จากช็อกกะรีถึงงูเห่า

Share :
line-share-logo

ตำนาน “งูเห่า” ทางการเมือง ถูกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่พรรคการเมืองกำลังช่วงชิงกันจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องดึงหรือดูด ส.ส.จากพรรคอื่นๆ พรรคที่คาดว่าจะถูกดึงหรือดูดมากที่สุด ได้แก่ พรรคอนาคตใหม่ ที่ได้ ส.ส.เป็นอันดับที่ 3 ประมาณ 80 คน เป็นพรรคใหม่ในเวทีการเมือง

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยอมรับว่า มีว่าที่ ส.ส.ของพรรคบางคนถูกทาบทาม ด้วยการเสนอผลประโยชน์ แต่เชื่อว่า ส.ส.เป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อความเชื่อและความฝันเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งทางการเมือง จะยืนหยัดใน หลักการที่สร้างพรรคมา วงในตลาดการเมืองระบุว่า ใครเป็น “งูเห่า” ฝืนมติพรรค จะได้รับอย่างน้อย 10 ล้านบาท

ไม่ทราบว่าพรรคไหนมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะดึง ส.ส.พรรคอื่นมาสนับสนุนพรรคตน และไม่ทราบว่าจะแค่ให้ลงมติฝืนมติพรรค หรือว่าจะถึงกับให้ย้ายพรรค ถ้าย้ายพรรคก็ต้องลาออกจากพรรคไปสังกัดพรรคใหม่ จะทำให้ ส.ส.ผู้นั้นขาดจาก ส.ส.ทันที ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 และผู้ที่ดูด ส.ส.พรรคอื่นมาด้วยสินจ้าง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และถูกยุบพรรค

ถ้า ส.ส.ถูกจับได้ว่าฝืนมติพรรค เพราะเห็นแก่ประโยชน์ต่างๆ พรรคก็อาจลงมติขับออกจากพรรค หลุดจาก ส.ส.เช่นเดียวกัน นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา เล่าว่า สมัยที่ตนเป็น ส.ส. เมื่อปี 2512 เคยถูกพรรคคณะรัฐประหารเสนอให้เงินก้อนโต เพื่อให้ย้ายพรรค แต่ตนไม่ยอมงับเหยื่อ ยอมเป็นฝ่ายค้านกิ๊กก๊อกต่อไป สมัยนั้นไม่เรียกว่างูเห่า แต่เรียก “ช็อกกะรี” หรือขายตัว

นายอุทัยเป็นผู้นำต่อต้านการสืบทอดอำนาจรุ่นแรกๆของประเทศไทย ได้รับเลือกเป็น ส.ส.หนุ่มพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2512 รุ่นเดียวกับนายชวน หลีกภัย และเป็นฝ่ายค้านฝีปากกล้า เมื่อนายกรัฐมนตรีทำรัฐประหาร ยึดอำนาจตัวเอง นายอุทัยได้ชวนเพื่อน ส.ส.อีก 2 คน ยื่นฟ้องคณะรัฐประหาร ข้อหาล้มล้างรัฐธรรมนูญ และถูกรัฐบาลใช้อำนาจพิเศษจับขังคุก

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นายอุทัยกับพวกจึงได้รับอิสรภาพ และยืนยันต่อต้านการสืบทอดอำนาจต่อไป แต่ขณะนั้นยังไม่เรียกว่า “สืบทอดอำนาจ” แต่เป็นการต่อต้านเผด็จการ เมื่อเกิดรัฐประหารอีกในปี 2520 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2521 เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” นายอุทัยประท้วงด้วยการไม่สมัคร ส.ส.

การเมืองไทยวนเวียนอยู่ในวงจรกลับไปมาระหว่างรัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การเลือกตั้ง และจบลงด้วยรัฐประหาร เกิดรัฐประหารอีกครั้งในปี 2534 จึงเกิดคำว่า “การสืบทอดอำนาจ” ถึงวันนี้มีพรรคการเมืองหลายพรรครับภารกิจต่อต้านการสืบทอดอำนาจต่อ การเมืองไทยยังวนเวียนอยู่ในวงจรของประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม่รู้ เมื่อไหร่จะถึงประชาธิปไตยแท้.

อ่านเพิ่มเติม...