถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบตามที่หน่วยงานต่างๆ กำหนดไว้ ไม่ได้ไปวิ่งเต้นหรือใช้เส้นสาย หรือการไปประมูลใช้ชื่อของตนหรือของคนอื่น

ล่าสุด 7 พ.ค. พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิก สนช.เรียบร้อยแล้ว เพื่อจะไปนับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Veera Somkwamkid