ข่าว
100 year

7 วิถี ประชาธิปไตยยุคที่ 3 สยบขัดแย้ง หลังเลือกตั้ง (คลิป)

ไทยรัฐออนไลน์25 มี.ค. 2562 05:30 น.
SHARE

ถึงตอนนี้แม้จะรู้ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (อย่างไม่เป็นทางการ) แล้ว แม้ในระดับ ส.ส. เขต พรรคเพื่อไทยยังคงได้รับการตอบรับอย่างเหนียวแน่น แต่เมื่อดูคะแนนทั่วประเทศแบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศ พรรคพลังประชารัฐ กลับคว้าชัย อย่างไรก็ตาม การตั้งรัฐบาลก็คงต้องรออีกนิด เพราะจะต้องมีการโหวตเลือกนายกฯ และรวมตัวตั้งกับพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งก็คงพอเดากันได้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่ทำงานด้านสาธารณประโยชน์ และสังคมมากมาย มีสิ่งที่จะแนะนำให้กับว่าที่นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ โดยการเสนอ 7 แนวทางการปฏิรูปประเทศ โดยยึดหลัก “2 เข้าใจ 3 ใหญ่ 2 ใหม่”

2 เข้าใจ "ธรรมชาติและสังคม" สังคมดีการเมืองจะดีเศรษฐกิจย่อมดี

ราษฎรอาวุโส ได้กล่าวถึง "2 เข้าใจ" ว่า ความเข้าใจในเรื่องแรก คือ “เข้าใจธรรมชาติ” ความเป็นอนิจจัง การเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ ดังนั้นสภาพก่อนเลือกตั้งกับหลังเลือกตั้งจะแตกต่างกัน ก่อนเลือกตั้งจะเป็นภาพแห่งการต่อสู้ แข่งขัน ใช้วาทกรรมใส่ความโจมตีกันบ้าง อาจจะทำให้รู้สึกตกใจว่าอาจจะขัดแย้ง แต่เชื่อว่าหลังเลือกตั้งก็จะหยุด เพราะเราได้เห็นโฉมหน้าใครได้รับเลือกไปแล้ว เรียกว่า โหมดเปลี่ยนจากการต่อสู้เข้าสู่การทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติทุกประเทศ นักการเมืองจะตระหนักว่าสิ่งที่สัญญากันว่าจะทำได้จริงหรือไม่

“เข้าใจสังคม” อย่ามองแต่การเมืองหรือพรรคการเมืองเท่านั้น แต่เราต้องมองภาพรวมสังคมไทย เพราะสังคมจะเป็นตัวกำหนด การเมือง เศรษฐกิจ ศีลธรรม ที่ผ่านมาแม้การเมืองจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แต่สังคมเปลี่ยน คนไทยตื่นตัว มีความรู้มาก ระบบการสื่อสารมีการพัฒนาไปมาก ดังนั้นหากสังคมเข้มแข็งก็จะเป็นปัจจัยให้การเมืองดี เศรษฐกิจดี ตามมาได้

“เชื่อว่า การที่ไม่มีการเข่นฆ่ากันมากกว่านี้เพราะสังคมได้ขับเคลื่อนเรื่องกาารใช้สันติวิธี ฉะนั้น เวลาที่จะเกิดความรุนแรง คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังที่ทำงานก็จะพยายามไม่ให้มันเกิด” หมอประเวศ กล่าว 

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส

“3 ใหญ่” จิตสำนึกใหญ่ คิดใหญ่ ประเด็นใหญ่

“จิตสำนึกใหญ่” คือ เรื่องแรกที่ ศ.นพ.ประเวศ ได้เน้นย้ำ หาก ส.ส.ที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร ต้องมีจิตสำนึกใหญ่ ต้องตั้งใจทำงานเพื่อประชาธิปไตยและประเทศไทยทั้งหมด ถึงแม้จะได้รับเลือกระดับเขต แต่ก็ต้องทำงานสำคัญให้กับประเทศ จิตสำนึกใหญ่ต้องมากกว่าพรรค นายทุนพรรค

