ตลอดค่ำคืนของวันที่ 27 ก.พ. ชื่อนักการเมืองที่ถูกโซเชียลถามหาด้วยความสนใจ และอยากรู้จักตัวตนของเขามากที่สุด คือ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” นักการเมืองชายวัย 67 ปี ที่ทำการบ้านด้านนโยบายเศรษฐกิจมาอย่างดี และมีพลังอันแรงกล้าที่จะพัฒนาประเทศ แต่อาจจะไม่ได้รับโอกาสให้พูดและอธิบายถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเขามากนัก จนต่อมา ชาวโซเชียลรู้สึกเห็นอกเห็นใจ และนำมาสู่ความรู้สึกอยากติดตามเรื่องราวของเขาในที่สุด...

ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียงเรื่องราวที่หลายคนไม่เคยได้รู้ ของผู้ชายชื่อ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” และนโยบายเศรษฐกิจของเขาที่เราเปิดพื้นที่ให้พรรคเล็กมีโอกาสถ่ายทอดตัวตนได้อย่างเท่าเทียมเฉกเช่นพรรคใหญ่พรรคอื่นๆ

ห่างหายจากแวดวงการเมืองมานานหลายปี สำหรับ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคพลังประชาชน ครั้งนี้ประกาศขอกลับมาทำงานการเมืองอีกครั้ง ภายหลังจากที่มีหลายพรรครุมจีบอยากได้ตัวมาทำงาน

...

ก้าวแรก “มิ่งขวัญ” สร้างชื่อให้โตโยต้า เซียนการตลาดที่คนในวงการยกนิ้ว

หากย้อนกลับไปก้าวแรกในการทำงานของเขานั้น มิ่งขวัญ เริ่มทำงานที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด ในตำแหน่งพนักงานขาย กระทั่งไต่เต้าไปถึงระดับผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์

มิ่งขวัญ เป็นพนักงานคนเดียวในบรรดาพนักงานโตโยต้า 7 หมื่นคนในเครือโตโยต้าทั้งหมดที่สามารถข้ามขั้นจากผู้จัดการฝ่ายไปเป็น Associate Director เพราะในช่วงที่ทำงานใต้ร่มโตโยต้า เขาสามารถวางแผนกลยุทธ์การตลาดทำให้รถยนต์โตโยต้า มียอดขาดขายทะลุเป้า และยังเป็นเฟืองตัวสำคัญที่มีบทบาทผลักดันให้ค่ายโตโยต้า มีชื่อเสียงอยู่ในตลาดรถยนต์ประเทศไทย จนคนในวงการธุรกิจรถยนต์ล้วนทราบกิตติศัพท์ของมิ่งขวัญเป็นอย่างดี

สุริยะ ชักนำ เข้าสู่สนามการเมือง 

จากนั้น ก้าวเท้าเข้าสู่โลกการเมือง โดยมี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (รู้จักกันเพราะอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์เหมือนกัน) เลขาธิการพรรคไทยรักไทยเป็นคนแนะนำให้รู้จักกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยชื่อของเขาได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญ “เที่ยวทั่วไทยไปได้ทุกเดือน”, “พัทยา มิวสิค เฟสติวัล”, “เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์” ที่สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก

เปลี่ยนแดนสนธยา เป็นเมืองใหม่แสนโก้หรู

ต่อมา มิ่งขวัญได้รับเลือกให้เข้าดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์กรสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และเป็นผู้ปฏิรูปสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อสมท จากยุคเดิมที่เป็นแดนสนธยาให้กลายเป็นโมเดิร์นไนน์ทีวีที่รุ่งโรจน์กว่าเดิมภายในเวลาแค่ 4 ปี

มิ่งขวัญ ได้ชื่อว่า เป็นสุดยอดนักการตลาดและประชาสัมพันธ์ นอกเหนือจากการทำงานให้กับ “โตโยต้า” มาตลอด 25 ปี เขายังมีชื่อเสียงในฐานะ Image Maker ของดาราหลายคน เขาคือผู้ปลุกปั้น จอนนี่ แอนโฟเน่, วิลลี่-คัทลียา แมคอินทอช, วรุฒ วรธรรม, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง และ ดอม เหตระกูล จนโด่งดังในแวดวงมายา

