กลุ่ม ชอพ.ดึงผู้สมัคร 5 พรรค ร่วมรับฟัง-แสดงวิสัยทัศน์ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชาวพญาไท เรื่องตึกสูง ปชป.ชูทำเช็กลิสต์-ประกันก่อสร้าง พท.ชงพิจารณาพังพื้นที่ พปชร.ย้ำคำนึงถึงปริมาณผู้อยู่อาศัย อนค.เสนอกระจายอำนาจ ปชช. เสรีรวมไทย เน้นบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด
จากกรณีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ ได้ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารสูงจำนวนมากในพื้นที่เขตพญาไท ทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนผู้อยู่อาศัยเดิมในพื้นที่ ทั้งปัญหาด้านการจราจรติดขัดอย่างหนัก ปัญหาคุณภาพอากาศและเสียง รวมไปถึงปัญหาระบบการระบายน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเพียงพอต่อการขยายตัวของเมือง ซึ่งปัญหาดังกล่าวชาวพญาไทต้องการตัวแทนประชาชนที่มีแนวคิด นโยบาย วิสัยทัศน์ที่เหมาะสม เข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อเข้ามาร่วมแก้ปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ดังนั้นกลุ่มชมรมอนุรักษ์พญาไท (ชอพ.) ซึ่งเป็นการรวมตัวของภาคประชาชนในพื้นที่ ซอยพหลโยธิน 5,7,8,9,10,11 และประดิพัทธ์ เพื่อเฝ้าระวังดูแลพื้นที่อาศัย จึงได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในหัวข้อ "สู้! เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวพญาไท" โดยมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 6 ราชเทวี พญาไท จตุจัตร จาก 5 พรรคการเมืองเข้าร่วม ประกอบด้วย 1.นายประพนธ์ เนตรรังสี พรรคเพื่อไทย (พท.) 2.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 3.นายคริส โปตระนันทน์ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) 4.น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ 5.นายภูวพัฒน์ ชนะสกล พรรคเสรีรวมไทย เข้าร่วมรับฟังปัญหาความเดือดร้อน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ชาวพญาไทรับทราบ เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจสำหรับการเลือกตั้งที่ใกล้จะมีขึ้น โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นที่โรงแรมเสนาเพลส ซอยพหลโยธิน 11 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก
...
นายนรฤทธิ์ โกมลารชุน ประธานชมรมอนุรักษ์พญาไท (ชอพ.) กล่าวว่า "ผมได้ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่พญาไทตั้งแต่ปี 2482 ซึ่งปัจจุบันผมมีอายุ 86 ปีแล้ว และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาและขยายเมืองขึ้นมาตามยุคสมัย ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างขึ้นตามมา มีการก่อสร้างอาคารสูงจำนวนมากในซอยเล็กๆ บางวันมีรถบรรทุกวิ่งอีก ก่อให้เกิดการจราจรติดขัด มีปัญหามลพิษทั้งทางอากาศและทางเสียง อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีการวางระบบสาธารณูปโภคแบบเก่า ไม่ได้วางแผนไว้รองรับประชาชนเพิ่มขึ้นจนแออัด บ่อยครั้งจึงมีน้ำท่วมขัง เพราะการระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อย่างเช่น ซอยพหลโยธิน 11 ความกว้างของถนนมีไม่ถึง 10 เมตร แต่ กทม.อนุญาติให้มีการก่อสร้างตึกสูงในซอยถึง 2 ตึก