เมื่อถามว่า จะเป็นไปได้หรือ นพ.ประเวศ ตอบอย่างมั่นใจว่าจะเป็นไปได้ เพราะมนุษย์มีศักยภาพในเรื่องนี้ “องคุลีมาล” ยังเปลี่ยนเป็นพระอรหันต์ได้ ถ้าหากเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างมันก็จะตีบตัน.. เราต้องช่วยกันประคับประคองประชาธิปไตยให้เดินไปข้างหน้าได้

“คิดใหญ่” งานที่จะทำคือ การพาประเทศไทยออกจากกับดักในภาวะวิกฤติ เพราะเราติดอยู่ในสภาวะวิกฤติเกือบ 100 ปี ตั้งแต่ 2475 ที่เราออกจากภาวะวิกฤติไม่ได้เพราะเรา “คิดเล็ก คิดเชิงปฏิปักษ์” คิดว่าคนอื่นเป็นศัตรูที่ต้องต่อสู้ คิดแต่จะทำลายกัน ซึ่งเป็นเหมือนสัญชาตญาณโบราณแบบชนเผ่า เราต้องคิดถึงคนไทยทั้งหมด ซึ่งหากเราคิดถึงตรงนี้ได้ ก็จะออกจากกับดักได้ ซึ่งวิธีนี้เคยทำมาแล้ว คือ ตอนที่ 13 ชีวิตหมูป่าติดอยู่ในถ้ำหลวง ไม่มีใครคิดเชิงปฏิปักษ์เลย คิดแต่ว่าจะทำยังไงจะช่วยให้ 13 คนรอดชีวิิต

ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า เรื่องแบบนี้เป็นไปได้ แต่ที่ผ่านมาคนไทยโดน “มายาคติ” ให้แบ่งแยก กรณีหมูป่า เราเห็นว่า 13 ชีวิตหมูป่ากำลังตกอยู่ในอันตราย แต่ความเป็นจริง คนไทยตกอยู่ในอันตราย เช่น คนที่ตายจากจราจร ปีละ 2 หมื่นกว่าคนแล้ว แก้ไม่ได้ เด็กที่ไม่ควรตายจากความยากจนก็มีมาก เรียกว่าเยอะกว่าในถ้ำหลวงเสียอีก คนไทยต้องรวมกันก้าวข้ามการแบ่งแยกทุกชนิด

“ทักษิณไม่ใช่ทักษิณ กองทัพไม่ใช่กองทัพ อะไรที่เป็นความคิดเชิงปฏิปักษ์ต้องก้าวข้ามให้หมด คนไทยต้องออกจากสัญชาตญาณเผ่าพันธุ์ ควรใช้สัญชาตญาณใหม่ คนไทยทั้งผองเป็นพี่น้องกัน ต้องร่วมคิดร่วมกันทำ บินออกจากเข่งที่เคยจิกตีกันร่ำไป ฉะนั้น ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งมา ควรจะคิดใหญ่ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ”

“ประเด็นใหญ่” เราต้องมาดูว่าประเทศเรามีประเด็นใหญ่เร่งแก้ไข อาทิ เรื่องแรกที่ควรทำคือ..

“การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ” ด้วยการ การกระจายอำนาจ ทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง หากเรายังรวมศูนย์อำนาจ ประเทศไทยไม่มีทางหลุดพ้นจากสภาวะวิกฤติ

“แก้ปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำ” ซึ่งความเหลื่อมล้ำนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้แก้ยากมาก เราต้องทำความเข้าใจ

“ปฏิรูประบบราชการ” ระบบราชการที่ตั้งมาถูกออกแบบมาเพื่อ “ควบคุม” แต่ไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จ ที่ผ่านมา ได้มีการเพิ่มอำนาจสั่งการมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการตั้ง “กรม” ขึ้นมา ซึ่งกรมเหล่านี้แก้ปัญหาไม่ได้ ขณะเดียวกัน ตัวข้าราชการเองก็แย่.. ไม่พอใจในตัวเอง เงินเดือนน้อย ไม่เหมือนสิงคโปร์ ที่เงินเดือนสูง ก็เลยทำงาน..

