"พุทธิพงษ์" ปลื้มกระแส "ทิพานัน" ขวัญใจชาวจอมทองธนบุรีดี ผู้ค้าขานรับนโยบาย "พลังประชารัฐ" ปลอดภาษี 2 ปี ผู้ค้าออนไลน์ เพื่อแบ่งเบาภาระ วอนอย่าป้อนยาพิษให้ชาวบ้าน ด้วยข้อมูลที่ผิด

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.62 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งกรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่ตลาดจอมทอง ช่วย น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ผู้สมัคร ส.ส.เบอร์ 5 เขต 23 จอมทอง-ธนบุรี (เฉพาะแขวงดาวคะนอง แขวงบุคคโล และแขวงสำเหร่) หาเสียง ซึ่งวันนี้ได้รับการต้อนรับจากพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายตลาดกันอย่างคึกคัก อีกทั้งยังให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในฐานะแคนดิเดตนายกฯพรรค

โดย น.ส.ทิพานัน กล่าวในฐานะอดีตที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับองค์กรและธุรกิจชั้นนำมากมาย ให้ความรู้และอธิบายเกี่ยวกับเรื่องภาษีการค้าออนไลน์ ความกังวล ของผู้ค้าออนไลน์ เกี่ยวกับร่างกฎหมาย อีเพย์เมนต์ หรือพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับ...)พ.ศ. ... ซึ่งกำหนดให้สถาบันการเงิน ต้องรายงานธุรกรรมของบุคคล ที่มีการรับฝากเงินเข้าบัญชีปีละ 400 ครั้ง และมีมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท หรือรับเงินเข้าบัญชีปีละ 3,000 ครั้ง โดยรวมทุกบัญชีต่อ 1 ธนาคาร เช่น ถ้ารับโอนเงิน 5,000 บาท 400 ครั้งต่อปี จะมีมูลค่า 2 ล้านบาท แต่ถ้าทั้งปีรับโอน 5 ล้านบาท แต่จำนวนครั้งมีแค่ 110 ครั้ง ก็ไม่เข้าข่ายที่สถาบันการเงินจะต้องส่งข้อมูล จะมีการคำนวณภาษี 2 แบบ คือ แบบเหมาจ่าย 5% ของรายได้ และเสียภาษีแบบขั้นบันได 5-35 % ซึ่งทางกรมสรรพกรจะคำนวนว่า ภาษีแบบไหนสูงกว่าก็จะเก็บแบบนั้น

...

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า ผู้ค้าต่างมีความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายภาษีฉบับนี้ โดยพรรคพลังประชารัฐ มีนโยบายเกี่ยวกับผู้ค้าออนไลน์ คือ นโยบายเรื่องพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ปลอดภาษี 2 ปี เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ค้า และส่งเสริมให้เกิดผู้ค้ารายใหม่ นอกจากนี้ทางพรรคมีนโยบายควบคู่กันไปด้วย คือ Bangkok Ok Shop (แบงคอกโอเคช็อป) ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นแผงค้าออนไลน์ ที่จะนำเอาสินค้าของคนกรุงเทพเข้าสู่ตลาดออนไลน์ระดับสากล เพื่อส่งเสริมและสร้างแบรนด์ "Made in Bangkok" โดยรัฐจะเป็นผู้บริหารแพลตฟอร์มและการประชาสัมพันธ์ให้ และอีกโครงการดีดีสำหรับคนที่มีไอเดีย คือ "สตาร์ตอัพ ไอเดีย มีทุนให้" สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดที่ดี แต่เข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก จะมีการส่งเสริมเรื่องเงินทุนให้ผ่านกองทุน เพื่อกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ ต่อยอดไอเดียดีดีให้กับธุรกิจต่อไป

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ช เติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 5 แสนล้านในปี 2558 เป็น 940,000 ล้าน ในปี 2561 และมีมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ช เพิ่มจาก 2.2 ล้านล้านบาท ในปี 2558 เป็น กว่า 3 ล้านล้านบาท ในปี 2561 การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นจาก 13.7 % ในปี 2560 เป็น 24.48 % ในปี 2561 และธุรกิจรับส่งสินค้าในไทยโตขึ้นอย่างมากทุกปี มีพัสดุมากกว่า 400,000 ชิ้น ต่อวัน เฉพาะตลาดอีคอมเมิร์ช มูลค่ารวมกว่า 31,000 ล้านบาทเลยทีเดียว 

"ดังนี้เราจะเห็นว่ารูปแบบทางการค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก (Disruption) จนผู้ค้าหลายรายปรับตัวไม่ทัน กระแสเงินจึงไหลไปที่ผู้ค้าที่ปรับตัวทัน ผู้ค้าตามตลาดอาจบ่นว่าขายไม่ดี ในขณะที่ผู้ที่ขายสินค้าอย่างเดียวทางออนไลน์ กลับขายดีจนส่งไม่ทัน ร้านอาหารหลายๆร้าน ยอดขายเพิ่มขึ้น เพราะมีการเพิ่มบริการส่งอาหารจากการสั่งออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในขณะที่อีกหลายร้านยอดกลับตก เพราะพอลูกค้าสั่งของทางออนไลน์จากร้านที่มีบริการ ก็จะไม่ไปสั่งจากร้านที่ไม่มีบริการทางออนไลน์ หลายคนเลยคิดว่าเพราะเศรษฐกิจไม่มี แต่ขาดความเข้าใจว่า เกิดจากปัญหา Disruption การย้ายแพลตฟอร์มทางธุรกิจ ต้องวอนขอให้หยุดป้อนยาพิษ ด้วยข้อมูลที่ผิดให้ชาวบ้านเถอะค่ะ ยิ่งขาย(ออนไลน์) ยิ่งรวย ยิ่งมีหวัง" น.ส.ทิพานัน กล่าว