ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ยังไม่ได้กาบัตร แต่เกิดวิวาทะขึ้นในวงการนักการเมือง เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า พรรคที่รวบรวมเสียงข้างมากของ ส.ส.ได้ ควรเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ผู้นำพรรคอื่นๆเห็นว่าเป็นการฉีกกฎกติกาเดิมที่ให้พรรคที่ได้ ส.ส. เป็นที่ 1 เป็นแกนนำของรัฐบาล เพราะที่เชื่อว่า พปชร.จะไม่ได้ที่ 1 ในสภา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า โดยธรรมชาติพรรคที่ได้ ส.ส. มากที่สุด อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบพรรคอื่นๆ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องมีเสียงสนับสนุน จากเสียงข้างมากของ ส.ส. ต้องไม่ใช่รัฐบาล เสียงข้างน้อย
ถ้าเป็นไปตามกติกาข้างต้น การเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ต้องยึดผลการเลือกตั้งเป็นหลัก หากพรรค พปชร. และพรรคพันธมิตร ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ ส.ส. ไม่เกินกึ่งหนึ่ง ไม่มีสิทธิเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้จะรวบรวม ส.ส.จากพรรคอื่นได้เสียงข้างมาก แต่กติกาที่พูดถึงเป็นจารีตประเพณี ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
กติกามารยาทที่นักการเมืองอ้าง เป็นประเพณีการจัดตั้งรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่ถือปฏิบัติมาเกือบ 20 ปี แต่การตั้งรัฐบาลคราวนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 “ฉบับสืบทอดอำนาจ” แบบเดียวกับฉบับ 2521 การเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่อำนาจของ ส.ส.ฝ่ายเดียว แต่มี ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. เป็นตัวแปรสำคัญ
รัฐธรรมนูญระบุว่า ส.ส. และ ส.ว. “เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดมอบหมาย หรือครอบงำใดๆ” และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศ และความผาสุกของประชาชน ต้องถือว่าเป็นอภินิหารอย่างหนึ่งของกฎหมาย ทำให้ คสช.เพียง 10 กว่าคนเลือกผู้แทนปวงชนได้ 250 คน ส่วนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งกว่า 51 ล้านคนเลือกได้ 500 เสียง
...
ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. จะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกัน ฉะนั้น แม้พรรค พปชร. กับพรรคพันธมิตรจะได้ ส.ส. ไม่เกินกึ่งหนึ่ง แต่ได้แค่ 126 คน ก็จะกลายเป็นเสียงข้างมากของรัฐสภาคือ 376 เสียงขึ้นไป เป็นผู้ชนะโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เว้นแต่พรรคอื่นๆ ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จะจับมือกันเลือกนายกฯจาก ส.ส. ให้ได้ เรื่องอื่นๆค่อยว่ากัน
บางคนหวังว่า ส.ว.แต่งตั้ง จะยึดถือเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นใหญ่ และปฏิบัติหน้าที่ “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในการเลือกนายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นความหวังลมๆแล้งๆ และในที่สุด ผลการเลือกตั้งก็จะยังไม่นำประเทศคืนสู่ “ประชาธิปไตย” ที่แท้ แต่อย่างน้อยที่สุดคนไทยทั้งประเทศก็จะได้เผด็จการครึ่งใบ หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ.