โดนกันไปทุกหย่อมหญ้า สำหรับขั้วอำนาจเก่าที่ทยอยถูกเช็กบิลเพราะความผิดที่หมกเม็ดหมักหมมกันมาสมัยรัฐบาลทักษิณ - ยิ่งลักษณ์ ที่รอลุ้นโทษศาลสูงสุด โดยเฉพาะคดีของ “นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ” คนใหญ่คนโตในพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้สำคัญระดับประเทศ
เช่น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมที่ดิน อดีตประธานกรรมการการไฟฟ้านครหลวง อดีตประธานกรรมการการประปานครหลวง อดีตประธานกรรมการตรวจสอบของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย
ชี้มูลความผิด รับรองการซื้อขายที่ดิน ไล่ออกจากรักษาการปลัดกระทรวง
กระทั่ง 28 กันยายน พ.ศ. 2555 หลังมติของคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทย สอดคล้องกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดให้ “ไล่ออก” จากราชการ กรณีเป็นรักษาการปลัดกระทรวง แล้วปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการลงนาม “รับรองการซื้อขายที่ดิน” จำนวน 732 ไร่ ระหว่างวัดธรรมิการามวรวิหาร กับบริษัท อัลไพน์กอล์ฟ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์กอล์ฟสปอร์ตคลับ จำกัด ซึ่งมี นางอุไรวรรณ เทียนทอง, นายวิทยา เทียนทอง และ นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ พี่ชายของ นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย คนปัจจุบัน เป็นผู้ถือหุ้น ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ต่อมาที่ดินดังกล่าวก็ถูกขายทอดราคา 500 ล้าน ให้กับผู้ซื้อชื่อ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เมื่อปี 2540 แต่ที่ดินผืนดังกล่าวเคยเป็นของ “นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา” ซึ่งบริจาคให้แก่วัดธรรมิการามฯ จึงถือว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ ไม่สามารถซื้อขายได้
...
ไม่อุ้ม "ยงยุทธ" ตัดไฟแต่ต้นลม ยกเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ให้ "เพรียวพันธ์"
หลังเกิดเหตุ 24 ชั่วโมง มีนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย ชง วาระแรก พิจารณาร่วมกันว่า จะยังอุ้ม ‘ยงยุทธ’ ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อไปหรือไม่ วาระที่สอง โทษฐานที่ ‘ยงยุทธ’ คือ คนเก่าแก่ที่จงรักภักดีต่อพรรคมายาวนาน อาจเหลือไว้ให้แค่ 1 ตำแหน่ง
ตามที่นักวิเคราะห์การเมือง ในพรรคเพื่อไทย คาดการณ์ไว้ว่า หากให้ ‘ยงยุทธ’ เหลือตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ไว้ แล้วยกเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ที่เกษียณอายุราชการตำรวจ ก็จะเป็นทางลงทางการเมืองที่ถูกที่-ถูกเวลา ..แต่สุดท้าย "ยงยุทธ" ต้องพ้นจากคณะรัฐมนตรี ทั้ง 2 ตำแหน่ง แต่ยังคงให้ประจำการในตำแหน่ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น มีผลทันที ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป
ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี
จากนั้นต่อมา จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ที่นักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่า กรณีของ ‘ยงยุทธ’ ไม่เข้าข่ายได้รับการล้างมลทิน ตามความใน พ.ร.บ.ล้างมลทิน เพราะ ‘ยงยุทธ’ ยังไม่ได้รับโทษแต่อย่างใด และ “ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี และ ส.ส.” ทั้งนี้ หากศาลพิจารณาถึงที่สุด นายยงยุทธ อาจพ้นจากตำแหน่ง และอาจต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ตามรอย 3 อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องอาญาศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ต่อมา พรรคประชาธิปัตย์ จึงอาศัยข้อกฏหมาย 3 ประเด็น ดำเนินการกับยงยุทธ คือ 1. ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 3. ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 (6) ที่ระบุว่า เป็นบุคคลที่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. และรัฐธรรมนูญมาตรา 174 (4) เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวใช้ถ้อยคำเดียวกับมาตรา 102 (6)
ภารกิจครอบจักรวาล งานมหาดไทย
