แคนดิเดตนายกฯ แต่ละพรรคต่างบอก เป็นนิมิตหมายที่ดีที่คนไทยตื่นตัวออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก เพราะถูกอำนาจกดทับมานาน คาด 24 มี.ค.อาจจะเป็นครั้งที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์...
เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2562 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บ่งบอกว่าประชาชนก็โหยหาการเลือกตั้ง อยากที่จะออกจากปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ 4-5 ปี ความอึดอัดในสภาพความเป็นอยู่ สภาพของการที่ถูกกดทับ ไม่สามารถที่จะมีใครมาแก้ทุกข์ให้เขาได้ ดังนั้นทุกคนเลยแสดงออกโดยการอยากที่จะให้มีประชาธิปไตยคืนมาจะได้มีตัวแทนของเขา มีคนของประชาชน ไปฟังเสียงแล้วแก้ไขปัญหา
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า ขอชื่นชมเด็กรุ่นใหม่ ที่คนยุคนี้เขาสนใจเรื่องการเมืองการปกครองมาก และรู้ว่าอยากให้ประเทศเดินไปในทิศทางไหน เป็นการตื่นตัวที่น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่สิ่งที่ห่วงคือ การเตรียมพร้อมในการรับมือ ในการเลือกตั้งจริง 24 มีนาคม อย่างที่วันนี้ (17 มีนาคม) ก็ทราบว่าหลายจุดมีปัญหา เช่น บัตรเลือกตั้งในเขตนั้นไม่มี เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำให้เขียน แล้วกลายเป็นบัตรเสีย อันนี้ถ้าเป็นความผิด เจ้าหน้าที่ก็ต้องอนุโลม และต้องมีการแก้ไข เพราะวันนี้เลือกตั้งล่วงหน้าแค่ 2,000,000 กว่าคน ถึงวันจริง 40 กว่าล้านคน ถ้าไม่แก้ไข หรือรับมือดีๆ มันจะเป็นปัญหา
...
ด้าน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นประชาชนตื่นตัวออกมารักษาสิทธิรักษาเสียงของตัวเองด้วยการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าจำนวนมาก แสดงให้เห็นแล้วว่า 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนเรียนรู้ที่จะตัดสินใจอนาคตด้วยตัวเองแทนที่จะให้คนอื่นเลือกอนาคตให้ ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี และในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งจริงจะเป็นวันที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในการเลือกตั้งของเมืองไทย
หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวอีกว่า ฝากถึง กกต.เหลือเวลาอีกเพียง 7 วัน ให้จัดการเลือกตั้งแบบมืออาชีพที่มีความเป็นธรรมและโปร่งใสให้เกิดขึ้นได้ นี่จะเป็นก้าวแรกของการพาประเทศไทยไปข้างหน้า ถ้าการเลือกตั้งจัดขึ้นมาแล้ว ไม่เท่าเทียม ไม่เป็นธรรมโปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งไม่สง่างามและอาจจะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความวุ่นวายครั้งต่อไป
ขณะที่ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมากโดยเฉพาะการเลือกตั้งล่วงหน้า สะท้อนว่าวันเลือกตั้งจริงน่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเยอะ ก็ถือว่ามีความตื่นตัวสูง จะทำให้เราได้รับการเลือกตั้งที่ชอบธรรม เพราะถ้ามาใช้สิทธิกันน้อยๆ น้อยๆ เกินไปเหมือนคำตอบมันไม่ชัดเจน แต่หากออกมาใช้สิทธิกันเกิน 80% ทำให้คำตอบเคลียร์เลยว่า ประชาชนตัดสินใจอย่างไร คิดอย่างไร เป็นเรื่องที่นักการเมือง พรรคการเมืองต้องเอาไปคิดต่อ โดยอาจจะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนอยากให้แก้ไข ปัญหาเรื่องความขัดแย้งที่ประชาชนอยากเห็นความสงบ ปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการใช้สิทธิเลือกตั้งที่ไม่ได้ใช้กันมานานแล้ว การตื่นตัวทางการเมือง เทคโนโลยีการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้การเลือกตั้งมีการตื่นตัว ส่วนจุดยืนทางการเมืองก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรค อย่างของชาติพัฒนาเราคือโนพรอบเบลมนะ เราไม่แบ่งฝักไม่แบ่งฝ่าย เราฟังเสียงประชาชนว่าการเลือกตั้งประชาชนคิดยังไง
ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวด้วยว่า ในส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคชาติพัฒนาก็ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขได้ แต่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เพิ่งบังคับใช้ หากเราสร้างความชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร่างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษา หากใช้แล้วไม่ได้ผล ไม่ตอบโจทย์ ไม่ฟังก์ชัน องค์กรอิสระ หรือสภาใช้งานไม่ได้ ก็ไปว่ากันตามกระบวนการแก้ไข กลไกชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องดำเนินการอย่างไร เพราะแม้จะแก้ไขเสร็จแล้วก็ต้องไปทำประชามติอีก