"ปฏิรูประบบการศึกษา" เรื่องการศึกษาคนเข้าใจน้อยมาก ทุกพรรคการเมืองที่พูดมา ไม่เข้าใจ ไปพูดเรื่องการสอบ ครูเป็นหนี้ เป็นกระบวนทัศน์ที่ผิดไปร้อยกว่าปี ทำอะไรไม่เป็น คิดไม่เป็น ท่องแต่ในหนังสือ เราก็ผลิตคนอย่างนี้ออกมา

“สิ่งที่ควรทำควรปรับมโนทัศน์ เกี่ยวกับการศึกษา ที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง แต่กลับไม่ได้เอาชีวิตจริงเป็นตัวตั้ง เราเรียนมา 16 ปี ถึงจะเริ่มต้นทำงาน แต่ครั้งโบราณความรู้เปลี่ยนแปลงช้า เรียนอีก 100 ปีก็ได้ แต่ปัจจุบันความรู้เปลี่ยนเร็ว สิ่งที่เรียนมาทำงานไม่ได้แล้ว เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยน แท้จริงคำโบราณก็มีอยู่แล้ว “10 ปากว่าไม่เท่าตาเห็น 10 ตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ” แต่เราจัดระบบการศึกษาแบบ 10 ปากว่า.. ถ้าเราเรียนรู้จากการลงมือทำ พูดเป็น คิดเป็น จัดการเป็น แต่การเรียนของเราแค่ท่องหนังสือ แต่จัดการไม่เป็น ด้วยเหตุนี้จึงอ่อนแอทั้งนั้น” 


“2 ใหม่” วิธีทำงานใหม่ ประชาธิปไตยใหม่ 

สำหรับ “วิธีทำงานใหม่” นั้น ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า หากทางการเมืองเห็นว่า นโยบายสาธารณะเป็นเรื่องสำคัญ ก็ควรจะมีกลุ่มขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจาก 1.นักการเมืองข้ามพรรค 2.ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง 3.นักวิชาการ 4.ผู้นำชุมชนท้องถิ่น ซึ่งกลุ่มนี้คือ กลุ่มที่เข้าใจความเป็นจริง 5.ประชาคม ซึ่งทุกจังหวัดมีประชาคมอยู่แล้ว 6.สื่อมวลชน

“ถ้าคน 6 กลุ่มทำงานร่วมกันแล้วขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ จะเรียกว่ากระบวนการสาธารณะแบบมีส่วนร่วมเป็นการเรียนรู้ ทำให้เกิดปัญญาร่วม โดยหากรวมกับองค์กรอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งเขาทำงานตรงนี้มานานแล้ว เขาพร้อมที่จะช่วย หากทุกคนได้ทำงานร่วมกันจะทำให้ทุกคนฉลาดขึ้นและมีส่วนร่วม”

“ประชาธิปไตยใหม่” หมายถึง ประชาธิปไตย ทางตรงและทางอ้อม มาเชื่อมกัน เดิมทีการขับเคลื่อนอำนาจ โดยใช้อำนาจ กำลัง อาวุธขับเคลื่อน เรียกว่า "อำมาตยาธิปไตย" ใช้  “พลานุภาพ” ในการขับเคลื่อน อีก 40-50 ปีต่อมา ถึงแม้ทหารจะมีอำนาจอยู่ แต่เงินเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เราจึงเรียกว่า “ธนาธิปไตย” ซึ่งอำนาจต่อมาคือ “สังคมานุภาพ” สังคมตื่นตัว มีความรู้ เป็นการไปสู่ “ประชาธิปไตย” ในยุคที่ 3 เรียกว่า “สังคมาธิปไตย”

