ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามพระราชวังกรุงธนบุรี เมื่อพระเจ้าตากชนะศึกพม่าที่โพธิ์สามต้น ทรงใช้เป็นที่จอดกองเรือ ปลูกโรงเรือนใหญ่คร่อมเรือเรียงราย 8 หลัง ทหารพระเจ้าตากส่วนใหญ่เป็นคนจีน
หลังศึก 9 ทัพ สงครามไทยพม่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเห็นว่าต่อไปการรบจะไม่มีแล้ว โปรดให้คนจีนและคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม เลือกหาถิ่นที่ทำกินเอง
คนจีนเลือกทำเลเก่าเพราะต้องค้าขายกับเรือสำเภาจากเมืองจีน
สมัยรัชกาลที่ 3 พวกมิชชันนารี อเมริกัน มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ เขียนไว้ว่า แม้รัชกาลที่ 1 ย้ายเมืองหลวงจากฝั่งธน มาฝั่งพระนคร...โปรดให้ชุมชนจีนย้ายไปสำเพ็งแล้ว สองฝั่งเจ้าพระยาละแวกนั้น คนจีนยังหนาแน่น
จนถึงวันนั้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีบันทึกเป็นหลักฐานว่าเดือนเมษายน ตกค่ำเพลายามเศษ เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นที่โรงของพระองค์เจ้ามหาหงส์ ละแวกนั้น มีเหย้าเรือนกระท่อมห้อมล้อมรุงรังมาก ทางเดินก็แคบ
เมื่อไฟไหม้ จึงไม่มีใครช่วยใคร ต่างคนต่างขนข้าวของเอาตัวรอด มีคนหนีไฟไม่ทันถูกไฟคลอกตายไปหนึ่ง
เรื่องยิ่งระทึก เมื่อไฟลามมาติดกำแพงวัง ส่วนที่มีป้อมเก็บดินระเบิด จะขนดินระเบิดออกก็กลัวว่าจะเจอความร้อนจากไฟ ทำได้แค่รดน้ำรอบๆ
ไฟดับแล้ว สำรวจความเสียหายก็พบว่า โรงพระองค์เจ้ามหาหงส์ ไฟไหม้ไปสามแห่ง เรือน 13 หลัง เรือนหม่อมเจ้าในกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ 28 หลัง เรือนข้าราชการและราษฎร 44 หลัง
ศาลาวัดพระเชตุพนฯ สองหลังครึ่ง โรงงานของในหลวง 9 โรง และประตูท่าช้างล่างอีก 1 แห่ง
บริเวณที่ถูกไฟไหม้ราบโล่ง เดิมทีมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น
นับแต่นั้นมาจึงถูกเรียก “ท่าเตียน”
สมัยรัชกาลที่ 6 ปี พ.ศ.2461 บริเวณนั้นเรียกตำบลท่าเตียน ขึ้นอยู่กับอำเภอพระราชวัง ที่ทำการอยู่ตึกแถวถนนท้ายวัง ซึ่งปัจจุบันก็คือท่าเตียน ขึ้นอยู่กับเขตพระนคร
...
เรื่องราวของท่าเตียน คุณสังคีต จันทนะโพธิ ค้นคว้าเอามาเขียนไว้ในหนังสือ ปากพูดหูเพี้ยน (สำนักพิมพ์เพชรประกาย พ.ศ.2553)
นี่คือความจริง ที่มาของชื่อ “ท่าเตียน” แต่เป็นความจริงที่เอามาคุยเอามาเขียนเล่าสู่กันฟัง อีกสักกี่ครั้ง ผู้คนทั่วไปก็คงจำไม่ได้ เท่ากับเรื่องไม่จริง
ยักษ์วัดแจ้งลากกระบอง เหาะข้ามแม่น้ำมาตีกับยักษ์วัดโพธิ์
ตีกันตึงตังตูมตาม จนป่าไม้แถวนั้นโค่นล้มราบเหี้ยนเตียน คนแก่รุ่นผม ติดหูท่อนท้ายเพลงดัง ที่มีศักดิ์ นาครัตน์ ร้อง
“ตรงนั้นแหละหวา เขาเรียกว่าท่าเตียน”
อ่านในตำนานท่าเตียน ยังมีต่อ ยักษ์สองสัญชาติ ฤทธิ์เดชพอๆกัน ไม่มีใครแพ้ชนะ หลวงพ่อโต วัดอินทร์ ท่านเห็นว่า ขืนปล่อยให้ยักษ์สองพรรค เอ๊ย สองพวก รบกันต่อไป
ความฉิบหายจะไม่มีแค่ “ท่าเตียน” อาจบานปลายกลายเป็น “เมืองเตียน”
หลวงพ่อโตถือบาตรเดินไปขอบิณฑบาต...จะด้วยนับถือหรือด้วยความกลัว ยักษ์สองพรรคยอมเลิกตีกัน กลับไปทำหน้าที่วัดใครวัดมันตามเดิม
วันนี้ ยักษ์สองพรรคยังฮึ่มๆเข้าใส่กันอยู่ ทั้งยังมีพรรคตาอยู่ สอดมาเป็นพรรคที่สาม งานของชาวบ้าน ก็คือต้องตั้งสติฟัง เรื่องที่ออกจากปากนักเลือกตั้ง ซึ่งมีทั้งเรื่องจริง เรื่องไม่จริง
แปลกนะครับ เรื่องจริงๆ ฟังแล้วไม่อยากจำ เท่ากับเรื่องไม่จริงแบบยักษ์ตีกัน
เรื่องไม่จริง ที่สนุกกันในโลกออนไลน์นั้น ฟังแล้วคิดได้ ไม่ใครก็ใคร ถ้าไม่ถึงตาย ก็คงได้พังไปกันข้างหนึ่ง.
กิเลน ประลองเชิง