ชื่อ นายยงยุทธ ปรากฏเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่วันแรกๆ ที่จดทะเบียนพรรค แต่กลับมีชื่อเป็นลำดับ 2 ในระบบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลงเล่นการเมืองเพียง 45 วัน นั่งเก้าอี้ลำดับที่ 1 อย่างไรก็ตาม หลังเลือกตั้ง “ทักษิณ” ให้รางวัลเป็นน้ำใจ โดยการครอบครอง 2 ตำแหน่ง เป็นเบอร์ 2 ที่ทำเนียบรัฐบาล และเป็นเบอร์ 1 ที่กระทรวงมหาดไทย จึงเห็นได้ชัดว่า ทุกภารกิจของยิ่งลักษณ์ มี ยงยุทธ เป็นวอลเปเปอร์ เพราะภารกิจ 2 ตำแหน่งนี้จะ “ครอบจักรวาล” ทำทุกอย่างช่วยเหลือพรรค
ซึ่งงานที่ได้รับมอบหมายเมื่อปลายปี 2554 คือ ภารกิจการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ยงยุทธ กลับไม่เคลื่อนไหวปฏิบัติการ สุดท้ายถูกปลด ยกตำแหน่งให้นายตำรวจฝีมือระดับ รมว.ยุติธรรม "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" ดูแลทุกอย่างแทน จากนั้นเขาถูกมอบหมายงานร้อนอีกเรื่อง คือ รับไม้ต่อจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เพื่อนำข้อเสนอระดับนโยบาย ลงสู่ระดับการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม
เหตุนี้เองชื่อ ยงยุทธ จึงถูกเชิดเป็น ประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของ คอป. ซึ่งเป็นความหวังของนักโทษเสื้อแดงทั่วประเทศ
รับมอบหมายเฉพาะงานสำคัญ
ยงยุทธ เคยเปิดใจไว้ว่า รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง ที่ตัวเองมีคุณค่า และทำงานสำคัญๆ ให้กับแผ่นดิน ก็เหมือนกับคำพูดของ ฯพณฯ ประธานองคมนตรี ที่ให้ทดแทนบุญคุณแผ่นดิน มันก็ต้องภาคภูมิใจ ยิ่งงานเยอะ มันก็เท่ากับว่าเราก็มีคุณค่าในตัวของเรา คนเห็นประโยชน์ในตัวของเราก็เลยใช้งานเรา เมื่อเทียบกับการแบกภารกิจหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ตอบแทนทั้งงาน ทั้งตำแหน่ง เขาคิดว่าเป็นความ “คุ้มค่า” แม้เคยถูกเปรียบเปรย เหมือนเป็นยามเฝ้าพรรค
“คุ้มค่าในความหมายว่าทำประโยชน์ ไปอยู่ที่พรรค คนที่พรรคก็เห็นว่าเราทำประโยชน์ได้ เชื่อถือได้ ดูแลพรรคได้ เขาก็เลือกเราเป็นหัวหน้าพรรค... เป็นหัวหน้าพรรค ยามเฝ้าพรรค เป็นผู้บริหารพรรค แล้วแต่ช่วงเวลานั้นจะพูดว่าอะไร”
ไม่ใช่ “หุ่นเชิด” แค่ตอบโต้แทน - คนอย่างทักษิณ ไม่ใช้งานคนที่ "ไม่มีกึ๋น"
นักข่าวเคยถามถึงคอนเนกชั่นพิเศษ ระหว่างตัวเขากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้เขาดูเหมือนเป็นหุ่นเชิดทางการเมือง เขาไม่ตอบตรงๆ แต่อธิบายว่า
แต่ละพรรคเขาก็ต้องปรึกษาคนที่เคารพนับถือ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน) ก็อาจปรึกษาท่านชวน หลีกภัย (ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์) ท่านชุมพล ศิลปอาชา (หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา) มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาท่านบรรหาร ศิลปอาชา ท่านชวรัตน์ (ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) ก็ต้องปรึกษาท่านเนวิน ชิดชอบ (อาจารย์ใหญ่ของพรรค) นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล (หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน) ก็ต้องหารือคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ส่วนคุณชาญชัย ชัยรุ่งเรือง (พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน) ก็ต้องปรึกษากลุ่ม 3 พี แล้วถ้าผม ผมก็ต้องปรึกษา 2 คน ที่ผมบอกมาตลอดคือท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (อดีตนายกฯ) และ ท่านทักษิณ ในเมื่อคนอื่นมีที่ปรึกษาได้ ทำไมผมจึงมีไม่ได้ แล้วทำไมผมต้องไปรังเกียจท่านทักษิณ
“ผมได้ตัดสินใจลาออกจากรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ด้วยความเสียใจ และไม่มีผู้ใดมาให้ความเห็นอะไรกับผม หนังสือลาออกได้ยื่นไปที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว โดยจะลาออกตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 ส่วนที่ลาออกมีเหตุผลนิดเดียวก็เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ในส่วนหนึ่งบอกผมทำหน้าที่ไม่ได้ ก็เป็นเหตุผลส่วนตัว เป็นความจำเป็นส่วนตัวเอง ก็มาเรียนว่า ได้ลาออกจากสองตำแหน่ง แต่ยังทำงานในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ”
2562 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์
28 ก.พ.62 - ที่ห้องพิจารณาคดี 4 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ หมายเลขดำ อท.38/2559 ที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อายุ 77 ปี อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
กรณีระหว่างที่ นายยงยุทธ จำเลย ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ในการพิจารณาอุทธรณ์ และสั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือ บริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด, บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเวลาต่อมา ให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยปฏิเสธ
ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
คดีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2559 เห็นว่าการที่ นายยงยุทธ จำเลย พิจารณาอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งให้ยกเลิกโฉนดที่ดินที่จดทะเบียนในนาม ‘สนามกอล์ฟอัลไพน์’ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นธรณีสงฆ์ จากการที่ นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ที่ถึงแก่ความตายแล้วได้ทำพินัยกรรมยกที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหารนั้น จำเลยออกคำสั่งโดยมิชอบ โดยจงใจละเลยข้อเท็จจริงต่างๆ และยังจงใจตีความกฎหมายให้ผิดเพี้ยนไปจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2482 ที่ระบุให้กระทรวงถือปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ดังนั้น คำสั่งของนายยงยุทธ จำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ทั้งยังทำลายศรัทธาของผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ต่อมา นายยงยุทธ จำเลยได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยศาลตีราคาประกัน 5 แสนบาท
ฟังคำพิพากษา สีหน้าเรียบเฉย พร้อมทนายความและบุคคลใกล้ชิด
ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การที่จำเลยขณะดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดมหาดไทย แล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนมติอธิบดีกรมที่ดินเรื่องที่ดินอัลไพน์เป็นที่ธรณีสงฆ์นั้น โดยไม่นำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งมีแนวทางวินิจฉัยไว้แล้วมาพิจารณาประกอบเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบและโดยทุจริต ทั้งที่แนวทางปฏิบัติเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นมาแล้วฝ่ายบริหารจะให้หน่วยราชการยึดถือปฏิบัติธรรมเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินในมาตรฐานทางเดียวกัน เพราะมิเช่นนั้นในแต่ละยุคสมัยจะมีความเห็นต่างกันสร้างความเสียหายแก่ระบบบริหารราชการแผ่นดินได้
ส่วนที่จำเลยอ้างว่า คำสั่งของจำเลยนั้นได้ยึดถือตามแนวทางเสียงข้างมากของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของมหาดไทย ซึ่งเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่จำเลยในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยก็สามารถทำได้นั้น ศาลเห็นว่าคณะกรรมการดังกล่าวก็เกิดขึ้นโดยคำสั่งที่จำเลยแต่งตั้งเองขณะที่การบริหารราชการแผ่นดินนั้น ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาจะผูกพันหน่วยงานราชการด้วยตามแนวทางมติของ ครม.
และที่จำเลยอ้างว่า ไม่แน่ว่าถ้ายื่นข้อทักท้วงให้กฤษฎีกา การที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้ส่งกฤษฎีกาแล้วจะรับไว้พิจารณาหรือไม่นั้น ก็ยังไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เคยยื่นข้ออ้างดังกล่าว ทั้งที่ในทางปฏิบัติหากจำเลยเห็นว่าความเห็นของกฤษฎีกานั้นจะไม่ชอบ ก็สามารถที่จะยื่นให้ทบทวนได้ กรณีที่จำเลยอ้างจึงฟังไม่ขึ้นนั้นและขัดต่อหลักเหตุผล
ลงโทษสถานหนัก เกิดความเสียหายต่อกรมที่ดิน อาจจะถูกฟ้องเป็นเงินหลายล้าน
ขณะที่ในช่วงปี 2545 ปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์ต่อจาก นายเสนาะ เทียนทอง ซึ่งหลังจากนั้นก็พบว่าจำเลยได้รับดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยจนเกษียณราชการ และยังได้รับตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ในยุครัฐบาลนายทักษิณ
ส่วนที่ ป.ป.ช. ขอให้ลงโทษสถานหนักเพราะการกระทำของจำเลยทำให้เกิดความเสียหายต่อกรมที่ดินเป็นอย่างมาก และอาจจะทำให้ถูกฟ้องเป็นเงินหลายล้านนั้น ศาลเห็นว่าตามทางนำสืบขณะนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องคดีเกิดขึ้น ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอลงอาญานั้นเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน