ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    87ปี ประชาธิปไตย ยุคสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม "เลือกตั้งสกปรกที่สุด"

    ไทยรัฐออนไลน์30 มี.ค. 2562 15:44 น.
    SHARE

    อย่าเพิ่งไปรีบด่วนตัดสินเหตุการณ์ใดๆ ถ้าที่ผ่านมายังไม่ได้หาข้อมูลรายละเอียดชัดเจนนำเปรียบเทียบให้ชัดเจนเสียก่อน โดยเฉพาะเหตุการณ์ใหญ่ระดับประเทศอย่าง "การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย" ทุกยุคทุกสมัยคนไทยต้องออกมาใช้สิทธิ์ของตัวเอง และแน่นอนว่า "1 สิทธิ์ 1 เสียง" ตามระบอบประชาธิปไตย ห้ามซื้อห้ามขาย ห้ามกระทำการใดๆ เสมือนไม่รักษาสิทธิ์ หากทว่า บางสิ่งบางอย่างมัน "เหนือการควบคุม" ด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้น 

    ย้อนกลับไปเมื่อ 62 ปีที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 9 ในปี พ.ศ. 2500 ซึ่งข้อมูลได้จารึกเอาไว้ว่า เป็นการเลือกตั้งที่ได้ชื่อว่า "สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์" เหตุนี้เอง ก่อนหน้าที่เลือกตั้งจะเกิดขึ้น "จอมพล ป. พิบูลสงคราม" (นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น)  ได้ประกาศจะจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้บริสุทธิ์ เพื่อถวายเป็น "พุทธบูชา" เนื่องในโอกาสครบรอบวาระกึ่งพุทธกาล แต่จะสะอาดบริสุทธิ์สมความตั้งใจหรือไม่ คงต้องไปวัดดวงกันวันประกาศผล 

    "สกปรก จนคาดไม่ถึง" 

    เริ่มต้นเปิดม่านฉากขึ้นมา ก็มีการข่มขู่สารพัดจากบรรดานักเลง อันธพาล ที่ทางรัฐบาลเรียกว่า "ผู้กว้างขวาง"  ข่มขู่บังคับให้ชาวบ้านเลือกแต่ผู้สมัครจากพรรครัฐบาล ซ้ำยังมีการใช้อุจจาระป้ายตามประตูบ้าน รวมทั้งใช้เครื่องบินโปรยใบปลิวประณามพรรคฝ่ายค้าน กระทั่งวันเลือกตั้งมาถึง ปรากฏว่า "มีการใช้คนฝ่ายรัฐบาลเวียนเทียนกันลงคะแนน" หรือเรียกกันว่า "พลร่ม" ขณะปิดหีบแล้วมีการยัดบัตรลงคะแนนเถื่อนเข้าไป หรือเรียกกันว่า "ไพ่ไฟ" ตลอดจนแอบเปลี่ยนหีบเลือกตั้งในที่ลับตาคน และมีเหตุขลุกขลักขึ้นในหลายพื้นที่

    ในข้อมูลระบุไว้ด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงถึงขนาดมีการฆาตกรรมคนที่สนับสนุนผู้สมัครบางราย อีกทั้งการนับคะแนนยังใช้เวลานับกันยาวนานถึง 7 วัน 7 คืน เรื่องดังกล่าวไม่ได้ทำกันอย่างลับๆ เพราะสื่อทุกสำนักนำข้อมูลไปตีแผ่อย่างกว้างขวางในหนังสือพิมพ์ฉบับทุกฉบับยุคสมัยนั้น 

    จอมพล ป. ยื่นใบสมัครเพื่อลงเลือกตั้งเป็นผู็แทนจังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2500 (ภาพจาก 6 จอมพลไทย ยุคระบอบประชาธิปไตย)

    "ประชาธิปัตย์ ต้องพ่ายแพ้" 

    ท้ายที่สุด ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า พรรคเสรีมนังคศิลา ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาในปี พ.ศ. 2498 เพื่อรองรับการเลือกตั้งของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์  ได้รับเสียงข้างมากที่สุด ถึง 85 ที่นั่ง เฉพาะในจังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรี อันเป็นเมืองหลวง ได้ถึง 8 ที่นั่ง โดย จอมพล ป. ได้รับเลือกมาด้วยคะแนนเป็นลำดับหนึ่ง ด้วยคะแนน 137,735 ตามมาด้วย พันตรี ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้านคู่แข่งสำคัญ ด้วยคะแนน 118,457 ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ได้เพียงแค่ 4 ที่นั่งเท่านั้น คือ พันตรี ควง อภัยวงศ์, นาวาโท พระประยุทธชลธี ของจังหวัดพระนคร และ นายไถง สุวรรณทัต กับ นายมนัส สุวรรณทัต ของจังหวัดธนบุรี และทั่วประเทศได้เพียง 31 ที่นั่งเท่านั้น

    "ประท้วงใหญ่ - จอมพลสฤษดิ์ โผล่ ประกาศลั่น ไม่ทำร้ายประชาชน" 

    ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่อาจเป็นที่ยอมรับ ต่อมาในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้ง โดยเริ่มขบวนที่ท้องสนามหลวง และเดินไปเรื่อยโดยมีทำเนียบรัฐบาลเป็นจุดหมาย มีการลดธงชาติครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยการเลือกตั้ง หมายจะให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ชี้แจงการเลือกตั้งครั้งนี้ให้จงได้

    เหตุนี้เอง "จอมพล ป. พิบูลสงคราม" ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันเดียวกันนั้น ต่อมาเมื่อขบวนผู้ชุมนุมมาถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งทางจอมพล ป.ได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมดูแลสถานการณ์ในขณะนั้น กลับถอดหมวกโบกรับกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยมิตรไมตรี พร้อมให้เหตุผลว่า "ทหารจะไม่มีวันทำร้ายประชาชน" และนำพาผู้ชุมนุมเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเจรจากับ จอมพล ป.

    ที่สุด จอมพล ป.ต้องลงมาเจรจาด้วยตนเองที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า และได้ข้อสรุปว่า จอมพล ป.ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์และจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ การชุมนุมจึงสลายตัวไป และมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2500

    กลุ่มนักศึกษาชุมนุมประท้วง

    ทหาร - ตำรวจ แตก 2 ฝ่าย เลือกข้างสนับสนุน 

    ต่อมาเหตุการณ์ได้ขยายตัวและบานปลาย กลายเป็นความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มทหารและตำรวจที่สนับสนุน จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก ส่วนฝ่ายจอมพลสฤษดิ์ ที่ได้มีท่าทีเช่นนี้ ได้สร้างความนิยมขึ้นอย่างมากในหมู่ประชาชน แต่ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ท้าทายอำนาจจอมพล ป. เพราะหลังจากนี้ จอมพลสฤษดิ์ยังได้ประกาศด้วยตนเองผ่านทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเป็นนัยทิ้งท้ายโดยกล่าวถึงผู้ชุมนุมที่ผ่านมาว่า "แล้วพบกันใหม่ เมื่อชาติต้องการ"

    "รัฐประหาร ยึดอำนาจจอมพล ป. "

    ท้ายที่สุด รัฐประหารเกิดขึ้นในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 พล.ท.ประภาส จารุเสถียร แม่ทัพภาคที่ 1 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ใช้รถถัง รถหุ้มเกราะและกำลังพล กระจายกำลังออกยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เช่น หอประชุมกองทัพบก ที่ถนนราชดำเนินนอก เป็นต้น ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจกองปราบ ที่สามยอด ซึ่งเป็นที่บัญชาการของ พล.ต.อ.เผ่า ได้รับคำสั่งให้ยึดให้ได้ภายใน 120 นาที ก็สามารถยึดได้โดยเรียบร้อย

    ร.ท.เชาว์ ดีสุวรรณ ในขณะที่ พล.จ.กฤษณ์ สีวะรา รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) พ.ท.เอิบ แสงฤทธิ์ พ.ต.เรืองศักดิ์ ชุมะสุวรรณ พ.อ.เอื้อม จิรพงษ์ และ ร.อ.ทวิช เปล่งวิทยา นำกำลังตามแผนยุทธศาสตร์ "เข้าตีรังแตน" โดยนำกองกำลังทหารราบที่ 1 พัน 3 บุกเข้าไปยึดวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล จากนั้นจึงติดตามด้วยกองกำลังรถถัง ในขณะที่กองทัพเรือ พล.ร.อ.หลวงชำนาญอรรถยุทธ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งวิทยุเรียกเรือรบ 2 ลำ ยึดท่าวาสุกรี และส่งกำลังส่วนหนึ่งยึดบริเวณหน้าวัดราชาธิวาส เพื่อประสานงานยึดอำนาจ จนกระทั่งการยึดอำนาจผ่านไปอย่างเรียบร้อย 

    จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะดูแลการชุมนุมที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์
    จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะดูแลการชุมนุมที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์

    หลบหนีโดยไม่ต่อสู้

    ขณะที่ฝ่าย จอมพล ป. พิบูลสงคราม รู้ล่วงหน้าก่อนเพียงไม่กี่นาที จึงตัดสินใจหลบหนีโดยไม่ต่อสู้ โดยเดินทางไปโดยรถยนต์ประจำตัวนายกรัฐมนตรียี่ห้อฟอร์ด รุ่นธันเดอร์เบิร์ด พร้อมกับคนติดตามเพียง 3 คน เท่านั้นคือ นายฉาย วิโรจน์ศิริ เลขานุการส่วนตัว พ.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ นายตำรวจติดตามตัว และ พ.ท.บุลศักดิ์ วรรณมาศ ทั้งหมดได้หลบหนีไปทางจังหวัดตราด และว่าจ้างเรือประมงลำหนึ่งเดินทางไปที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก่อนลงเรือ จอมพล ป. ได้ให้ พ.ท.บุลศักดิ์ นำรถไปคืนสำนักนายกรัฐมนตรี และเข้าพบหัวหน้าคณะปฏิวัติ คือ จอมพลสฤษดิ์ ว่า ทั้ง 3 ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ขออย่าได้ติดตามไปเลย

    ขณะที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ยังมิได้หลบหนีไปเหมือนจอมพล ป. แต่ถูกควบคุมตัวเข้ากองบัญชาการคณะปฏิวัติ พร้อมกับกล่าวว่า "อั๊วมาแล้ว จะเอาอย่างไรก็ว่า" แต่ในวันรุ่งขึ้นก็ต้องเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังสวิตเซอร์แลนด์ 

    พจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 9

    วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2500 พจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 9 ของราชอาณาจักรไทย ต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2500  กระทั่งวันที่ 23.00 น. มีพระบรมราชโองการให้เลิกประกาศกฎอัยการศึกในบางจังหวัด โดยทรงยกเลิกกฎอัยการศึกทั้งหมด 46 จังหวัด และให้คงกฎอัยการศึกไว้ทั้งหมด 26 จังหวัด จากทั้งหมด 72 จังหวัด โดยนายพจน์ สารสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 พลโทถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของราชอาณาจักรไทย ตามมติสภาผู้แทนราษฎร และในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2501 6.00 น. มีพระบรมราชโองการให้เลิกประกาศกฎอัยการศึก ใน 26 จังหวัด ที่ยังคงให้ประกาศกฎอัยการศึกไว้ เป็นอันจบเหตุการณ์เนื่องจากยกเลิกใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรในวันและเวลาดังกล่าว โดยมีพลโท ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    ***จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูลสงคราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "จอมพล ป.พิบูลสงคราม" เป็นนายกรัฐมนตรีไทยที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุด คือ 15 ปี 24 วัน รวม 8 สมัย เป็นยุคที่ มุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทย ให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ ปลุกระดมให้คนไทย "รักชาติ" และ "รัฐนิยม" กระทั่งต่อมาประเพณีหลายอย่าง ถูกประกาศให้เป็นวัฒนธรรมของชาติตามกฎหมาย เช่น การรำวง, ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย จอมพล ป. เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" และเป็นผู้เปลี่ยน "เพลงชาติไทย" มาเป็นเพลงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

    กลุ่มนักศึกษาชุมนุมประท้วง
    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เลือกตั้งสกปรกจอมพล ป. พิบูลสงครามโกงเลือกตั้งข่าวร้อนเลือกตั้ง

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้