"ที่ผ่านมา ชอพ.รวมตัวกันเพื่อดูแลพื้นที่ ติดตามการทำงานของรัฐตลอดมา ปัญหาที่พบ คือ เมื่อ ชอพ.ร้องเรียนเกิดความติดขัด โยนกันไปมา ไม่มีตัวกลาง ดังนั้นการเปิดเวทีให้ผู้สมัครมาพบปะประชาชน รับฟังปัญหาจากคนในพื้นที่ ทำให้เราได้เห็นวิสัยทัศน์และแนวนโยบายการพัฒนา ทำให้ชาวพญาไทตัดสินใจได้ว่า จะเลือกใครเข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้" ประธาน ชอพ.กล่าว
ด้าน นายอรรถวิชช์ ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า "พื้นที่เขตพญาไทเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายท่าน ซึ่งผมค่อนข้างมีประสบการณ์อย่างมาก เกี่ยวกับการบริหารจัดการประเด็นปัญหาเรื่องตึกสูง เพราะพื้นที่จตุจักรที่ผมเป็น ส.ส.อยู่ก็เกิดปัญหาทำนองนี้ขึ้นเช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมอยากแนะนำให้พี่น้องชาวพญาไทร่วมกันทำ คือ เราจะต้องมีการเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมเรื่องการทำเช็กลิสต์เป็นข้อๆ ต้องคุยกันก่อนก่อสร้าง การป้องกันก่อนเกิด และการเจรจาคือสิ่งที่อยากย้ำเพราะสำคัญมาก นอกจากนี้ควรมีการทำประกันภัยล่วงหน้า เพื่อบรรเทาและเยียวยาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เราควรทำประกันที่เราเลือก มิใช่ทำประกันตามที่บริษัทก่อสร้างเลือก เพราะอาจเกิดปัญหาในเรื่องความล่าช้า และไม่ยอมรับผิดชอบหากเกิดความเสียหายต้องเคลมประกัน และในฐานะที่ผมเป็นคณะกรรมการร่างกฎหมายหลายฉบับของ กทม. การได้ลงพื้นที่เพื่อมารับทราบปัญหาของประชาชน ทำให้เราสามารถเอาความเห็นของพวกท่านไปส่งให้ กทม.พิจารณา ก่อนที่จะออกมาเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ได้"
ด้าน นายประพนธ์ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า "เมื่อได้ฟังปัญหาแล้ว ผมคงจะพูดไม่ได้ว่า น่าเห็นใจ แต่ต้องบอกว่า น่าเสียใจ เพราะเป็นปัญหาที่อึดอัด และอยู่กับพี่น้องชาวพญาไทมาอย่างยาวนาน แม้วันนี้เราจะมีกฎหมายหลักๆ อยู่ 3 กลุ่ม คือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร กฎกระทรวงเรื่องเขตทาง และพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม แต่ดูเหมือนการบังคับใช้กฎหมาย จะไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ผมมองว่าปัญหาในเรื่องนี้มิใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่เขตพญาไท แต่เป็นปัญหาของ กทม.ที่เป็นเมืองใหญ่แทบจะทุกจุด ซึ่งผู้แทนของประชาชนจะต้องเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาในทุกเขต ไม่เฉพาะเขตพญาไท เราคงต้องกลับมาทบทวนกันว่า วันนี้เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น เป็นเพราะว่าปัญหาที่ลำน้ำใช่หรือไม่ ในอนาคตหากมีการจะก่อสร้างคอนโดหรือตึกสูงเกิดขึ้น ควรพิจารณากันเลยว่าอาคารนั้นควรสูงขนาดไหน ปริมาณของท่อระบายน้ำต้องมีขนาดเท่าไหร่ นอกจากนี้อาคารขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ใช้สอย เพื่อคนจำนวนมากสามารถที่จะขอคืนพื้นที่ให้เราได้หรือไม่ เพราะสามารถเป็นการลดเรื่องมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม และการจราจรที่ติดขัดได้อีกด้วย"
