ข่าว
100 year

บทเรียนสอนไม่จำ 32ปี กลุ่ม "10 มกรา" คนประชาธิปัตย์ ซ้ำรอยเสี้ยมกันเอง

ไทยรัฐออนไลน์25 มี.ค. 2562 19:45 น.
SHARE

เลือกตั้ง 24 มีนาคม 62 ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว ด้วยคะแนนเสียงที่เกินความหมายของหลายๆ พรรคการเมือง โดยเฉพาะ "พรรคอนาคตใหม่" และ "พรรคพลังประชารัฐ" ที่เข้ามาชิงพื้นที่ล้มช้างตัวใหญ่ในหลายเขต ตามหัวเมืองจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศ แต่ที่ต้องพ่ายแพ้เหนือความคาดหมายประวัติศาสตร์ชาติไทย คือ "พรรคประชาธิปัตย์" ถูกเจาะไข่แดงแย่งฐานเสียงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ แต่ที่น่าตะลึงโลกลืมกันไปเลยนั่นก็คือ "เขตกรุงเทพมหานคร" แชมป์เก่าหลายสมัยอย่าง ปชป.ถึงขั้นสูญพันธุ์จากสนามเลือกตั้งเมืองกรุงไปเลย  

นักวิชาการวิเคราะห์ ก่อนเลือกตั้ง 62 

รศ.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์เคยให้ข้อมูลไว้ก่อนการเลือกตั้ง ระบุว่า การเลือกตั้งที่เข้มข้นในกรุงเทพมหานคร สะท้อนความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหลายด้าน ทั้งการแย่งชิงฐานเสียงระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่อดีตแกนนำพรรคหลายคนย้ายสังกัดไปร่วม ไปถึงตัวแปรจากกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์หน้าใหม่หรือ เฟิร์สโหวต และกระแสพรรคอนาคตใหม่ ที่มีภาพของคนรุ่นใหม่ชัดเจน จนบดบังกระแสคนรุ่นใหม่ของหลายพรรคการเมือง รวมทั้งกลุ่มนิวเดมของประชาธิปัตย์ไปด้วย

จากการเลือกตั้งปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์ได้แชมป์ ส.ส.กทม.รวม 23 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยได้ 10 ที่นั่ง แต่ด้วยเงื่อนไขการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ กทม.มี 30 เขต จากเดิม 33 เขตเลือกตั้งด้วยกัน และในการเลือกตั้งปี 2562 มีแนวโน้มสูงว่าพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฐานเสียงเดิมจะได้ที่นั่ง ส.ส.ลดลง

โดยปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นเงื่อนไขนั้นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์วิเคราะห์ว่า ประชาธิปัตย์ อาจได้ที่นั่ง ส.ส.น้อยลง หรืออาจจะต่ำกว่า 20 ที่นั่ง สืบเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรใน กทม. และพื้นที่ชั้นนอกของ กทม.ชั้นนอก ส่วนใหญ่ก็ยังคงยึดอยู่กับฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย แต่จุดเปลี่ยนอาจจะอยู่ที่กทม.ชั้นใน ซึ่งมีกลุ่มชนชั้นกลาง คนรุ่นใหม่ และกลุ่มอนุรักษนิยม อาศัยอยู่มากกว่า และแม้จะเป็นฐานเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคที่ลงมาท้าชิง ทั้ง "อนาคตใหม่ พลังประชารัฐ หรือแม้แต่รวมพลังประชาชาติไทย" ก็อาจเป็นส่วนแบ่ง-กระจายคะแนนเสียงไปได้

ย้อนรอยกลุ่ม "10 มกรา" คนในพรรคทำแตกกันเอง 

"กลุ่ม 10 มกรา" หรือ กลุ่มการเมืองที่ก่อตัวขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องประกาศยุบสภา โดย "กลุ่ม 10 มกรา" ก่อตั้งโดย "นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์" (อดีตเลขาธิการพรรค) และนายวีระ มุสิกพงศ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วีระกานต์ มุสิกพงศ์)  เลขาธิการพรรคในขณะนั้น โดยที่มาของชื่อกลุ่มมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2530 ณ โรงแรมเอเชีย ที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ซึ่งกลุ่มของนายวีระได้เสนอชื่อ "นายเฉลิมพันธ์" ส่วนกลุ่มของนายชวน หลีกภัย ได้เสนอชื่อ "นายพิชัย รัตตกุล" หัวหน้าพรรคในขณะนั้น ส่วนตัวนายวีระ ได้ลงชิงตำแหน่งเลขาธิการพรรคแข่งกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ปรากฏว่าทั้งนายเฉลิมพันธ์และนายวีระ พ่ายแพ้ต่อนายพิชัยและ พล.ต.สนั่น

กลุ่ม 10 มกรา ไม่พอใจในการบริหารงานของนายพิชัย หัวหน้าพรรค และไม่เห็นด้วยที่ นายพิชัย สนับสนุนนายพิจิตต รัตตกุล ลูกชายของตนเองที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งซ่อมเป็น ส.ส.กรุงเทพมหานคร แทนที่ นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ ที่ถึงแก่กรรมไปด้วยการกระทำอัตวินิบาตกรรม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน ด้วยเห็นด้วยพรรษาทางการเมืองของนายพิจิตตนั้นยังน้อยอยู่ หรือการที่เสนอรายชื่อบุคคลเป็นรัฐมนตรี ที่ทางกลุ่มเห็นว่าไม่เหมาะสม เป็นต้น 

ชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง

ภายหลังการเลือกตั้ง 27 ก.ค. 2529 โดย ปชป. กวาด ส.ส.เข้าสภาได้ 100 คน จากทั้งหมด 347 คน ซึ่งเป็นผลจากการผนึกกำลังระหว่างหัวหน้าพรรคคนที่ 4 พิชัย รัตตกุล กับเลขาธิการพรรคคนที่ 10 วีระ มุสิกพงศ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วีระกานต์ มุสิกพงศ์) พรรคอันดับ 1 อย่าง ปชป. จับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย โดย ปชป.ได้โควตารัฐมนตรีมาทั้งหมด 16 ตำแหน่ง ต่อมาชื่อของ "เด่น โต๊ะมีนา" และ "เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์" ไปไม่ถึงมือ "ป๋าเปรม" จนชวดเก้าอี้รัฐมนตรีไป ทั้งที่ตอนวีระส่งเทียบเชิญให้นักการเมืองหลายกลุ่มย้ายมาสวมเสื้อ ปชป. ลงสนามเลือกตั้ง รวมถึง "กลุ่มวาดะห์" ซึ่งมีฐานเสียงอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาเปิดดีล-เปิดสูตรไปว่า "7 ส.ส. แลก 1 เก้าอี้ รมต." โดยที่กลุ่มวาดะห์ของ เด่น ก็เข้าสภาได้ครบดีล 7 คน (หนังสือ "ฉะแฉฉาว", มติชน, 2549)

แต่ที่น่าโมโหไปกว่าคือ ชื่อของ นายพิจิตต รัตตกุล ส.ส.กทม. สมัยแรก บุตรชายของ พิชัย ขึ้นแท่นเป็น รมว. วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน ความแตกแยกภายใน ปชป. ลุกลามบานปลายไปถึงพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ ส.ส.วีระ ได้สวนมติพรรค พร้อมใจกัน "งดออกเสียง" ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นผลให้ ร.ต.อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ รมว.พาณิชย์ โควตาพรรคกิจสังคม ต้องลาออกจากตำแหน่งหลังทำหน้าที่ได้เพียง 3 เดือน

ยกพวกลาออก ไม่ยกมือสนับสนุนร่าง 40 คน ทำป๋าเปรม ยุบสภา 

จากความบาดหมางครั้งนั้น ทำให้ต่อมา "กลุ่ม 10 มกรา" ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับกลุ่มวาดะห์ ภายหลังจากการที่ทั้งสองกลุ่มไม่ยกมือสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร จนทำให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ต้องประกาศยุบสภา เมื่อปี พ.ศ.2531 ซึ่งกลุ่ม 10 มกราบางส่วนและทางกลุ่มวาดะห์ได้ร่วมมือกันจัดตั้งพรรคการเมืองโดยใช้ชื่อว่า "พรรคประชาชน" ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2531 พรรคประชาชนได้ ส.ส.ในสภาทั้งสิ้น 19 คน ซึ่งในเวลาต่อมาพรรคประชาชนได้ยุบรวมเข้ากับ พรรคเอกภาพ ทำให้นายวีระได้แยกตัวไปสังกัดพรรคความหวังใหม่ พร้อมกับกลุ่มวาดะห์

