“สืบทอดอำนาจ” เป็นวาทกรรมที่โต้เถียงกันต่อไปในโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยืนยันหลายครั้ง ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ นายกรัฐมนตรีบอกประชาชนในพื้นที่ ว่าต้องเลือกหัวหน้ารัฐบาล ที่เด็ดขาดเข้มแข็ง นั่นคือคำสัญญา เจตนารมณ์ไม่ใช่สืบทอดอำนาจ แต่พูดทำนองว่านักการเมืองก็สืบทอด

มีเสียงตอบโต้จากนักการเมืองว่า นายกรัฐมนตรีใช้เหตุผลที่บิดเบี้ยวโดยสิ้นเชิง ผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่นๆล้วนแต่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจมา โดยอ้างว่าจะปฏิรูปประเทศและขจัดการคอร์รัปชัน แต่กลับทำตรงกันข้าม คำว่า “สืบทอดอำนาจ” เพิ่งใช้เป็นครั้งแรก หลังจากรัฐบาลคณะรัฐประหาร รสช. ยึดอำนาจรัฐบาลชาติชาย

เป็นรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2534 จากนั้นก็มีการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ รสช.อยู่ในอำนาจต่อไป ระดับผู้นำ รสช.บางคนสัญญาจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่กลับคำสัญญา โดยอ้างว่า “ตระบัดสัตย์เพื่อชาติ” จึงมีการชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจและถูกปราบปราม กลายเป็นเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” 2535 มีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต

แต่ในที่สุด คณะ รสช.ไม่สามารถสืบทอดอำนาจ จากนั้นประเทศไทยก็ว่างเว้นรัฐประหารนานถึง 14 ปี รัฐประหารจึงโผล่มาอีกครั้งในปี 2549 และอีกครั้งในปี 2557 ห่างกันแค่ 8 ปี คสช.วางแผนสืบทอดอำนาจ ด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญ ร่างแรกถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติคว่ำกลางสภา เพราะไม่มีบทบัญญัติให้ คสช. “อยู่นานๆ” ต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ 2560 มีบทเฉพาะกาลระบุว่าใน 5 ปีแรก ให้ คสช.แต่งตั้ง ส.ว. 250 คน มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี เลือกหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯได้ (หากต้องการ) ส่วนพรรคอื่นๆต้องส่งสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เพื่อให้ ส.ส.เลือกนายกรัฐมนตรี แต่คือการเมืองส่วนใหญ่เชื่อว่า ภายใต้ระบบการเลือกตั้งที่พิสดาร จะไม่มีพรรคไหนได้ ส.ส.ถึง 250 เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

...

เหตุที่คนไทยส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่น้อยคัดค้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. เพราะคนกลุ่มนี้ยึดมั่นในประชาธิปไตย ไม่อยากให้มีการสืบทอดประเพณี หรือวัฒนธรรมการรัฐประหารไม่จบสิ้น เพราะมีมาแล้วถึง 35 ครั้ง ล้มเหลว 23 ครั้ง สำเร็จ 12 ครั้ง แต่ละครั้งทำให้ประเทศเสียหาย ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะการเมืองล้าหลังไปหลายทศวรรษ

คนไทยที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อยากเห็นวัฒนธรรมการสืบทอดอำนาจ ตามหลักการของประชาธิปไตย ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีส่วนร่วมในการเลือกผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การใช้อำนาจของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ ไม่อยู่ใต้ระบบ “ทางการเขาสั่งมาว่า...”.