จากนั้น เขาประกาศลาออกจาก อสมท เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่อนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกอากาศการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินวันยึดอำนาจ 19 ก.ย.2549

ด้วยความสำเร็จในการบริหาร อสมท มิ่งขวัญได้รับการทาบทามให้มาเป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคพลังประชาชน และในการเลือกตั้ง ปี 2550 มิ่งขวัญได้ลงสมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน เขต 6 สังกัดพรรคพลังประชาชน และชนะการเลือกตั้ง จนต่อมา ได้นั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

หลังพรรคถูกยุบ จึงสังกัดพรรคเพื่อไทย เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อมา มิ่งขวัญ จึงตัดสินใจลาออกจากเพื่อไทยและขอเว้นวรรคการเมือง

คัมแบ็กการเมือง

กระทั่งล่าสุด คัมแบ็กการเมืองอีกครั้ง ภายใต้พรรคเศรษฐกิจใหม่ โดย มิ่งขวัญ เคยกล่าวถึงการตัดสินใจครั้งนี้ว่า “ก่อนหน้านี้มีหลายพรรคการเมืองติดต่อให้ตนไปร่วมงาน แต่จากการพูดคุยกับพรรคต่างๆ ได้ตัดสินใจที่จะร่วมงานการเมืองกับพรรคเศรษฐกิจใหม่”

“โดยเหตุผลที่ตัดสินใจเช่นนี้เป็นเพราะจากการพูดคุยกับนายสุภดิช อากาศฤกษ์ และกรรมการบริหารพรรค ที่มาเชิญให้ตนเข้าร่วมงานด้วย ซึ่งเขายินยอมให้ตนเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเขียนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของพรรคทั้งหมด และอีกเงื่อนไขที่ตนเสนอแล้วเขายินดีก็คือ หากจะให้ตนเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ก็จำเป็นต้องเสนอชื่อตนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขายินดีที่จะเสนอตนเป็นรายชื่อว่าที่นายกฯของพรรคเพียงรายชื่อเดียว”

นโยบายเศรษฐกิจ สไตล์ “มิ่งขวัญ”

- มิ่งขวัญ ประกาศนโยบายลดราคาน้ำมันหลายชนิด โดยยืนยันว่าไม่ใช้เงินของรัฐในการอุดหนุนเพื่อให้ราคาน้ำมันต่ำลงแน่นอน แต่มีการปรับกลไกทางภาษี และสามารถทำได้จริง
- ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศปลอดภาษีที่ใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งการหารายได้เข้าประเทศ ด้วยการกำหนดให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย รวมถึงการเปิดเสรีทางการเงิน และการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนจูงใจต่างชาติ
- กำหนดอาชีพสงวนสำหรับคนไทยให้ครอบคลุมถึงอาชีพสตาร์ทอัพ เช่น การทำแอปพลิเคชันชำระเงิน แอปฯ จองโรงแรม และแอปฯ ขายของออนไลน์ เพื่อไม่ให้เงินรั่วไหลออกนอกประเทศ
- แก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่เอื้อให้นายทุนครอบงำและผูกขาด 

นายมิ่งขวัญ ได้ระบุอีกว่า พรรคไม่ได้เน้นนโยบายเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่จะครอบคลุมสังคม การศึกษา และปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ด้วย โดยแบ่งนโยบายเป็น 3 หมวด คือ 1.เศรษฐกิจปากท้อง และการเกษตร 2.สาธารณสุข และสุขอนามัยของประชาชน และ 3.การศึกษา เยาวชน สวัสดิภาพทางสังคม ซึ่งจะมีการทยอยออกมาในระหว่างการหาเสียงอย่างต่อเนื่อง

พรรคเล็ก พรรคใหญ่ ล้วนตั้งใจแก้ปัญหาปากท้อง
พรรคเล็ก ไม่ได้สำคัญน้อยที่สุด พรรคใหญ่ไม่ได้แปลว่า สำคัญมากที่สุด
กลยุทธ์ที่ดี นโยบายที่โดนอาจซ่อนอยู่ในพรรคเล็กก็เป็นได้
หากพรรคเล็กขาดพื้นที่บอกเล่า ใครเขาจะได้รู้...