"เราเตรียมใจกันมาแล้วว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ให้เป็นไปตามนั้น หากศาลท่านตัดสินไม่ยุบพรรค ก็จะเดินหน้าหาเสียงต่อ แต่เมื่อพรรคถูกยุบก็พร้อมน้อมรับคำตัดสิน จากนี้ไปต้องรอพรรคเรียกประชุม ซึ่งยังไม่มีกำหนดวันแน่ชัด ทั้งนี้ก่อนที่ทุกคนจะเดินทางมาฟังคำตัดสิน พวกเราต่างก็ให้กำลังใจ น้องป๋อม ปรีชาพล และให้กำลังใจกันเอง เพราะที่ผ่านมาก็ถือว่าเราต่างก็ทำดีที่สุดแล้ว" คุณตรีชฎา ศรีธาดา ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ
บรรยากาศของช่วงบ่ายวันที่ 7 มีนาคม 2562 คงจะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย ภายหลังศาล รัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช.นั้น กระทั่งล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ส่งคำร้อง ตัดสิทธิ์คณะกรรมการพรรค 10 ปี ถึงแม้สมาชิกพรรคหลายท่านจะยังรู้สึกผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็พร้อมตั้งสติและก้าวต่อ
"น้องป๋อม เกิดในครอบครัวที่พร้อมสมบูรณ์แบบ และเป็นคนเก่ง อัธยาศัยดี เฟรนด์ลี่ ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ด้านการเมือง หรือด้านครอบครัว น้องป๋อม ลาออกจากการเป็นทหารเพื่อที่จะมาเล่นการเมืองเพราะมีใจรัก และได้เห็นคนในครอบครัวคลุกคลีอยู่ในแวดวงการเมืองตั้งแต่เด็ก ถ้าถามว่าน้องป๋อมต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เขาจะรู้สึกอย่างไร ปอยคิดว่าเขาโอเคนะ เขาเป็นคนที่มีวุฒิภาวะผู้นำสูงมาก "
...
ขณะที่ "แม่แดง" นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจลูกชาย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันเราก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป ส่วนจะต้องทำอะไรเป็นอันดับต่อไป อันนี้ยังไม่ได้คิดไว้ เนื่องจากที่ผ่านมา คิดแค่อยากจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด หลังจากนี้คงต้องรอดูกันต่อไป
ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เปิดเผยว่า ยอมรับคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจ แม้ว่าพรรคจะมีอายุแค่ 4 เดือน แต่ก็ได้รับความเมตตาจากประชาชน เพื่อพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อยากทำหน้าที่ให้บ้านเมือง มีเจตนาบริสุทธิ์ในการทำเพื่อประชาชน ถึงแม้ว่าจะไปไม่ถึงตามที่ปรารถนา แต่ก็ขอขอบคุณประชาชน
สำหรับตน และกรรมการบริหารพรรคทุกคน ไม่ว่าจะอยู่สถานะไหน จะทำเพื่อบ้านเมือง พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมา ไม่เคยคิดร้าย แต่แม้จะถูกตัดสิทธิ์ แต่เรายังสามารถทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง และคงจะได้พบกันใหม่ ถ้ามีโอกาส
สำหรับถนนสายการเมืองของ หนุ่มนายทหาร นักเรียนนอกในวัยเพียง 27 ปี ได้ก้าวเท้าเข้ามาสู่แวดวงการเมืองในปี พ.ศ. 2550 และกลายเป็น ส.ส.ชายที่มีอายุน้อยที่สุด ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น เขต 2 สังกัดพรรคพลังประชาชน ตัวเค้าเองยอมรับว่ามีความพร้อมในด้านงานการเมือง อีกทั้งครอบครัวยังสนับสนุน จากนั้นเป็นต้นมาจึงมีบทบาทอยู่บนถนนสายการเมืองเข้าปีที่ 11 แล้ว เมื่อมีโอกาสก็ตั้งใจจะฝากสิ่งดีๆ ไว้ให้กับแผ่นดิน เมื่อบ้านเมืองเป็นของเราทุกคน หากเรายังทำประโยชน์ได้อยู่ นั่นคือสิ่งที่ไม่ควรรีรอ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง น่าจะเกษียณตัวเองออกไปตอนอายุ 60 ปี
ที่ผ่านมา เคยรับตำแหน่งทางการเมือง เช่น เป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทย, ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 พรรคพลังประชาชน, กรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร, ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 พรรคเพื่อไทย ฯลฯ กระทั่งเมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 61) เปิดตัวอย่างสง่างามในตำแหน่ง "หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ" ในวัยเพียง 38 ปี เท่านั้น หลังเดินทางบนเส้นทางการเมืองนาน 11 ปี เขาผ่านหลายสถานการณ์ในเมืองไทย เห็นความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งก็มีความหวังกับนักการเมืองรุ่นใหม่ แม้จะต่างที่มาก็หวังให้ก้าวไปสู่การส่งเสริมประชาธิปไตย พัฒนาจนแข็งแรง