เดิมเรามี ประชาธิปไตยทางอ้อม คือ การเลือกตัวแทน เช่น เลือกตัวแทนขี่ม้าเข้ามาประชุมที่เมืองหลวง ดังนั้น เราควรจะมีประชาธิปไตยทางตรงมาเชื่อมโยง เช่น ประชาธิปไตยชุมชน คนทั้งหมดในชุมชนทั้งหมดเข้าร่วม หรือ ระดับชาติ เราสามารถเชื่อมโยงได้ผ่านเทคโนโลยี เราควรรับฟังว่าเขาเสนอแนะนโยบายอะไร ซึ่งทุกคนมีบทบาทร่วมกับทางตรงและทางอ้อม

“อยากให้ ส.ส.ทุกคนเข้าใจตรงนี้ เปิดรับฟังจากคนทั่วประเทศ แม้คนที่ประท้วง ชุมนุม แท้ที่จริงคือ เขาเรียกร้องหรือเสนอ อย่าไปปราบปรามเขา ขอให้ใช้สันติวิธี ซึ่งบางครั้งมีข้อเสนอดีๆ”

ฝากถึง นายกฯ คนใหม่ อย่าทำงานจับฉ่าย แต่ต้องรู้จักต้องปักธงนำพาชาติ

ทีมข่าวฯ ถาม ศ.นพ.ประเวศ ว่า อยากฝากอะไรไปถึงนายกรัฐมนตรีในสมัยหน้า ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า หากสภาผู้แทนราษฎรเลือกใครขึ้นมาก็ต้องเป็นที่ยอมรับ เพราะ ส.ส. คือ ผู้แทนราษฎร หากส.ส. ส่วนใหญ่โหวตขึ้นมา ก็ควรจะสนับสนุน แต่สำหรับ นายกฯ ต้องเข้าใจบทบาทตัวเอง ที่ผ่านมา บางคนทำผิดบทบาท

ประธานาธิบดีอเมริกันคนหนึ่งพูดว่า “น้อยที่สุดเลย คือ บริหาร ใหญ่ที่สุด คือ การแสดงทิศทางของประเทศ” นายกฯ ในฐานะผู้นำ หากแสดงทิศทางแล้ว เรื่องอื่นๆ จะตามมา ไม่ใช่ไปบริหารเรื่องยิบย่อยจนเหนื่อย แบบนี้เป็นการบริหารรวมศูนย์อำนาจ แต่นายกฯ ควรแสดงทิศทางของประเทศ ไม่ใช่ไปนั่งเป็นร้อยเป็นพันกรรมการ

“นายกฯ ต้องมีเวลาสงบ ใช้ปัญญา มีคนฉลาดเป็นที่ปรึกษาคอยช่วย หน้าที่นายกฯ คือแสดงเป็นผู้นำ ปักธง เช่น ตอน “เคนเนดี้” ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี สหรัฐฯ กำลังอ่อนแอมาก เพราะรู้สึกว่าสู้รัสเซียไม่ได้ รัสเซียได้ยิงดาวเทียม “สปุตนิก” ขึ้นก่อน (ดาวเทียมดวงแรกของโลก) ต่อมา เคนเนดี้ ประกาศเลยว่าจะลงดวงจันทร์ใน 10 ปี ทั้งที่ตัวเองไม่มีความพร้อม แต่พอปักธงแล้ว กลไกทุกอย่างมุ่งไป นี่แหละคือบทบาทของผู้นำ คอยคิดทิศทางของประเทศให้กลไกเดินไป" ราษฎรอาวุโส กล่าวทิ้งท้าย 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประเวศ วะสีราษฎรอาวุโสประชาธิปไตยนายกรัฐมนตรีทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์เลือกตั้ง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้