เทศกาลแห่งความสุขมหาสงกรานต์ หยุดยาวฉลองกันชุ่มฉ่ำตามสไตล์แบบไทยๆ
คลายอุณหภูมิร้อนๆในฤดูแล้ง
แต่ก่อนอื่นต้องเตือนตัวเองกันไว้ ตั้งสติกันให้ดีๆ ตั้งแต่การเดินทางไปกลับต่างจังหวัด ต้องเคร่งครัดกฎระเบียบที่ทางการเตือนและออกเป็นข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องเมาไม่ขับ
ทำสถิติทุกปี ตายกันมากกว่าสงคราม เป็นเรื่องปกติที่ต่างชาติตะลึง
และปีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มความเข้มอีกระดับ กับพวกชอบโชว์ภาพวาบหวิว โป๊เปลือยยั่วยวน แล้วโพสต์อวดในโซเชียลมีเดีย รวมถึงการโพสต์ภาพโชว์ เชื้อเชิญดื่มแอลกอฮอล์เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
เสี่ยงเจอโทษทั้งจับและจำคุกกับแค่อารมณ์สนุกชั่ววูบ
เอาว่า สนุกสนานกันพอดีๆ อยู่ในขอบเขตประเพณีดีงามของไทย
เหนืออื่นใด ภายใต้บรรยากาศพระราชพิธีสำคัญ คนไทยทั้งชาติต้องร่วมแรงร่วมใจกันแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในเชิงอารยธรรมของชาติที่มีอยู่ไม่กี่ประเทศในโลก
ร่วมกันถวายความจงรักภักดี ในวาระเปลี่ยนผ่านรัชกาลโดยสมบูรณ์
ในจังหวะลดดีกรีความร้อนแรงทางการเมืองลงชั่วขณะ เพราะประชาชนส่วนใหญ่มุ่งไปที่การเล่นสาดน้ำสงกรานต์ เข้าวัดทำบุญสุนทาน กลับบ้านมีความสุขกับครอบครัวเพื่อนฝูง
ไม่มีอารมณ์มาสนใจกับปมเลือกตั้งที่ยุ่งเหยิง วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น
โดยเฉพาะอาการดิ้นของฝ่ายที่ไม่สมประโยชน์กับผลการเลือกตั้ง พยายามเดินหมากปลุกกระแสมวลชน โหนนักศึกษา “เจนอัลฟา” แห่ประชาธิปไตย เดินหน้ากดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ตีปี๊บข้อหาจัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ตุกติกการคิดคะแนน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ
เป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจเผด็จการ
ปั่นเชื้อไฟ “6 ตุลา” ย้อนฉากนักศึกษาเข้าป่า ในยุค 5 จี นักศึกษาเข้าห้าง เล่นไอจี เฟซบุ๊ก
อีกทางหนึ่งก็เป็นกระบวนการรุกข้ามช็อต แบบที่ทีมงานกฎหมายพรรคเพื่อไทยเดินหน้ายื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจาก กกต.จัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส
หวังล้มกระดานไปเริ่มเกมกันใหม่
เพราะ “นายใหญ่” ดูไบรู้แล้วว่าจับขั้วไม่ติด หลังพรรคเพื่อไทยรวมเสียงจัดได้แค่ “รัฐบาลลม”
ตามจังหวะความชอบธรรมและความชัวร์จึงไหลไปที่พรรคพลังประชารัฐ โอกาสรวมแต้มจัดรัฐบาลเป็นไปได้มากกว่า ประกอบกับเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ถือต้นทุน 250 ส.ว.สรรหาอยู่ในมือ
ถือไพ่ได้เปรียบ ดัน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เบิ้ลนายกฯรอบสองได้แน่ๆ
เหลือแค่โจทย์รวมเสียง ส.ส.ให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯมากกว่า 250 เสียง
แต่นั่นก็ยังติดอาการยึกยักของพรรคตัวแปร โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังตกที่นั่งลำบาก จากอาการแพ้ยับเยิน แถมอาฟเตอร์ช็อกยังลามต่อมาถึงการขบเหลี่ยมเรื่องร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอิสระ การปะทะทางความคิดระหว่างปรมาจารย์ชวน หลีกภัย กับทีมงานสาย กปปส.
ส่อเค้าย่ำรอยประวัติศาสตร์พรรคแตกเหมือน “กลุ่ม 10 มกรา”
อาการลูกผีลูกคน กระนั้นก็ยังไม่วายทิ้งลาย เล่นบทจอมเขี้ยวทางการเมือง มีเสียงตะโกนเบาๆจากคนประชาธิปัตย์จุดพลุ “รัฐบาลแห่งชาติ”
ฉวยจังหวะเปิดกรุดันปรมาจารย์ชวน คัมแบ็กนายกฯ
แอบลุ้นหยิบชิ้นปลามันจากสถานการณ์ที่เสียงจัดตั้งรัฐบาลขึงพืดกันอยู่
ทั้งหมดทั้งปวง ดูตามรูปการณ์ มันก็แค่เกมของพวกที่พยายามชิงเป็นฝ่ายถืออำนาจ พยายามฉกฉวยโอกาสให้เข้าเหลี่ยมเข้าทางตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด
ตามฟอร์มธรรมชาตินักการเมืองอาชีพแบบไทยๆ
ยังไงก็ต้อง “ต่อรอง” ผลประโยชน์ให้ได้มากสุดเท่าที่จะมากได้ไว้ก่อน
ภาพตามฉากสถานการณ์ร้อนๆจึงดูน่าตื่นเต้น บรรยากาศซีเรียส ทำสังคม นักลงทุนเครียดตามๆกัน
ทั้งๆที่มันยังไม่ถึง “ทางตัน” แต่อย่างใด
ในเมื่อทุกอย่างยังเดินไปตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยเฉพาะ กกต.ที่กลายเป็นเงื่อนไขของการก่อหัวเชื้อชนวนวิกฤติความวุ่นวาย ก็นิ่งพอจะรับสถานการณ์กดดันหนักๆแรงกระแทกแรงๆ
โดยยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลักพิงกำแพง
และล่าสุด กกต.มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” จำนวน ส.ส.พึงได้ของแต่ละพรรค ตัดปัญหาต่างฝ่ายต่างขั้วต่างคิดเข้าทางตัวเอง ผสมโรงกับพวกร้อนวิชาที่ออกมาคิดสูตรเสนอมุมกฎหมาย โหนกระแส
กันสับสนวุ่นวาย
ขณะเดียวกัน กกต.ก็ใช้กฎหมายปกป้องสิทธิตัวเอง ในการแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์
ในเชิงใส่ร้าย กกต.ในเชิงหมิ่นประมาท รวมถึงเพจโซเชียลฯที่ทำการล่ารายชื่อถอดถอน กกต.
ยึดหลักการกฎหมาย สู้เกมปั่นกระแส
และตามกระบวนการ กกต.จะต้องพิจารณาข้อร้องเรียนเรื่องทุจริตเลือกตั้ง มีคิวแจกใบเหลือง ใบแดง ใบดำ ทำให้ตัวเลขคะแนนเสียงยังสวิงได้อีกเยอะ จำนวน ส.ส.ยังไม่นิ่ง
ไอ้ที่ขยับโวยวายกดดัน กกต.ก็แค่ชิงเหลี่ยมขี่ความชอบธรรม
โน่นแหละ รอหลังวันที่ 9 พฤษภาคม ตามไฟต์บังคับรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต.ต้องประกาศรับรองผลเลือกตั้ง รู้ตัวเลขกันชัดเจน
รัฐบาลใหม่จึงจะได้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง
อย่างไรก็ตาม โดยสัญญาณคลื่นความถี่สูงที่ผู้สันทัดเกมอำนาจการเมืองอ่านทางได้
ไล่ตั้งแต่ปรากฏการณ์ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ออกมาคำรามฮึ่มฮั่ม ปล่อยวาทกรรม “ซ้ายจัดดัดจริต” อย่าคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง
กองทัพตบเท้า ชูพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 ส่งเสริมคนดีบริหารบ้านเมือง
ตามท้องเรื่อง ต่อเนื่องมาถึงคิวล่าสุดที่ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะรัฐมนตรี ผู้นำเหล่าทัพและข้าราชการ เข้ารดน้ำขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์
โฟกัสช็อตไฮไลต์ของงานอยู่ในช่วงที่เจ้าบ้านสี่เสาฯกล่าวให้โอวาท
“ป๋าเปรม” แอ่นอกการันตี ออกปากชมกันชัดๆ
“พูดได้เต็มปากว่า รัฐบาลของนายกฯไม่โกง เพราะเป็นคนที่เห็นแก่ส่วนรวมจริงๆ คนที่จะซื่อสัตย์สุจริตต้องเป็นคนที่มีความคิดกว้างไกลทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่ทำเพื่อตนเองหรือปกป้องพี่น้องที่อยู่ใกล้ชิด
เพราะฉะนั้นที่ผมพูดเสมอว่ารัฐบาลนี้เก่งไม่เก่งก็ดูเอาเองก็แล้วกัน บอกได้เลยว่ารัฐบาลนี้ไม่โกง ยืดอกพูดได้เลยว่ารัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่โกง แต่ถ้าผมพูดผิดนายกฯก็ต้องไปจัดการ”
งานนี้ “ลุงตู่” เหมือนได้ประกาศนียบัตรการันตีความโปร่งใส
“ป๋าเปรม” มอบตั๋วไปต่อ เบิ้ลนายกฯรอบสอง
แต่เรื่องของเรื่อง โดยความลึกซึ้งของ “ประธานองคมนตรี 2 รัชกาล” ในประโยคคำพูดของรัฐบุรุษมันก็มีจุดที่ต้อง
แปลสัญญาณให้ดี
กับรหัสแฝงตรงท่อนทิ้งท้าย “ถ้าป๋าพูดผิดนายกฯต้องไปจัดการ”
ประกอบกับย้อนกลับไปในประโยคชื่นชม ตรงคุณสมบัติที่ “ป๋าเปรม” นิยามคนที่ซื่อสัตย์สุจริตต้องทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่
ทำเพื่อตนเองหรือปกป้องพี่น้องที่อยู่ใกล้ชิด
นั่นหมายถึง ถ้าผิดจากเงื่อนไขนี้ “นายกฯลุงตู่” ต้องไปจัดการ
มันคือสัญญาณเตือนที่แฝงไว้ในคำการันตี “ไม่โกง”
ในความหมายของ “ป๋าเปรม” บ่งบอกเป็นนัย แม้ “ลุงตู่” จะเป็นผู้นำต้นทุนส่วนตัวความโปร่งใสสูง มีความตั้งใจดีในการบริหารบ้านเมือง แต่ก็ต้องไม่มีเรื่องของการปกป้อง การเอื้อผลประโยชน์ให้พี่น้องใกล้ชิด
แผลเป็นติดตัวที่ พล.อ.ประยุทธ์ สลัดไม่หลุดมาในห้วง 2-3 ปี
ถึงจุดนี้ “นายกฯลุงตู่” ต้องเน้นตามโจทย์ “ป๋าเปรม” เสริมภูมิคุ้มกัน
ในสถานการณ์ที่ต้องเปลี่ยนสถานะจากผู้นำรัฐบาลทหาร มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คอยเสิร์ฟกฎหมายและ
ป้อนงบประมาณ ไม่มีฝ่ายตรวจสอบ มีดาบมาตรา 44 ผ่าทางตัน มาเป็นผู้นำรัฐบาลเลือกตั้ง ที่มีฝ่ายค้าน นักการเมืองเขี้ยวลากดินคอยเตะตัดขา ตั้งด่านตรวจโครงการรัฐบาล
ไม่นับพลังโซเชียลมีเดียที่เป็นอำนาจตรวจสอบภาคประชาชน
ไหนจะ “สปอตไลต์มุมสูง” ที่คอยส่องอยู่ตลอดเวลา
“ไม่โกง” การันตีแค่ “ลุงตู่” ถือว่ายังไม่ปลอดภัย
เพราะเงื่อนไขมันยังเหมารวมไปถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ที่จะเกาะเอวตามมาในการเป็นนายกฯรอบสอง ถึงเวลาต้องตัดเกมให้ขาด หมดเวลาปูนบำเหน็จ
ไม่เว้นนักการเมืองที่จะฟอร์ม ครม.ก็ต้องคัดหล่อๆใสๆ ตัดทิ้งพวกต่อรอง จ้องมาถอนทุน
แม้จะต้องยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ดีกว่าเสี่ยงเสียคนตอนจบ
ขืนไม่ตัดไฟแต่ต้นลม ตั้งรัฐมนตรีแล้วมีเสียงยี้ตั้งแต่แรก มันจะเป็นกงกรรมที่ติดตัว พล.อ.ประยุทธ์ลบไม่ออก โดนตัดแต้มสะสม เปลืองต้นทุนหน้าตักส่วนตัว
ระดับภูมิคุ้มกัน “โกง” ลดลงอัตโนมัติ
เมื่อได้รับโอกาสรอบสองแล้วทำพลาด สิ่งที่ได้รับจะไม่ใช่กลีบกุหลาบเหมือนอย่างที่ได้รับจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและประชาชนเสียงส่วนใหญ่ตลอด 4–5 ปี คะแนนที่เทให้พรรคพลังประชารัฐเป็นกอบเป็นกำ
แต่มันจะเป็นก้อนอิฐเขวี้ยงมาจากทุกทิศทุกทาง.
“ทีมการเมือง”
อ่านข่าวล่าสุด เจาะลึกข้อมูลเลือกตั้ง 2562
https://www.thairath.co.th/election