king10
Thairath Logo
กีฬา

ชำแหละเส้นทาง "ผู้นำสีกากี" เปลี่ยนวิถีลงเกมการเมือง "ใคร" ไปได้ไกลสุด

Share :
line-share-logo

เหมือนเป็นการต่อขั้วอำนาจบารมีที่เฝ้าสะสมทำดีเพื่อประชาชนขณะสวมหมวกเป็น "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" ภายหลังเกษียณอายุราชการก็ยังมีพลังอยากจะรับใช้ชาติในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือตำแหน่งใดๆทางการเมือง ที่สามารถขับเคลื่อนหน้าที่ตามความประสงค์ของแต่ละบุคคล 

ขณะครองยศติดดาวบนบ่า จับผู้ร้ายเฉิดฉายหน้าจอทีวี มีชาวบ้านปรบมือสนับสนุนให้กำลังใจปราบปรามอาชญากรในบ้านนี้เมืองนี้ แต่เมื่อไหร่ที่ผันตัวไปลงเล่นการเมือง อาจจะต้องยอมรับสภาพให้ได้ว่า "ภารกิจ" และ "หน้าที่" อาจทำให้ภาพลักษณ์ดีๆ ลดน้อยถอยลงไป เพราะงานใหญ่ งานประเทศชาติ มันกดดันทำเอาปัจจัยแทบจะทุกอย่างแปรสภาพไปเสียหมด ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียงรายชื่อตำรวจระดับหัวๆ ที่เคยคุมบังเหียนรั้วปทุมวันมาแจกแจงรายละเอียดให้ทราบกันว่า แต่ละคนยังมีชีวิตดีอยู่ไหมในเส้นทางการเมือง 

พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก สังกัดพรรคเพื่อไทย 

ภายหลังเกษียณอายุราชการ "พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก" เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ตัดสินใจลงเล่นการเมือง ในการเลือกตั้ง พ.ศ.2554 ได้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 11 และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นสมัยแรก ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อจากนั้นในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2554 ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปได้เลื่อนลำดับขึ้นมาแทน ต่อมาได้ปรับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3) จนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2556 อีกทั้งยังพ่วงตำแหน่ง อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อีกด้วย 

เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2549 "ชัจจ์ กุลดิลก" ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุกในกรณีที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 80 ล้านบาท ฐานหมิ่นประมาท โดยการพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 3 เดือน ปรับ 200,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี 

พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ - พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ สังกัดพรรคเพื่อไทย 

พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ ดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ  เคยเป็นผู้แทนพรรคเพื่อไทยในการลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 โดยได้รับการทาบทามจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร และในวันที่ 13 มกราคม พรรคเพื่อไทย มีมติเอกฉันท์ให้ พล.ต.อ.พงศพัศ ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย

พล.ต.อ.พงศพัศ ประกาศนโยบายในการหาเสียงว่า จะทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อ และจากการสำรวจความคิดเห็น (โพล) แทบทุกสำนัก เป็นผู้มีความนิยมในอันดับที่หนึ่ง แต่คะแนนที่ได้รับจากการเลือกตั้งคือ 1,077,899 เสียง เป็นอันดับที่ 2 แม้จะไม่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ก็ทำลายสถิติของนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี พ.ศ.2543 จากนั้นก็ได้กลับมารับตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเหมือนเดิม กระทั่งวันที่ 27 ตุลาคม 2558 พล.ต.อ.พงศพัศ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว  (ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา)

ดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็น "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นหนึ่งในผู้ทำการรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่หลังจากนั้น 2 วัน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.อดุลย์ พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี พล.ต.อ.ดร.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทนแต่ยังคงดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเขาขอปลดตัวเองเพื่อให้ พล.ต.อ.ดร.วัชรพล ประสารราชกิจ เพื่อนของเขาเป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอีก 4 เดือน กระทั่งในวันที่ 30 สิงหาคม ปีเดียวกัน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา โดยเป็นข้าราชการตำรวจคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้

เขาแต่งตั้งให้ พลตำรวจเอก สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภายหลังจากที่ พลตำรวจเอก สุวัฒน์ลาออก เขาแต่งตั้ง พลตำรวจเอก อำนาจ อันอาตม์งาม เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จากนั้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถึงปัจจุบัน 

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

ดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็น "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" อดีตนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ เจ้าของฉายา "วีรบุรุษนาแก" และ "มือปราบตงฉิน" ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2551 ภายหลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พ.ต.อ.ทินกร มั่งคั่ง อดีตนายเวร ที่ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ปลดออกจากราชการ ลงนามหนังสือร้องเรียนถึงนายสมัคร ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงรับหนังสือร้องเรียนทั้ง 3 ฉบับไว้พร้อมกัน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551

และในวันรุ่งขึ้น นายสมัคร ก็ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทันที โดยข้ามขั้นตอนไม่ทำการสืบสวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายเสียก่อน และในวันเดียวกันนั้นก็ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน ต่อมา วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 นายสมัคร ก็ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 73/2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อน โดยที่ยังไม่ทันได้เริ่มทำการสอบสวนใดๆ ทั้งสิ้น และแต่งตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน

หลังจากนั้น ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2552 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็ได้แถลงข่าวที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ ถึงเรื่องที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยกล่าวว่า ตนถูกปล้นตำแหน่ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ต่อมาเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งให้ยุติการสอบสวน และยกเลิกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อน เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2553 

ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2555 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เปิดตัว แสดงเจตนาที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งที่มีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2556 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ในนาม "กลุ่มพลังกรุงเทพ" โดยได้เบอร์ 11 และได้รับคะแนนทั้งสิ้น 166,582 คะแนน แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ก็มีคะแนนเป็นอันดับสามต่อจากพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรค และอันดับหนึ่งจากผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคอีก 23 คน 

ภายหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.2557 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ วิพากษ์วิจารณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลหลายครั้งหลายคราว เมื่อเห็นว่านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กองทัพ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกระทำการอันไม่สมควรและผิดกฎหมายหลายต่อหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน และไม่ให้อำนาจเผด็จการเข้ามาครอบงำเพื่อไม่ให้ประเทศชาติเสียหาย รัฐบาลตอบสนองด้วยการออกหมายเรียก และวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม ในข้อหากระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ 

กระทั่งในปี 2562 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ร่วมเข้าชิงชัยในการลงสนามเลือกตั้ง 

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส - พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก

พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ สังกัดพรรคเพื่อไทย 

ดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็น "อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง" อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทย พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง เคยสังกัดพรรคประชากรไทย และพรรคชาติไทย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี 2 สมัย คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลของพลเอกสุจินดา คราประยูร และเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ในปี พ.ศ.2543 แต่ในการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2548 พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ กลับพ่ายการเลือกตั้งให้กับ นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคไทยรักไทย

ต่อมาในปี พ.ศ.2552 พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ ได้เข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย และรับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค จากนั้นการเลือกตั้ง พ.ศ.2554 ได้ลงสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 17 ของพรรคเพื่อไทย พลตำรวจโท วิโรจน์ ร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร โดยดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการคนที่ 4 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเป็นประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร

ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2555 ได้รับแต่งตั้งจากกรรมการบริหารพรรคให้ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2555 และในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ.2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 119 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และในการเลือกตั้งปี 2562 ที่กำลังจะมาถึง ได้เป็นเบอร์ 1 ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย 

พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก - พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์

พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก สังกัดพรรคเพื่อไทย 

ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนแรก เนื่องจากมีตำแหน่งสูงสุดในช่วงที่ปรับเปลี่ยนสถานะของกรมตำรวจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายความมั่นคง) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน  

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี พ.ศ.2540 ภายหลังเกษียณราชการแล้ว ต่อมาได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา และได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ต่อมาได้ย้ายมาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน และได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคแทนที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ที่ประกาศลาออกไป และได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

ภายหลังรัฐบาลนายสมชายต้องพ้นวาระไปจากคดียุบพรรคพลังประชาชน ทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องว่างลง พล.ต.อ.ประชา ได้รับการสนับสนุนจากนายเสนาะ เทียนทอง และพรรคเพื่อไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นคนต่อไป ในวันที่เลือกนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา เสียงที่เลือก พล.ต.อ.ประชา แพ้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยคะแนน 198 ต่อ 235 เสียง ซึ่ง พล.ต.อ.ประชา ได้โหวตให้แก่ตัวเองด้วย

ต่อมา พล.ต.อ.ประชา ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินในเดือนเมษายน พ.ศ.2554 และเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2554 และจากการสำรวจความพึงพอใจของประชาชน โดยสำนักเอแบคโพล เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2555 เขาเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนพึงพอใจเป็นลำดับที่ 5  จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2556 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2556 พล.ต.อ.ประชา ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ต่อมาได้มีการแต่งตั้ง ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เข้ามาทำหน้าที่แทน ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ.2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 8 ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนั้นถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เป็นโมฆะ เนื่องจากไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งทั้งราชอาณาจักรในวันเดียวกันได้ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ

วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2557 พล.ต.อ.ประชา ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องในการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยขาดความชอบธรรม

ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23

ทักษิณ ชินวัตร อดีตเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (ชั้นยศสูงสุดที่นายกองใหญ่) อดีตข้าราชการตำรวจ (ชั้นยศสูงสุดที่พันตำรวจโท) ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 ระหว่างปี พ.ศ.2544 ถึง พ.ศ.2549 เป็นพี่ชายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 ลาออกจากราชการไปทำงานเป็นนักธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทโทรคมนาคมและการสื่อสารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อดีตเจ้าของและประธานสโมสรฟุตบอลทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อดีตที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ปัจจุบันถือสัญชาติมอนเตเนโกร

ดูเหมือนจะเป็นอดีตตำรวจคนเดียวที่ขึ้นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ และไปได้ไกลที่สุดจนไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้ ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2537 ทักษิณ เข้าสู่วงการเมืองสังกัดพรรคพลังธรรม โดยการชักนำของพลตรี จำลอง ศรีเมือง ต่อมาก่อตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2541 หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมากในสภา จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยแรก ทักษิณใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ก่อนกำหนดเดิม และดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อลดความยากจนในชนบท โดยสามารถลดความยากจนได้ถึงครึ่งหนึ่งภายในสี่ปี ริเริ่มระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นครั้งแรกของประเทศ

ตลอดจนการกวาดล้างยาเสพติด ซึ่งทั้งหมดช่วยให้เขามีความนิยมอย่างสูง ทักษิณเริ่มดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ รวมทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หนี้สาธารณะลดลงจากร้อยละ 57 ของจีดีพีในเดือนมกราคม 2544 เหลือร้อยละ 41 ในเดือนกันยายน 2549 รวมทั้งระดับการฉ้อราษฎร์บังหลวงลดลง โดยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เพิ่มขึ้นจาก 3.2 เป็น 3.8 ระหว่างปี 2544 และ 2549 ทักษิณดำรงตำแหน่งจนครบวาระสี่ปี เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งดำรงตำแหน่งจนครบวาระคนแรก และจากผลการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ.2548 ทำให้ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ด้วยคะแนนเสียงสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ดี มีผู้กล่าวหารัฐบาลทักษิณหลายประการ เช่น ละเมิดสิทธิมนุษยชน ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นเผด็จการรัฐสภา มีผลประโยชน์ทับซ้อน และควบคุมสื่อ ส่วนข้อกล่าวหาของตัวทักษิณเองก็มีว่า หลีกเลี่ยงภาษี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตลอดจนขายทรัพย์สินของบริษัทไทยให้นักลงทุนต่างชาติ องค์การนิรโทษกรรมสากลวิจารณ์ทักษิณว่า มีประวัติเชิงสิทธิมนุษยชนไม่สู้ดี และเขายังถูกกล่าวหาว่า ปกปิดทรัพย์สินระหว่างดำรงตำแหน่งการเมือง ฟอรีนพอลิซี ยกตัวอย่างว่า เขาเป็นอดีตผู้นำของโลกที่ประพฤติไม่ดี

เกิดการประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2549 และวันที่ 19 กันยายน ปีเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ศาลที่ คมช. ตั้งตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยด้วยข้อหาโกงการเลือกตั้ง ทั้งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองทักษิณห้าปี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ คมช. แต่งตั้งอายัดทรัพย์ของทักษิณและครอบครัวในประเทศไทยรวม 76,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเขาร่ำรวยผิดปกติขณะอยู่ในตำแหน่ง 

ทักษิณเคยเดินทางกลับประเทศไทยครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 หลังพรรคพลังประชาชนที่เขาสนับสนุนชนะการเลือกตั้ง แต่หลังจากเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ทักษิณไม่เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อฟังคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และขอลี้ภัยในสหราชอาณาจักรแต่ถูกปฏิเสธ เขาจึงเดินทางข้ามไปมาหลายประเทศอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม ศาลดังกล่าวตัดสินจำคุกทักษิณ 2 ปี จากคดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก 

ทักษิณเป็นผู้สนับสนุนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิกถอนหนังสือเดินทางของทักษิณ โดยอ้างว่ามีบทบาทในกลุ่ม นปช. ระหว่างเหตุการณ์ไม่สงบช่วงสงกรานต์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยให้ทรัพย์สินของทักษิณประมาณ 46,000 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน ทักษิณถูกถอดยศ "พันตำรวจโท" โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2558. 

ดร.ทักษิณ ชินวัตร - พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์

พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ สังกัดพรรคเพื่อไทย 

ตำแหน่งสูงสุดเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 ถึงกันยายน พ.ศ. 2555 อดีตนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) และอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 ถึงกันยายน พ.ศ. 2555 แม้จะเพิ่งกลับมาดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2551

แต่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ถือเป็น รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีอาวุโสสูงสุด (ณ ขณะนั้น) เนื่องจากมีคำสั่งศาลปกครองให้นับอาวุโสของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ต่อเนื่องตั้งแต่ได้ดำรงตำแหน่งครั้งแรก ทำให้เป็นผู้หนึ่ง ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่จะเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2552

ซึ่งเมื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ.10 ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อขอความเป็นธรรม โดยยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เนื่องจากตนเป็นรอง ผบ.ตร.ที่อาวุโสสูงสุด จึงควรจะได้รับตำแหน่งนี้มากกว่า สาเหตุที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในฐานะที่มีอำนาจหน้าที่เสนอชื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ยอมเสนอพลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ นั้นด้วยเหตุที่ว่าพลตำรวจเอกเพรียวพันธ์มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับขั้วอำนาจทางการเมืองของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้าม

ต่อมาในกลางปี พ.ศ. 2554 ขณะที่คณะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ได้ขอลาพักผ่อน ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จากนั้นก็โอน พล.ต.อ.วิเชียร ไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554 คณะรัฐมนตรีจึงตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และส่งผลให้ พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ยังดำรงตำแหน่งอื่นอีกดังต่อไปนี้ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ภายหลังเกษียณอายุราชการแล้ว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 พร้อมกับศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10 อีกจำนวนหนึ่ง แต่บทบาททางการเมือง ไม่ได้โดดเด่นมากนักคาดว่าหันไปเอาดีทางด้านทำธุรกิจส่วนตัว

อ่านเพิ่มเติม...
ตำรวจเล่นการเมืองอดีตตำรวจนักการเมืองวิเคราะห์การเมืองข่าวร้อนข่าวทั่วไป