ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช.นั้น กระทั่งล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ส่งคำร้อง ตัดสิทธิ์คณะกรรมการพรรค 10 ปี ถือเป็นการชี้ชะตาที่ทำเอาบรรดาสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ต้องหัวใจสหลาย หลังจากที่เดินหน้าหาเสียงมานานนับเดือน ถึงวันนี้ทุกอย่างเป็นโมฆะ สิ้นสุดลง ณ วันที่ 7 มีนาคม 2562
หากย้อนไปดูที่มาการก่อตั้งพรรค "ไทยรักษาชาติ" ที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 เป็นลำดับที่ 11/2552 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2552 ในชื่อ พรรครัฐไทย โดยมี "นายเอกสิทธิ์ เจาฑานนท์" และ "นายศิรเมศร์ เสถียรรุจิกานนท์" เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนแรก ต่อมาในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรครัฐไทยครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2553 ที่ประชุมได้มีมติให้เปลี่ยนแปลงชื่อพรรคจาก พรรครัฐไทย เป็น พรรคไทยรวมพลัง พร้อมกับเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค และภาพเครื่องหมายพรรค
...
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2554 พรรคไทยรวมพลังได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ที่นั่งในสภาแม้แต่ที่นั่งเดียว ใน พ.ศ.2557 นายเอกสิทธิ์ หัวหน้าพรรคคนแรก ได้ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดย นายกมล จิรโสภาพันธ์ ในฐานะนายทะเบียนสมาชิกพรรค จึงรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าพรรค
จากนั้นในการประชุมใหญ่ของพรรคไทยรวมพลัง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2561 ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงชื่อพรรคเป็น พรรคไทยรักษาชาติ พร้อมกับเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค อุดมการณ์ของพรรค และนโยบายของพรรค รวมถึง นายกมล ได้ลาออกจากตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรค ต่อมามีกระแสข่าวว่า พรรคไทยรักษาชาติ เป็นพรรคสาขาของ พรรคเพื่อไทย เพราะมีอดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีของ พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ได้เตรียมย้ายมาสังกัดและเข้ามาบริหาร พรรคไทยรักษาชาติ นอกจากนี้ยังมีการตีความชื่อย่อของทางพรรคในช่วงแรกๆ ว่ามีนัยหมายถึง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอีกด้วย
กระทั่งการประชุมใหญ่ของพรรคไทยรักษาชาติ ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 ที่ โรงแรมรามาการ์เดนส์ มีวาระสำคัญในการเลือก หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ รวมถึงเปลี่ยนแปลงภาพเครื่องหมายพรรค และสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรค ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือก ร้อยโทปรีชาพล พงษ์พานิช และ นายมิตติ ติยะไพรัช เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนใหม่
ขณะเดียวกันย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน 2561 ภายหลัง พล.อ. ยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.ทสส.) ได้เปิดตัวลงสมัครสมาชิก พรรคไทยรักษาชาติ อย่างเป็นทางการ ปรากฎว่า พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความไม่เหมาะสม เป็นจิ้งจกเปลี่ยนสี และลืมบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนกองทัพ เป็นเหตุให้มีการออกมาต่อปากต่อคำกัน โดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวิเตอร์ขึ้นข้อความสวนกลับบิ๊กป้อม
จากนั้นไม่นาน พล.อ. ยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.ทสส.) ก็หายหน้าหายตาไปจากหน้าสื่อ ปรากฎตัวอีกทีระบุเพียงว่า ลาออกจากการเป็นสมาชิกเรียบร้อยแล้ว และขอกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดอย่างสงบ ไม่หวนกลับมาเล่นการเมืองอีก
กระทั่งวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 ข่าวลือสะพัดหนาหู วงในยืนยันชัดเจนว่า ทางพรรคไทยรักษาชาติ จะทำการยื่นพระนาม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ...จวบจนเช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นไปตามคาด พรรคไทยรักษาชาติ ยื่นพระนาม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นผู้ที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงชื่อเดียว ด้านหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติให้สัมภาษณ์ว่า "พระองค์ท่านเองทรงมีพระเมตตาตอบรับ และให้พรรคไทยรักษาชาติเสนอพระนามในบัญชีนายกฯ ของพรรค" ท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย เรียกได้ว่าทุกคนต่างตื่นเต้นกับเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ใครๆ ต่างก็คาดไม่ถึง
ยังไม่ทันที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะหายตื่นเต้น "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวม และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุก และความอยู่ดีกินดีของประชาชน ทรงปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม และนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัย ก่อการร้าย ภัยพิบัติ และภัยที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข และดูแลปกป้องประชาชนด้วยนำ้พระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาอย่างมิอาจประมาณได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าเคารพรัก และเทิดทูนพระองค์เสมือนด้วยบิดา จึงทรงเป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน” โดยแท้จริง
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูล พระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นท่ีรักใคร่ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ตลอดจนเป็นท่ีเคารพยกย่องของพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์และประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วย
ทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยในการดำรงพระองค์และการประกอบพระกรณียกิจต่างๆ นั้น ทรงปฏิบัติด้วยการถวายงานของข้าราชการในพระองค์ และหน่วยราชการต่างๆ ของหน่วยราชการราชประเพณีในพระองค์ตลอดมา การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
อนึ่ง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้อง พระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์ หรือแทนพระองค์ อยู่เป็นนิจ
ดังนั้นพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกาศ ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน
ต่อมาในวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 นายรุ่งเรือง พิทยศิริ กรรมการบริหารพรรค ได้เดินทางมายังสำนักงาน กกต. เพื่อยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงฯ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งอยากให้เวลากับครอบครัว ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติเหลือทั้งสิ้น 13 คน
จากนั้นในวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 เวลา 12.30 น. คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นำโดย พันตำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ได้ยื่นยุบพรรคไทยรักษาชาติตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ตามมติในที่ประชุม กกต. เมื่อวันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ท้ายที่สุด วันที่ 7 มีนาคม 2562 ศาล รธน. นัดตัดสิน คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ หากผิดจริง พรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบพรรค กรรมการบริหารพรรค 13 คน ห้ามลงการเมืองตลอดชีวิต ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเป็นอันโมฆะ ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ (หากศาล รธน.สั่งยุบพรรคหลัง กกต.ประกาศรับรองผล ผู้ที่ได้เป็นส.ส. มีเวลาหาสังกัดพรรคใหม่ภายใน 60 วัน) ได้วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ส่งคำร้อง ตัดสิทธิ์คณะกรรมการพรรค 10 ปี ถือเป็นการชี้ชะตาที่ทำเอาบรรดาสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ต้องหัวใจสหลาย หลังจากที่เดินหน้าหาเสียงมานานนับเดือน ถึงวันนี้ทุกอย่างเป็นโมฆะ
**อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เป็นที่วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ถึงกรณีการตั้งชื่อพรรคในเริ่มแรก "พรรครัฐไทย" ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่เหมาะสมจะตั้งขึ้นมา เพราะส่อไปในแนวทางชื่อเรียกพรรคการเมืองคอมมิวนิสต์ เช่น "รัฐไทยใหม่" ทำให้ไม่เป็นสิริมงคลต่อการขับเคลื่อนพรรค และสมาชิกพรรคหลายคนก็เห็นพ้องต้องกันถึงความไม่เหมาะสม กระทั่งเปลี่ยนมาเป็น ทษช. "ไทยรักษาชาติ" แต่สุดท้ายก็ถึงจุดอวสานก่อนเริ่มเลือกตั้ง.