ด้าน น.ส.ภาดาท์ ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า "ดิฉันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเรื่องสิ่งแวดล้อม และได้นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นสำคัญในนโยบายหาเสียงสำหรับพรรคจริงๆ สิ่งที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ได้ คือ ภาครัฐจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่มีการผ่อนปรน ถ้าวันหนึ่งดิฉันมีโอกาสได้เข้ามาเปลี่ยนแปลง อันดับแรกคือการคิดคำนึงถึงปริมาณผู้อยู่อาศัย ถ้าไม่จำเป็นแล้ว เราก็ไม่ควรที่จะต้องสร้างอะไรขึ้นมาอีก เพราะการมีคนมากขึ้น ทรัพยากรก็ถูกใช้มากขึ้น วันนี้เราโชคดีมากที่มีกลุ่มคนรักพญาไท ซึ่งรวมกลุ่มกันด้วยความรักและสามัคคี และออกมามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเดิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนในชุมชนร่วมกัน"
ด้าน นายคริส โปตระนันทน์ ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า "สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่เล็งเห็น คือ การกระจายอำนาจให้ลงไปสู่พื้นที่ที่ประชาชนอาศัยอย่างแท้จริง ดีไม่ดีในอนาคตเราอาจจะต้องเลือกผู้อำนวยการเขต เหมือนกับที่คนกรุงเทพฯออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะวันนี้เมื่อได้รับทราบถึงปัญหาดูเหมือนว่า เจ้าหน้าที่เขตที่ทำหน้าที่มีความห่างไกลกับประชาชนมากเกินไป อย่างเช่นเรื่องปัญหารถบรรทุกที่เข้ามาวิ่งอยู่ในซอยเล็กๆ เพื่อลัดเลาะออกในพื้นที่ซอยต่างๆ บริเวณนี้การคิดที่จะแก้ปัญหาด้วยการติดป้ายบอกกล่าวว่า "ห้ามรถบรรทุกวิ่งเข้า" เรายังต้องไปถาม กทม. ไปถาม บช.น. เพื่อขออนุญาติติดป้าย ทำไมเราไม่สามารถลดขั้นตอนทำ ให้เขตสามารถสั่งการได้เลย ตอนนี้คนพญาไทไม่มีสิทธิ์กำหนดอนาคตของตัวเอง ผมมีความสามารถในเรื่องของกฎหมาย ดังนั้นเราควรที่จะต้องเพิ่มอำนาจของประชาชนเข้าไป คนพญาไทต้องกำหนดกฎเกณฑ์ของพญาไท"
ด้าน นายภูวพัฒน์ ชนะสกล ผู้สมัครพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า "ผมอยากอาสาเข้ามาเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวพญาไท ในการแก้ไขปัญหา กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีงบประมาณเยอะมากที่สุด แต่การบริหารจัดการกลับทำออกมาไม่ได้อย่างเต็มที่ ทางพรรคเสรีรวมไทย เราได้มีการนำเสนอเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างเช่น พื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน เราจะไม่มีการปล่อยให้จอดรถริมทางเดินเท้าอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างวินัยจราจรและลดการจราจรที่ติดขัด รวมไปถึงเรื่องการต่อสู้กับนายทุนที่กดหัวประชาชน เป็นปากเสียงให้ประชาชน การจะแก้กฎหมายควรจะให้สิทธิ์กับประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้กฎหมายตรงนี้ด้วย ไม่ใช่ทำอะไรโดยไม่ถามถึงประชาชน ที่ประสบกับปัญหาตรงนั้นจริงๆ"
สำหรับช่วงท้ายที่เปิดโอกาสให้ผู้รับฟังแสดงความคิดเห็น ด้าน นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง ได้ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นว่า "ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ของกลุ่มชมรมอนุรักษ์พญาไท (ชอพ.) คือ เมื่อเราเกิดปัญหาและร้องเรียนไป เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งก็คือเขตกลับทำเป็นเฉยเมย หรือ ทำมึน เรารู้ข้อเท็จจริงมาว่าได้คำสั่งเซ็นย้าย ผอ. มาเซ็นเอกสาร ผมแพ้อยู่อย่างเดียวคือแพ้ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ผมมองว่าปัญหาฝนตกน้ำท่วมมันเป็นเพียงแค่ปลายเหตุ เพราะต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่คน จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ล่าสุดเราได้ดำเนินการฟ้องร้องไปที่ศาลปกครองแล้ว"