ภายหลังสมาชิกพรรคเอกภาพบางส่วนซึ่งรวมถึงกลุ่ม "10 มกรา" ได้ย้ายเข้าไปสังกัด พรรคสามัคคีธรรม ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ กลุ่ม 10 มกรา หมดบทบาทลงภายหลังการวางมือทางการเมืองของนายเฉลิมพันธ์หัวหน้ากลุ่ม หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

สมาชิกกลุ่ม 10 มกรา 

1.นายกริช กงเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม
2.นายไกรสร ตันติพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่
3.นายไขแสง สุกใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม
4.นายจริญญา พึ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน
5.นายจัตุรนต์ คชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร
6.นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา
7.นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร (หัวหน้ากลุ่ม)
8.ว่าที่ร้อยตรีณัฐ ศรีเฟื่องฟุ้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ
9.นายณรงค์ นุ่นทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช
10.นายเดโช สวนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร
11.นายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช 
12.นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤๅชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร
13.นายธงชาติ รัตนวิชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช
14.นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี
15.นายนฤชาติ บุญสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา
16.นายบุญส่ง ชำนาญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช
17.พันเอกบุลศักดิ์ โพธิเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี
18.นายประวัฒน์ อุตโมท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี
19.นายพร้อม บุญฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง
20.นายพิชัย มงคลวิรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์
21.นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร
22.นายมานะศักดิ์ อินทรโกมาลย์สุต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา
23.นายยงยุทธ นพเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง
24.นายระวี กิ่งคำวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร
25.นายวิชิต วิเศษสุวรรณภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร
26.นายวิเชียร สอนน้อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์
27.นายวิทยา ขันอาสา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี
28.นายวิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์
29.นายวีระ มุสิกพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง
30.นายสมบูรณ์ สิทธิมนต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่
31.นายสวัสดิ์ สืบสายพรหม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ
32.นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร
33.นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช
34.พันเอกสาคร กิจวิริยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด
35.นายสุชาติ ตันเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา
36.นายสุรใจ ศิรินุพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา
37.นายเสริมศักดิ์ การุญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง
38.พลเอกหาญ ลีนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร
39.นายเอี่ยม ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์
40.นายโอภาส รองเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง

ย้อนดูศึกภายในพรรค

- 26 พ.ค. 2522 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 3  พ.อ.(พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ (62 คะแนน) ชนะ อุทัย พิมพ์ใจชน (52 คะแนน)  ชวน หลีกภัย (51 คะแนน) อุทัยแยกตัวไปตั้งพรรคปฏิวัติ (ต่อมากลายเป็นพรรคก้าวหน้า) ชวนยังทำงานให้พรรคต่อ

- 10 ม.ค. 2530 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 4  พิชัย รัตตกุล ชนะ เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ต่อมา เฉลิมพันธ์, วีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรค แยกไปตั้งพรรคประชาชน

- 26 ม.ค. 2534 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 5  ชวน หลีกภัย ชนะ มารุต บุนนาค ต่อมา ประจวบ ไชยสาส์น แคนดิเดตเลขาธิการพรรคคู่ใจมารุต ลาออกไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา มารุตยังทำงานให้พรรคต่อ

- 6 พ.ค. 2546 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 6 บัญญัติ บรรทัดฐาน (48.05%) ชนะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (45.26%) และ อาทิตย์ อุไรรัตน์ (4.75%)  อภิสิทธิ์, สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังทำงานให้พรรคต่อ

- พ.ย. 2561 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 8  อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อสู้กับ วรงค์ เดชกิจวิกรม โดยมี อลงกรณ์ พลบุตร เป็นตัวสอดแทรก ท้ายที่สุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นหัวหน้าพรรค และนำสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด. 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประชาธิปัตย์เลือกตั้ง6210มกราข่าวร้อนพรรคแตกข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED